17ปท.ร่วมถก ‘บุหรี่ไฟฟ้า’ ยกเคส ‘แคนาดา’ สูญงบกว่า 300 ล.รณรงค์ลดสูบหลังเปิดตลาดเสรี

21.11.24 | 15:42 น.

17ปท.ร่วมถก ‘บุหรี่ไฟฟ้า’ ยกเคส ‘แคนาดา’ สูญงบกว่า 300 ล.รณรงค์ลดสูบหลังเปิดตลาดเสรี

เมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน ที่โรงแรมเบสท์ เวสเทิร์น จตุจักร ศ.เกียรติคุณ นพ.ประกิต วาทีสาธกกิจ ประธานมูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ พร้อมด้วย ศ.สเตลล่า บีอลอส (Professor Stellar Bialous) ผู้เชี่ยวชาญด้านการควบคุมยาสูบมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย ซานฟรานซิสโก สหรัฐอเมริกา และ นายแอนดรู แบลค (Andrew Black) ผู้นำทีมสำนักเลขานุการอนุสัญญาควบคุมยาสูบ องค์การอนามัยโลก ร่วมแถลงผลการประชุม Annual Meeting Of The FCTC 2030 Project ซึ่งมีผู้แทนจาก 17 ประเทศเข้าประชุม โดยปีนี้จัดประชุมที่ประเทศไทย

ศ.สเตลล่ากล่าวว่า ขณะนี้มีราว 40 ประเทศในโลกที่ห้ามจำหน่ายบุหรี่ไฟฟ้า ซึ่งประเทศแคนนาดาในอดีตเคยห้ามจำหน่าย แต่เมื่อปี 2018 มีการเปลี่ยนแปลงนโยบายให้จำหน่ายได้ภายใต้การควบคุม ซึ่งพบว่า เยาวชนสูบบุหรี่สูงขึ้นในบางรัฐ โดยเฉพาะการสูบบุหรี่ไฟฟ้า สูงถึงร้อยละ 74 อัตราการสูบที่สูงขึ้น เป็นตัวเลขที่น่าตกใจ จึงมีความพยายามในการลดอัตราการสูบ รัฐบาลต้องลงแรงมาก ซึ่งดูเหมือนจะทำให้การสูบลดลง เนื่องจากมีการออกกฎหมายควบคุมระดับนิโคตินในบุหรี่ไฟฟ้าที่จะจำหน่าย พร้อมรณรงค์อันตรายของบุหรี่ไฟฟ้า โดยสูญเสียงบประมาณกว่า 9 ล้านเหรียญ หรือ 300 ล้านบาท ใน 3 ปีแรก ความพยายามในการควบคุมและรณรงค์ครั้งใหญ่ ทำให้อัตราการสูบบุหรี่ไฟฟ้าค่อยๆ ลดลง แต่ตัวเลขก็ยังสูง และยังสูงกว่าการสูบบุหรี่ธรรมดา

Advertisement

“แคนาดาเป็นตัวอย่างประเทศที่เปลี่ยนจากห้ามขาย แล้วมาเปิดขาย ก็ทำให้เกิดปัญหา ซึ่งประเทศอื่นที่ห้ามแล้วกลับมาเปิดขาย ก็เจอประสบการณ์แบบแคนาดา เช่น สหรัฐอเมริกา เดิมเป็นตลาดเปิดและไม่มีการควบคุม แต่ตอนนี้เริ่มควบคุม พร้อมกับกำหนดกติกาว่า บุหรี่ไฟฟ้าที่ได้รับอนุญาตจากองค์การอาหารและยาของสหรัฐ (FDA) เท่านั้น ที่จะขายได้ เมื่อเปิดให้ตรวจมาตรฐานผลิตภัณฑ์ที่จะขายได้ พบว่ามีบุหรี่ไฟฟ้ามากกว่า 6 ล้านรายการ ที่ยื่นขออนุญาต แต่มีเพียง 34 รายการ ใน 3 ยี่ห้อ ที่ได้รับอนุญาต เนื่องจากมีการตรวจเฝ้าระวังเป็นระยะว่า ยังมีคุณภาพเหมือนเดิมหรือไม่ แต่การที่ให้ขาย ไม่ได้แปลว่าปลอดภัย เพียงแต่ผ่านเกณฑ์ที่กำหนด แม้แต่บุหรี่ไฟฟ้าที่ให้ขายได้ 34 รายการ ก็ห้ามอ้างว่าปลอดภัย และห้ามอ้างว่าช่วยให้เลิกบุหรี่ได้ ผลิตภัณฑ์ที่จะช่วยเลิกบุหรี่ได้ต้องผ่านมาตรฐานความปลอดภัย” ศ.สเตลล่ากล่าว

