ก.แรงงานถกสถานประกอบการจ้างแรงงานต่างด้าว เผยยอด 3.2 ล้านคน ขอขึ้นทะเบียนตามกม.
เมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน ที่กระทรวงแรงงาน นายบุญสงค์ ทัพชัยยุทธ์ ปลัดกระทรวงแรงงาน เปิดเผยหลังเป็นประธานเปิดการประชุมเพื่อรับฟังแนวทางการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว ตามมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 24 กันยายน 2567 ว่า เป็นการประชุมขอความร่วมมือสถานประกอบการและหน่วยงานที่มีพนักงานเป็นแรงงานต่างด้าวประมาณกว่า 400 คน ให้ดำเนินการขึ้นทะเบียนแรงงานต่าวด้าวให้ถูกต้องตามระเบียบที่กระทรวงแรงงานกำหนด ขอให้ดำเนินการโดยชอบด้วยกฎหมายและเป็นการชี้แจงให้นายจ้างรับทราบว่า การขึ้นทะเบียนแรงงานต่างด้าวในครั้งนี้ เพื่อทดแทนตำแหน่งงานหรืองานที่ไม่มีแรงงานไทยทำ

“อยากให้ทุกคนรับรู้ว่า การขึ้นทะเบียนแรงงานต่างด้าวครั้งนี้ เพื่อที่จะควบคุมแรงงานต่างด้าวให้เป็นไปตามเงื่อนไข ให้ติดตามสถานะการทำงานของแรงงานต่าวด้าว ขณะนี้อยู่ระหว่างรอการประกาศจากกระทรวงมหาดไทย (มท.) ซึ่งคาดว่าจะออกประกาศได้ภายในเดือนพฤศจิกายนนี้” นายบุญสงค์ กล่าว
ปลัดกระทรวงแรงงาน กล่าวว่า ขณะนี้ประกาศแนวทางการดำเนินงานในเรื่องนี้ของ มท., กระทรวงแรงงาน และกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ยังไม่เรียบร้อยดี หากพร้อมแล้วจะมีการประกาศให้ทราบเพื่อให้ปฎิบัติอย่างถูกต้องจึงให้บริษัทนำเข้าแรงงานต่างด้าว สถานประกอบการ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทราบถึงแนวทางปฎิบัติในการนำแรงงาน 2 กลุ่ม คือ 1.กลุ่มเอ็มโอยูที่ใบอนุญาตทำงานหมดอายุวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2568 จำนวนกว่า 2 ล้านคน และ 2.กลุ่มที่ลักลอบทำงาน ซึ่งไม่สามารถรู้จำนวนที่แน่นอน แต่คาดว่าจะมีมาขึ้นทะเบียน 4-5 แสนคน จะทำให้สามารถควบคุมดูแลได้ว่าทำงานอยู่ที่ไหนบ้าง
“สำหรับแรงงานต่างด้าวที่รู้ตัวว่าต้องมาขึ้นทะเบียน ควรรีบทำให้ถูกต้อง เพื่อประโยชน์ของตนเอง หลังจากนี้กระทรวงแรงงานโดยชุดเฉพาะกิจซึ่งมีอยู่หลายร้อยคน จะออกปูพรมทั่วประเทศเพื่อปราบปราม และผลักดันออกนอกประเทศขั้นเด็ดขาด” นายบุญสงค์ กล่าว

