เพจหมอดัง พูดอีกมุม แพทยสภา ฟ้อง สภาเภสัชฯ จ่ายยา 16 อาการ ชี้ ทุกวิชาชีพ มีจรรยาบรรณเหมือนกัน
จากกรณีศาลปกครองสูงสุดมีคำสั่งให้รับฟ้องคำร้องของแพทยสภา ที่คัดค้านการจ่ายยาตาม 16 กลุ่มโรคอาการ โดยไม่มีการตรวจโดยแพทย์ เพื่อเป็นการคุ้มครองประชาชน ขณะที่สภาเภสัชกรรมออกจดหมายเปิดผนึกไปแล้ว 3 ฉบับ
เมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายน แฟนเพจเฟซบุ๊ก เรื่องเล่าจากโรงพยาบาล ออกมาโพสต์ถึงกรณีดังกล่าว โดยระบุไว้เป็นข้อความดังนี้
“กรณี เรื่องประกาศของ สปสช. ให้ประชาชน ที่มีภาวะเจ็บป่วยเล็กน้อยใน 16 กลุ่มอาการ ไปรับยาจากเภสัชกรในโครงการ ‘ร้านยาชุมชนอบอุ่น’ ได้นั้น แม้ว่าจะเป็นแนวทางที่มีประโยชน์ในแง่การได้รับยาได้รวดเร็ว และยังอาจช่วยลดความแออัดโนโรงพยาบาลได้ แต่แนวทางดังกล่าว แทนที่ประชาชนส่วนหนึ่งที่เจ็บป่วยจะได้รับการตรวจ รักษา บำบัดเยียวยา อย่างถูกต้องและตรงตามสมมติฐานของโรคอันแท้จริง แต่อาจก่อให้เกิดความเสี่ยง เช่น การให้ยาตามอาการแต่อาจไม่ตรงกับโรค ทำให้โรคซับซ้อนขึ้นจนอาจเป็นอันตรายถึงแก่ชีวิตได้ จนถึงมีอาการไม่พึงประสงค์ที่รุนแรง และเพิ่มโอกาสในการดื้อยาอันยากต่อการรักษา
ประเด็นปัญหาสำคัญคือ ประกาศฉบับดังกล่าวเห็นได้ชัดเจนว่า ให้เภสัชกรเป็นผู้วินิจฉัยและใช้ดุลพินิจในการจ่ายยาหลายประเภท ซึ่งมีจำนวนไม่น้อยที่อาจนำอันตรายอย่างร้ายแรงมาสู่คนไข้โดยไม่คาดคิด เช่น กรณีปวดหัว ปวดท้อง อาจคิดว่าเป็นอาการเจ็บป่วยเล็กน้อย ซึ่งปวดหัวอาจเป็นอาการนำของเส้นเลือดในสมองแตก การปวดท้องอาจเป็นอาการนำของโรคไส้ติ่งแตก หรือเส้นเลือดแดงใหญ่ปริแตก อาการดังกล่าวจึงควรได้รับการตรวจ และวินิจฉัยโดยผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรม เพื่อให้ได้รับการรักษาอย่างถูกต้องและเร่งด่วน คนไข้จะมีช่วงเวลาจำกัด ที่ต้องได้รับการรักษาเพื่อช่วยชีวิต
ดังนั้น การจ่ายยาโดยไม่ทราบสาเหตุที่แท้จริงในอาการที่ไม่ได้รับการตรวจ ย่อมไม่สามารถวินิจฉัยแยกโรค หรือวินิจฉัยได้แต่ล่าช้า เสียโอกาสในการรักษา จนนำไปสู่อันตรายต่อชีวิตได้ ซึ่งมีหลายโรคที่แม้อาการนำแรกเริ่มจะดูเล็กน้อย แต่ผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมจำเป็นต้องตรวจหาสาเหตุ เพื่อรักษาได้อย่างถูกต้อง ที่สำคัญขั้นตอนการตรวจร่างกายและการส่งตรวจทางห้องปฏิบัติการ เพื่อการวินิจฉัยที่แม่นยำ เป็นกระบวนการที่อยู่นอกเหนือขอบเขตวิชาชีพของเภสัชกร
แม้ในบางประเทศมีระบบให้คนไข้ไปพบเภสัชกรก่อนพบแพทย์ จะต้องมีแนวทางปฏิบัติที่ชัดเจน ในการดูแลผู้ป่วยร่วมกันระหว่างแพทย์และเภสัชกร ภายใต้ข้อตกลงร่วมกันในการแยกโรคที่มีภาวะรุนแรงออกไปจนเหลือโรคหรือภาวะที่เภสัชกรสามารถจ่ายยาได้อย่างปลอดภัย ซึ่งต่างจากในประกาศฉบับนี้