ศ.สเตลล่ากล่าวว่า ข้ออ้างว่าบุหรี่ไฟฟ้าปลอดภัยกว่าบุหรี่ธรรมดาเป็นเรื่องที่ตอบยาก เพราะมีหลายชนิดที่ต่างกันออกไป บุหรี่ไฟฟ้านอกจากมีนิโคตินที่ทำให้เสพติดรุนแรง ยังมีสารอื่นๆ ที่ทำลายสุขภาพ ซึ่งปัญหาใหญ่คือ คนสูบบุหรี่มวนแล้วหันมาสูบบุหรี่ไฟฟ้า ส่วนใหญ่สูบทั้ง 2 อย่าง อันตรายยิ่งมากกว่าการสูบอย่างใดอย่างหนึ่ง นอกจากนั้น ในสหรัฐยังมีกฎหมายห้ามขายผลิตภัณฑ์บุหรี่ไฟฟ้าที่มีกลิ่นหอม แต่ก็พบว่าวัยรุ่น ร้อยละ 87 ใช้บุหรี่ไฟฟ้าที่มีกลิ่นหอม ซึ่งผิดกฎหมายในสหรัฐ โดยหลังจากมีข้อกำหนดดังกล่าวออกมา ทำให้วัยรุ่นสูบบุหรี่ไฟฟ้าที่ผิดกฎหมายมากขึ้น แต่การสำรวจล่าสุด พบว่า อัตราการสูบลดลง สาเหตุหนึ่งเกิดจากโควิด-19 ทำให้ลดการเข้าถึงบุหรี่ไฟฟ้าได้

“สหรัฐรณรงค์ใหญ่ในปี 2016 ใน 2 ปีแรก ใช้เงินกว่า 250 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือเป็นเงิน 8 พันกว่าล้านบาท ซึ่งเน้นเพิ่มความรู้เข้าไปในหลักสูตรของโรงเรียน การศึกษา แม้ว่าแนวโน้มเริ่มลดลงแต่ก็ยังมีผลิตภัณฑ์ที่มีกลิ่นหอมซึ่งผิดกฎหมายยังขายอยู่” ศ.สเตลล่ากล่าว และว่า สำหรับการยกเลิกห้ามขายบุหรี่ไฟฟ้า ในหลายประเทศยังเป็นเรื่องยาก เพราะไม่มีความพร้อมในการตรวจสารต่างๆ ในบุหรี่ไฟฟ้า และไม่มีความสามารถเพียงพอในการควบคุม ดังนั้น ในภาพรวมจะอ้างว่าบุหรี่ไฟฟ้าอันตรายน้อยกว่าบุหรี่มวน ไม่ได้ เพราะข้อเท็จจริงบุหรี่ไฟฟ้ายังทำให้เกิดการสูบบุหรี่ทั้ง 2 ชนิด และเกิดการสูบมากขึ้นในเด็กและเยาวชน

ด้าน ศ.เกียรติคุณ นพ.ประกิตกล่าวว่า กฎหมายควบคุมยาสูบของไทย มีความพยายามเสนอให้ขายบุหรี่ไฟฟ้า เฉพาะผลิตภัณฑ์ที่ไม่มีกลิ่นหอม แต่จากข้อมูลของสหรัฐ พบว่ากว่าร้อยละ 87 วัยรุ่นใช้แบบมีกลิ่นหอม ขณะเดียวกัน ก็มีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) บางคนบอกว่า ควรเปิดขายบุหรี่ไฟฟ้าได้โดยมีระบบตรวจคุณภาพ แต่ไทยไม่มีแม้แต่ห้องปฏิบัติการตรวจ แม้กระทั่งสหรัฐเอง กว่าจะมีห้องปฏิบัติการตรวจก็ใช้เวลากว่า 10 ปี