ด้านนายสมชาย มรกตศรีวรรณ อธิบดีกรมการจัดหางาน (กกจ.) กล่าวว่า ขณะนี้มีแรงงานต่างด้าวทำงานอย่างถูกต้อง 3.2 ล้านคน ส่วนตัวเลขรวมกลุ่มใต้ดินที่ว่ามี 6 ล้านคน เป็นเพียงการพูดกัน ซึ่งอาจจะเห็นจากการไปร้านอาหารแล้วเห็นลูกจ้างคนไทย 1 คน ส่วนอีก 5 คน เป็นต่างด้าว ก็อาจเป็นส่วนหนึ่งในการบ่งชี้ได้ แต่คาดว่า การจดทะเบียนรอบใหม่จะมีแรงงานกลุ่มที่ไม่มีใบอนุญาตทำงานลงทะเบียนเพิ่มขึ้น 4-5 แสนคน
“โดยจะเปิดให้ยื่นรายชื่อผ่านระบบออนไลน์เป็นเวลา 15 วัน และต้องเป็นลูกจ้างที่ทำงานอยู่แล้วก่อนมีมติ ครม.วันที่ 24 กันยายน 2567 หากมาทีหลังจะไม่สามารถขึ้นได้และนายจ้างต้องรับรองว่าทำงานจริง หากตรวจพบสวมรายชื่อหรือข้อมูลเท็จมาลงทะเบียนจะดำเนินคดีตามกฎหมาย ส่วนการจะมาแย่งอาชีพคนไทยหรือไม่นั้น ทางกระทรวงแรงงานมีนโยบายควบคุมอาชีพของคนไทยไม่ให้แรงงานต่างด้าวเข้ามาทำงาน มีมาตรการเจอ จับ ผลักดัน ดำเนินการกลุ่มที่เข้ามาแย่งอาชีพคนไทย” นายสมชาย กล่าว
อธิบดี กกจ.กล่าวว่า ส่วนที่การจดทะเบียนที่ผ่านมามักจะบอกว่าจะเป็นครั้งสุดท้าย แต่ก็ยังมีการเปิดอีกนั้น ตามนโยบายจะนำเข้าตามเอ็มโอยูเท่านั้น แต่การเปิดจดทะเบียนในช่วงที่ผ่านมา เหตุจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ทำให้แรงงานกลับประเทศไม่ได้จึงต้องเปิดให้ขึ้นทะเบียนให้ทำงานอย่างถูกต้อง ส่วนครั้งนี้จะให้ขึ้นทะเบียนในกลุ่มที่ทำงานอยู่แล้วแต่อยู่อย่างไม่ถูกต้อง รวมทั้งกลุ่มที่หลุดจากระบบ เพราะขึ้นทะเบียนไม่ทันวันที่ 31 ตุลาคม 2567 เมื่อคนกลุ่มนี้เข้าระบบถูกต้องก็ไม่มีความจำเป็นต้องจดทะเบียนอีกแล้ว ต่อไปการเข้ามาทำงานจะเป็นระบบเอ็มโอยูเท่านั้น

ผู้สื่อข่าวถามถึงรายชื่อบริษัทประกันภัยที่เชื่อมโยงข้อมูลการทำประกันสุขภาพของคนต่างด้าว นายสมชาย กล่าวว่า ที่ผ่านมา มีมักมีปัญหาความไม่มั่นคงของบริษัทประกันภัย จึงจำเป็นที่จะต้องหาบริษัทประกันที่มีความมั่นคง เพื่อรับแรงงานต่างด้าวอีกประมาณ 3 ล้านคน เพิ่มเติม หากไม่สามารถรองรับได้ ก็จะเกิดปัญหา และกระทบถึงสุขภาพของคนไทยด้วย เราต้องมีการตรวจหรือสกรีนบริษัทประกันภัยก่อน โดยทาง กกจ. มีหน้าที่วางหลักเกณฑ์ให้เป็นไปตามที่รัฐบาลกำหนด ส่วนบริษัทฯใดที่เป็นไปตามเกณฑ์ สามารถเข้ามาพิจารณาหรือเชื่อมต่อทางเราได้ ซึ่งจะมีการกำหนดเกณฑ์และมาตรฐาน เพื่อไม่ให้เกิดความเสี่ยง โดยได้มีการทำหนังสือเชิญไปทุกบริษัทหากครบตามหลักเกณฑ์จะมีการประกาศรายชื่อออกไปว่ามีบริษัทไหนบ้าง แต่ขณะนี้ยังไม่ทราบว่ามีกี่แห่ง ยังมีเวลาถึงวันที่ 19 พฤศจิกายนนี้ ยืนยันว่าไม่ใช่การล็อกสเปก แต่เป็นการกำหนดมาตรฐานที่ต้องการ
เมื่อถามว่า การขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ 400 บาท จะมีผลให้แรงงานต่างด้าวเข้ามาทำงานในไทยเพิ่มขึ้นหรือไม่ นายสมชาย กล่าวว่า ตรงไหนที่ดีเขาก็มาอยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้อง 400 บาท ขณะนี้ถ้ามีรายได้สูงกว่าบ้านเขา แรงงานต่าวด้าวก็จะเข้ามาทำงานบ้านเราเป็นปกติอยู่แล้ว

