วงสัมมนาหนุน กม. ‘ลาคลอด 180 วัน’ นายจ้างจ่าย 60 วัน ประกันสังคมช่วย 120 วัน
เมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) ร่วมกับ มูลนิธิเพื่อนหญิงและเครือข่ายขับเคลื่อนลาคลอด 180 วัน สนับสนุนโดย สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) จัดสัมมนาทางวิชาการ “อนาคตแรงงาน การพัฒนาที่ยั่งยืน สิทธิมารดากับการลาคลอด 180 วัน และการจ้างงานภาครัฐ” ณ คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มธ. ท่าพระจันทร์ โดยมี นายบัณฑิต แป้นวิเศษ มูลนิธิเพื่อนหญิงและผู้ประสานงานโครงการ รศ.อัจฉรา ชลายนนาวิน คณบดีคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มธ. นายชินโชติ แสงสังข์ ประธานอนุกรรมาธิการด้านประกันสังคม วุฒิสภา ศาสตราภิชาน แล ดิลกวิทยรัตน์ กรรมาธิการการแรงงาน วุฒิสภา นายเซีย จำปาทอง รองประธานคณะกรรมาธิการการแรงงาน สภาผู้แทนราษฎร นายอุกฤษณ์ กาญจนเกตุ ที่ปรึกษาอาวุโส สภาองค์การนายจ้างแห่งประเทศไทย น.ส.สุเพ็ญศรี พึ่งโคกสูง กรรมธิการวิสามัญพิจารณาแก้ไข (ร่าง) พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) คุ้มครองแรงงาน (ฉบับที่…) พ.ศ. … นายกฤษฎา ธีระโกศลพงศ์ คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มธ. นางสุนี ไชยรส รองคณบดีฝ่ายพัฒนาสังคม วิทยาลัยนวัตกรรมสังคม ม.รังสิต และ นายมนัส โกศล ประธานสภาองค์การลูกจ้างพัฒนาแรงงานแห่งประเทศไทย เข้าร่วม

นายบัณฑิตกล่าวว่า เป็นการจัดสัมมนาทางวิชาการ ครั้งที่ 3 เพื่อติดตามความคืบหน้าการพิจารณากฎหมายคุ้มครองแรงงานว่าด้วยการลาคลอด มุมมองในมิติของสมาชิกวุฒิสภา (สว.) และสภาองค์การนายจ้าง เป็นการส่งเสียงสะท้อนให้กับสังคม

นายชินโชติ กล่าวถึงความคืบหน้า (ร่าง) พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน (ฉบับที่ …) พ.ศ. … ที่มีประเด็นแก้ไขสิทธิลาคลอดในการเพิ่มสิทธิลาคลอดเป็น 180 วัน ว่า กำลังอยู่ในการพิจารณาในชั้นกรรมาธิการวิสามัญ สภาผู้แทนราษฏร โดยยืนยันที่จะผลักดันให้สิทธิลาคลอดเป็น 180 วัน ด้วยเหตุผลทางสรีระร่างกายของสตรี หรือมาตรฐานการส่งเสริมสุขภาพขององค์กรอนามัยโลก มาตรฐานที่กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) รวมถึงเหตุผลด้านจิตวิทยา ความอบอุ่นจากอกแม่และค่าน้ำนม จึงควรเพิ่มสิทธิการลาคลอดให้เป็น 180 วัน แต่หากจะทำให้สัมฤทธิ์ผลได้นั้น จะต้องมีเงื่อนไขและเทคนิค
“ขณะนี้ ปัญหาไม่ได้อยู่ที่การลา แต่ปัญหาที่สำคัญคือ ใครจะเป็นผู้จ่ายเงินค่าชดเชยจากการลาคลอด ทำให้นายจ้าง และ สำนักงานประกันสังคม (สปส.) ต้องจ่ายเงินชดเชยเพิ่มขึ้น ซึ่งล่าสุด คณะกรรมาธิการฯ มีมติเห็นชอบเพิ่มสิทธิลาคลอดจาก 98 วัน เป็น 120 วัน โดยเสนอให้นายจ้าง และ สปส.ต้องจ่ายเพิ่มขึ้นเป็นฝ่ายละ 60 วัน เราจึงต้องหาวิธีทำอย่างไร เพื่อไม่ให้เป็นภาระของทั้งสองฝ่าย” นายชินโชติกล่าว และว่า หากจะสนับสนุนสิทธิลาคลอด 180 วัน เสนอเงื่อนไขและปรับสูตรใหม่ คือ ให้นายจ้างจ่ายเพียง 60 วัน และให้ สปส. จ่าย 120 วัน ซึ่งไม่กระทบต่อความมั่นคงของ สปส.มากนัก เนื่องจากผู้ใช้แรงงานส่งเงินสมทบอยู่แล้ว