“ขณะนี้มีบริษัทขายบุหรี่ข้ามชาติรายหนึ่ง ทําประกาศเป้าหมายทำการตลาดใน 40 ประเทศแรก ซึ่ง 1 ในนั้นคือ ประเทศไทย เพราะไทยมีกำลังซื้อ และยังเป็นประเทศผู้นำในอาเซียน ถ้าทำให้ไทยเข้ามาสู่การตลาดบุหรี่ไฟฟ้าได้ ก็จะเป็นจุดเริ่มต้นให้ประเทศอื่นๆ อีกเหตุผล คือ ไทยเป็นผู้นำควบคุมยาสูบในระดับโลก ฉะนั้น ถ้าเปลี่ยนไทยได้ ก็จะนำเป็นข้ออ้างในการดึงดูดประเทศอื่นๆ ซึ่งขณะนี้บริษัทขายบุหรี่ดังกล่าวทำตลาดไปแล้ว 80 ประเทศ และมีการตั้งเป้าหมายให้ถึง 100 ประเทศ ภายในปี 2025 ซึ่งเชื่อว่าไทยจะเป็น 1 ในนั้น” ศ.เกียรติคุณ นพ.ประกิตกล่าว

ขณะที่ นายแอนดรูกล่าวว่า ขอเน้นย้ำว่ายาสูบทำให้เสียชีวิตและเป็นอุปสรรคในการพัฒนาที่ยั่งยืนของแต่ละประเทศ ซึ่งปัจจัยที่สำคัญต่อการควบคุมการสูบบุหรี่ในทุกประเทศ คือ การแทรกแซงของบริษัทบุหรี่ เป็นเวลาหลายทศวรรษที่บริษัทเหล่านั้นใช้กลยุทธ์ต่างๆ เพื่อขัดขวางรัฐบาลที่จะควบคุมยาสูบ ดังนั้น เราควรจะระลึกเสมอว่า บริษัทขายบุหรี่มีวัตถุประสงค์อย่างเดียว คือ การทำกำไร ที่มาจากความเจ็บป่วย และชีวิตของผู้คน นอกจากนี้ ธุรกิจนี้ยังไม่สร้างประโยชน์ใดๆ ให้สังคม ด้วยเป้าหมายของกำไร ทำให้บริษัทขายบุหรี่ทำได้ทุกอย่างเพื่อผลกำไรสูงสุด จึงมีคำแนะนำสำหรับประเทศที่ยังคงกฎหมายห้ามขายบุหรี่ไฟฟ้า คือ 1.สร้างการรับรู้ถึงอันตรายของบุหรี่ไฟฟ้าในทุกภาคส่วน และรู้กลยุทธ์การแทรกแซงของบริษัทบุหรี่ 2.รัฐบาลต้องจำกัดการติดต่อกับบริษัทขายบุหรี่ให้เหลือเท่าที่จำเป็นจริงๆ และต้องเป็นไปอย่างโปร่งใส 3.ไม่ให้บริษัทขายบุหรี่ในการตัดสินนโยบายบุหรี่ ถ้ามีกรณีที่จะของข้อมูลจากบุหรี่ ต้องมีมาตรการตรวจสอบความจริง เพราะบริษัทขายบุหรี่มักใช้ข้อมูลที่บิดเบือน และต้องไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อนทุกกรณี และ 4.รัฐบาลต้องไม่รับข้อเสนอ ความช่วยเหลือใดๆ จากบริษัทบุหรี่ เช่น การรักษาความสะอาด วัคซีนต่างๆ เพราะสิ่งเหล่านี้ทำไปเพื่อผลประโยชน์ทางธุรกิจ และการโฆษณาภาพลักษณ์ธุรกิจ