ที่ผ่านมาแพทยสภาได้พยายามหาทางออก ร่วมกับ สปสช. และสภาเภสัชกรรม เพื่อปรับเปลี่ยนรายละเอียดของประกาศที่อาจเป็นอันตรายต่อผู้ป่วย โดยมีวัตถุประสงค์ที่สำคัญที่สุด คือ เพื่อความปลอดภัยของประชาชน อย่างไรก็ตาม ความพยายามดังกล่าวยังไม่ประสบผลสำเร็จ แพทยสภาจึงมีความจำเป็นต้องใช้กระบวนการยุติธรรมของศาลปกครอง เพื่อ ‘หยุดและทบทวน’ โครงการให้ผู้ป่วยเข้าถึงการรักษาที่ได้มาตรฐานเป็นสำคัญ
อ่านจากประกาศครั้งนี้ แสดงว่า แพทยสภา เคยประชุมร่วมกับ สปสช. ร่วมกับ สภาเภสัช เกี่ยวกับโครงการนี้มาก่อนแล้ว ดังนั้น แพทยสภา จึงรู้อยู่แล้วว่า
- ร้านยาที่เข้าร่วมโครงการนี้ ต้องผ่านการคัดเลือก พิจารณา ตรวจสอบ ให้ผ่านมาตรฐานที่ตั้งไว้ รวมทั้งมีการอบรมเพิ่มเติม
- ในโครงการนี้มีแนวทางการคัดกรองอาการของผู้ป่วย มีการติดตามอาการ มีการส่งต่อเมื่อเกินศักยภาพ มีแนวทางป้องกันการให้ยาเกินจำเป็น
- ปัจจุบันในหลักสูตรของเภสัชนั้น มีการสอนเกี่ยวกับโรค patho physio ไปจนถึง การวินิจฉัยโรค แยกโรค ซึ่งแน่นอน ความสามารถเรื่องนี้คงไม่เท่าหมอ เปรียบเทียบไป คงเหมือนหมอทั่วไปคงจะมีความรู้เรื่องไข้เรื้อรัง ไม่เท่ากับหมออายุรกรรม หมออายุรกรรม ก็คงรู้ไม่เท่าหมอโรคติดเชื้อ แต่อย่าลืมว่า เวลาเจอคนไข้ ช็อกมา หัวใจเต้นผิดจังหวะ หมออายุรกรรม อาจจะช่วยชีวิตได้ดีกว่า หมอโรคติดเชื้อ ในขณะที่คนไข้อุบัติเหตุปวดท้องมา หมอทั่วไปอาจจะตรวจเบื้องต้นได้ดีกว่าหมออายุรกรรม เทียบกับเภสัช หมอเองคงไม่มีความรู้เรื่องยา การใช้ยา เท่ากับเภสัช (แต่คลินิกหมอจ่ายยาได้โดยไม่มีเภสัชนะ) แต่องค์ความรู้ของเภสัช (จำนวนวันที่ให้, ลิมิตค่าใช้จ่ายที่เบิกได้)
ประเด็นคือ แพทยสภาคงไม่ได้ตั้งใจ อาจจะต้องการวางระบบที่รัดกุมขึ้น (คือระบบแนวทางมีแล้ว คุยกันแล้ว แต่ตามความเห็นของแพทยสภา มันไม่ดีพอ ในขณะที่ มติในที่ประชุม เห็นชอบแล้ว อันนี้ ผมตั้งสมมติฐานนะเพราะแพทยสภาบอกเองว่าได้คุยกันแล้ว น่าจะคุยกันหนักแล้ว เพราะถึงกับใช้คำว่า พยายาม แล้ว) พูดกันง่ายๆ ว่า ประชุมกันแล้ว แพทยสภาเป็นฝ่ายที่เห็นว่าระบบยังไม่ดีพอ ประชุมกันหลายครั้งก็ยังไม่มีใครเห็นด้วยกับแพทยสภา แล้วประเด็นมันร้ายแรงมากจนกระทั่งแพทยสภาเลือกการฟ้องศาล (หมายเหตุตัวโตๆ อันนี้ผมคิดเองนะครับ เพราะถ้าระบบมันไม่ได้อย่างใจแพทยสภาตรงนั่นนิด ตรงนี้หน่อย ก็ไม่น่าถึงขั้นฟ้องศาลหรือเปล่า? ก็ใช้ระบบติดตามประเมินผล ถ้าติดขัดหรือมีข้อบกพร่องตรงไหน ก็ค่อยๆ มาปรับกันได้ ไม่ใช่เหรอ?)