นายเซียกล่าวว่า ขณะนี้คณะกรรมาธิการฯ กำลังพิจารณารายละเอียดในแต่ละประเด็นและมาตรา เบื้องต้นคาดว่าพิจารณาครบถ้วนแล้ว หลังจากนี้จะมีการประชุมในวันที่ 11 ธันวาคม 2567 ก่อนจะนำเข้าสู่ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรพิจารณาในวาระต่อไป และนำไปสู่วุฒิสภา จึงยังไม่สามารถยืนยันได้ว่าจะมีการประกาศใช้การเพิ่มสิทธิลาคลอด 180 วัน ในต้นปีหน้าได้หรือไม่
“ก็คงจะเป็นความหวังของคนไทย เนื่องจากในการประชุมคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน (ฉบับที่ …) พ.ศ. … ได้มีมติเสียงข้างมากสนับสนุนสิทธิลาคลอด 120 วัน อีกทั้งยังมีประเด็นอื่นๆ เช่น สิทธิการลาต่อเนื่องหลังคลอดของมารดาที่อาจมีภาระเลี้ยงดูบุตรที่ป่วย โดยให้สิทธิเพิ่มขึ้น 15 วัน จ่ายค่าจ้างครึ่งหนึ่ง และให้สิทธิการลาแก่คู่สมรส 15 วัน ได้รับค่าจ้างเต็ม ถือว่าเป็นความคืบหน้า” นายเซียกล่าว และว่า ในบางประเทศจ่ายค่าจ้างให้ลูกจ้างที่ลาคลอดเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด แต่ในไทยที่ผ่านมา แรงงานต้องเผชิญปัญหาการลาคลอด 98 วัน ได้รับเงินตอบแทนแค่ 90 วัน โดยนายจ้าง และ สปส.จ่ายให้ฝ่ายละ 45 วัน แต่อีก 8 วัน ที่บวกเพิ่มมา ยังไม่มีการกำหนดว่าใครจะจ่าย ทำให้ลูกจ้างบางคนเลือกที่จะไม่ใช้สิทธิลาคลอด เพราะกลัวว่าจะไม่ได้ค่าจ้าง

ด้าน น.ส.สุเพ็ญศรี กล่าวว่า ที่ประชุมคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน (ฉบับที่ …) พ.ศ. … มีมติเสียงข้างมากสนับสนุนสิทธิลาคลอด 120 วัน แต่ยังมีกรรมาธิการเสียงข้างน้อยขอสงวนความเห็นให้ลาได้ 180 วัน โดยส่วนตัวก็สนับสนุนให้เพิ่มสิทธิลาคลอดเป็น 180 วัน เนื่องจากการเลี้ยงดูลูกมีความยากลำบาก และย้ำว่า นมแม่คือนมที่วิเศษที่สุด ทั่วโลกจึงมีการส่งเสริมอนามัยของแม่และเด็ก รวมถึงครอบครัว ทั้งนี้ การตั้งครรภ์ของผู้หญิงไม่ใช่เรื่องปัจเจคบุคคล
นายอุกฤษณ์กล่าวว่า ในมุมมองของผู้ประกอบการ ยืนยันว่าการเพิ่มสิทธิการลาคลอดเป็นเรื่องสำคัญ แต่ติดตรงปัญหาค่าใช้จ่าย ต้องอาศัยมาตรฐานองค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ไอแอลโอ) ดูสภาพเศรษฐกิจสังคมของประเทศ ปัจจุบันสถานการณ์เศรษฐกิจของไทยยังซบเซา รวมถึงเศรษฐกิจโลกยังไม่ดีขึ้น
“ปัญหาอย่างหนึ่งคือ ประเทศไทยมีอัตราการเกิดน้อยมาก เมื่อต้นปี 2567 ไทยมีอัตราการเกิดใหม่ไม่ถึงร้อยละ 1 ในขณะที่อัตราการตายกว่าร้อยละ 9 และเข้าสู่สังคมผู้สูงวัยเต็มตัว หากยังปล่อยให้อยู่ในสภาวะแบบนี้ ประเทศไทยจะเข้าขั้นวิกฤตในอนาคตแรงงาน ทำให้ขาดแคลนแรงงานในอนาคตได้” นายอุกฤษณ์กล่าว


