สปสช.ประสานกรมแพทย์แผนไทยฯ-สบส. เพิ่มยาสมุนไพรไทยดูแลผู้ป่วยบัตรทอง 10 กลุ่มโรค

20.11.24 | 16:57 น.

สปสช.ประสานกรมแพทย์แผนไทยฯ-สบส. เพิ่มยาสมุนไพรไทยดูแลผู้ป่วยบัตรทอง 10 กลุ่มโรค

วันนี้ (20 พฤศจิกายน 2567) ทพ.อรรถพร ลิ้มปัญญาเลิศ รองเลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) เปิดเผยว่า คณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บอร์ด สปสช.) ให้ความสำคัญต่อการสนับสนุนการใช้ยาสมุนไพรในบัญชียาหลักแห่งชาติ เพื่อเป็นการสนับสนุนภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทยให้มีการขยายการใช้ในทางการแพทย์อย่างแพร่หลาย โดยในการประชุมบอร์ด สปสช. เมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายนที่ผ่านมา ได้พิจารณาและเห็นชอบข้อเสนอการขับเคลื่อนสนับสนุนการใช้ยาสมุนไพรในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ หรือ บัตรทอง 30 บาท โดยมอบให้ สปสช. ดำเนินการตามข้อเสนอนี้


รองเลขาธิการ สปสช. กล่าวถึงการขับเคลื่อนสนับสนุนการใช้ยาสมุนไพรในระบบบัตรทอง ว่า สืบเนื่องจากการแถลงนโยบายของรัฐบาลต่อรัฐสภา เมื่อวันที่ 12 กันยายน 2567 ได้กำหนดนโยบายยกระดับการสาธารณสุขไทย สุขภาพแข็งแรงทุกวัย และเศรษฐกิจสุขภาพไทยมั่นคง ทั้งสอดคล้องกับนโยบายของกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ด้านการยกระดับภูมิปัญญาไทย ส่งเสริมการใช้แพทย์แผนไทยและสมุนไพรเพื่อการแพทย์ ในระบบบริการสาธารณสุข รวมถึงข้อเสนอจากกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก ที่ได้เสนอมายัง สปสช. เพื่อขอรับการสนับสนุนการขับเคลื่อนบริการการแพทย์แผนไทยในหน่วยงานภาครัฐและเอกชน เนื่องจากการขับเคลื่อนบริการการแพทย์แผนไทยและการใช้ยาสมุนไพรนับเป็นนโยบายสำคัญของ สธ. จึงได้นำมาสู่ข้อเสนอนี้

“สำหรับหลักการของการสนับสนุนยาสมุนไพรตามมติบอร์ด สปสช. จะมุ่งเน้นรายการยาสมุนไพรที่มีศักยภาพ และสามารถใช้ทดแทนยาแผนปัจจุบันสำหรับผู้ป่วย 10 กลุ่มโรคและอาการสำคัญ ประกอบด้วย 1.กลุ่มอาการปวดกล้ามเนื้อและปวดข้อ 2.กลุ่มอาการโควิด-19 ไข้หวัด ไอ เสมหะ 3.กลุ่มอาการท้องอืด ท้องเฟ้อ 4.กลุ่มอาการท้องผูก ริดสีดวงทวารหนัก 5.กลุ่มอาการวิงเวียน คลื่นไส้ อาเจียน 6.กลุ่มอาการทางผิวหนัง แผล 7.กลุ่มอาการชาจากอัมพฤกษ์ อัมพาต 8.กลุ่มอาการนอนไม่หลับ 9.กลุ่มอาการท้องเสีย (ไม่ติดเชื้อ) และ 10.กลุ่มอาการเบื่ออาหาร รวมทั้งหมด 32 รายการ” ทพ.อรรถพร กล่าวและว่า นอกจากนี้ ยังจะกำหนดการจ่ายชดเชยค่ายาสมุนไพรตามคอร์สการรักษาต่อครั้ง และการพัฒนาศักยภาพให้คลินิกแพทย์แผนไทยของภาคเอกชน ให้สามารถเบิกจ่ายยาสมุนไพรได้ โดยกำหนดเป้าหมายการดำเนินงานตามที่กรมการแพทย์แผนไทยฯ เสนอ ได้แก่ การเพิ่มการใช้ยาสมุนไพรในบัญชียาหลักแห่งชาติด้านสมุนไพรอย่างน้อยร้อยละ 10 จากปี 2567 และลดการใช้ยาแผนปัจจุบันในกลุ่มอาการเดียวกันกับการใช้ยาสมุนไพรอย่างน้อยร้อยละ 5

Advertisement

ทพ.อรรถพร กล่าวว่า หลังจากมติที่บอร์ด สปสช. เห็นชอบนี้ สปสช.จะประสานกับกรมการแพทย์แผนไทยฯ และกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (สบส.) ในการพัฒนาศักยภาพสถานประกอบการเพื่อสุขภาพ ให้สามารถจัดบริการนวด อบ ประคบเพื่อการรักษา และสามารถขึ้นทะเบียนเป็นหน่วยบริการอื่นตามมาตรา 3 ในระบบบัตรทอง และให้ สปสช. ออกแบบกลไกบริหารงบประมาณ แหล่งบประมาณ หลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขการจ่ายชดเชย เสนออนุกรรมการที่เกี่ยวข้อง และกลับมาเสนอคณะกรรมการพิจารณาต่อไป