กาชาดฯ จับมือ สธ.ดันร่าง พ.ร.บ.การบริจาคอวัยวะ แก้ปมญาติ/ครอบครัวไม่ยินยอม ยึดเจตนารมณ์ “ผู้ตาย” เป็นที่ตั้ง ชี้เป็นประโยชน์กับผู้ป่วยรอปลูกถ่าย เร่งจัดทำรายละเอียดก่อนทำประชาพิจารณ์ทุกภาคส่วน
เมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน รศ.นพ.สุภนิติ์ นิวาตวงศ์ รองผู้อำนวยการศูนย์รับบริจาคอวัยวะ สภากาชาดไทย เปิดเผยว่า ขณะนี้สภากาชาดไทย โดยกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ได้จัดทำร่างกฎหมายเกี่ยวกับการบริจาค การปลูกถ่ายอวัยวะและเนื้อเยื่อ เบื้องต้นชื่อ (ร่าง) พระราชบัญญัติการบริจาคและการปลูกถ่ายอวัยวะและเนื้อเยื่อ พ.ศ. … โดยอยู่ระหว่างการจัดทำร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) แต่ละมาตรา หลังจากนั้นจะมีการเปิดประชาพิจารณ์รับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วน ซึ่งหากกฎหมายฉบับนี้สำเร็จ จะเป็นกฎหมายฉบับแรกที่ยกร่างขึ้นมาเพื่อรองรับการบริจาคอวัยวะ และการคุ้มครองผู้ป่วยปลูกถ่ายอวัยวะ
รศ.นพ.สุภนิติ์ กล่าวถึงการผลักดัน (ร่าง) พ.ร.บ.การบริจาคและการปลูกถ่ายอวัยวะและเนื้อเยื่อ พ.ศ. … ว่า เนื่องจากปัจจุบันประเทศไทยยังไม่มีกฎหมายในระดับ พ.ร.บ. ที่จะมาดูแลเรื่องการบริจาค การปลูกถ่ายอวัยวะและเนื้อเยื่อ ซึ่งจะได้รับบริจาคมาจาก 2 แหล่ง คือ 1.ผู้ที่เสียชีวิตด้วยภาวะสมองตาย และ 2.ผู้ที่ยังไม่เสียชีวิต แต่มีการบริจาคให้กับญาติตัวเอง ทุกวันนี้จึงเป็นการใช้กฎหมายจากหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องเป็นหลัก เช่น ใช้นิยามคำว่า “เสียชีวิต” จากประกาศของแพทยสภา เพื่อชี้ชัดว่าเป็นการเสียชีวิตจริงๆ โดยมี 2 กรณี คือ ภาวะสมองตาย และ ภาวะหัวใจหยุดเต้น ไปจนถึงการป้องกันการขายอวัยวะ ก็ใช้กฎหมายปราบปรามการค้ามนุษย์ ซึ่งส่วนนี้มีโทษร้ายแรง
“ดังนั้น ในการร่างกฎหมายระดับพระราชบัญญัติ จะเป็นการเขียนรายละเอียดเกี่ยวกับการบริจาคอวัยวะให้ครอบคลุมมากขึ้น เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริจาคและญาติ” รศ.นพ.สุภนิติ์ กล่าว
รองผู้อำนวยการศูนย์รับบริจาคอวัยวะ กล่าวต่อไปว่า ประเด็นสำคัญในร่าง พ.ร.บ.การบริจาคและการปลูกถ่ายอวัยวะฯ คือ การให้ถือเจตนารมณ์ของผู้บริจาคก่อนที่จะเสียชีวิตเป็นที่ตั้ง เพราะที่ผ่านมา ไม่มีกฎหมายรองรับเรื่องนี้ ทำให้แม้ว่าผู้ที่แสดงความจำนงบริจาคอวัยวะ บริจาคร่างกายแล้ว แต่แพทย์ยังต้องขอความเห็นและความยินยอมจากญาติของผู้บริจาคอยู่ดี ซึ่งหลายครั้งญาติไม่อนุญาต แพทย์ก็ไม่สามารถนำอวัยวะออกจากร่างผู้เสียชีวิตได้ ประเด็นนี้ได้รับการสนับสนุนจากภาคการเมืองว่า ควรทำแบบ “การปฏิเสธเข้าร่วมบริจาคอวัยวะ” หรือ Opting-Out ที่เป็นการสันนิษฐานว่าทุกคนที่เสียชีวิตเข้าเกณฑ์การบริจาคถือว่าเป็นผู้บริจาคทั้งสิ้น เพราะมีตัวอย่างจากหลายประเทศที่ทำเช่นนี้แล้ว ซึ่งประโยชน์ที่ได้คือ มีอวัยวะที่บริจาคเพิ่มมากขึ้น ผู้ป่วยก็ไม่ต้องรอการปลูกถ่ายอวัยวะนานมาก
“แต่ในประเทศไทย เรายังเป็นการทำในรูปแบบสมัครใจเข้าร่วมบริจาค หรือ Opting-In ซึ่งจะต้องมีการแสดงหลักฐานการบริจาคอวัยวะเป็นลายลักษณ์อักษรชัดเจน เพราะเรื่องของการบริจาคอวัยวะ ยังเป็นเรื่องที่เข้าใจผิดกันอยู่มาก บางครั้งผู้ป่วยเข้าโรงพยาบาลแล้ว มีการรักษาพยาบาลอย่างเต็มที่ แต่เมื่อผู้ป่วยเสียชีวิตแล้ว แพทย์จะขอบริจาคอวัยวะ ก็ทำให้เกิดความรู้สึกไม่ดีกับญาติหรือครอบครัวของผู้ป่วย ดังนั้น ร่าง พ.ร.บ.การบริจาคและการปลูกถ่ายอวัยวะฯ ฉบับนี้ จะเขียนในลักษณะการยึดถือเจตนารมณ์ของผู้เสียชีวิตในการบริจาคเป็นที่ตั้ง แต่ในทางปฏิบัตินั้น ไม่ว่าจะเป็นประเทศที่ทำในรูปแบบ Opting-Out หรือ Opting-In ก็ตาม ก็ยังจะต้องคุยกับญาติอยู่ดี ถ้าญาติยืนยันคัดค้านการบริจาค ก็ไม่สามารถนำอวัยวะออกจากร่างกายได้เช่นกัน” รศ.นพ.สุภนิติ์กล่าว