แต่อย่างไรก็ดี ถึงผมจะบอกว่า ผมเข้าใจเจตนาอันดีของแพทยสภา แต่ผมก็เข้าใจคนทั่วไป รวมถึงเภสัชกรที่อาจประกาศนี้แล้วจะรู้สึกว่า แพทยสภาเหมือนจะบอกว่า เภสัชกรไม่มีความรู้มากพอที่จะคัดกรองคนไข้ ที่จะให้การรักษาเบื้องต้น กับคนไข้ที่มีสัญญาณอันตราย ออกจากกันได้ เภสัชกรไม่มีความรู้ ที่จะเลือกใช้ยาได้อย่างปลอดภัย และไม่เกินความจำเป็น จนอาจทำให้เกิดเชื้อดื้อยาได้ เอาจริงนะ ผมนึกภาพเภสัชของผม
อ่านแล้วบึนปากได้เลย
Do you know บึนปาก รวมถึงการยกตัวอย่าง ปวดหัว อันตรายนะ อาจเป็นเส้นเลือดในสมองแตก ปวดท้อง อันตรายนะ เดี๋ยวไส้ติ่งแตก ดีที่ไม่ยกตัวอย่างว่า ระวังนะ ไอเฉยๆ กลายเป็นมะเร็ง ระวังนะ มีผื่นคัน จะเป็นโรคภูมิแพ้ตัวเอง ปวดหลัง จะเป็นนิ่วในไต หมอโรงพยาบาลรัฐ หมอทั่วไป อ่านตรงนี้แล้วกุมขมับ
ถ้าอาการมันเพิ่งเริ่มต้น มีแต่เทวดาเท่านั้นละมั้ง ที่จะวินิจฉัยได้ตั้งแต่ต้น ต่อให้เป็นหมอ ไม่สิ ต่อให้เป็นหมอผู้เชี่ยวชาญก็วินิจฉัยไม่ได้เหมือนกันนั่นแหละ ยิ่งพูดราวกับว่าไปเจอหมอ จะได้ตรวจวินิจฉัยเพิ่มเติมอย่างละเอียดทุกราย ปวดท้องจะเจาะเลือดหรือตรวจปัสสาวะสักกี่รายการกัน ไม่ต้องไปถึงตรวจอัลตร้าซาวด์ หรือเอกซเรย์คอมพิวเตอร์หรอก บางทีหมอยังไม่แตะตัว แตะท้องคนไข้ด้วยซ้ำ
ปวดหัว >>> เส้นเลือดในสมองแตก อ่านแล้วจะบ้าตาย ทุกวันนี้อธิบายคนไข้ก็ปากแฉะอยู่แล้ว ปวดหัวกันมา ก็อยากเอกซเรย์คอมพิวเตอร์กันสัก 80% แล้ว แพทยสภา ดันมาพูดแบบนี้อีก
.
เอาล่ะ ฟ้องก็ฟ้อง อยากรู้ว่าอะไร ทำให้มาถึงจุดนี้เหมือนกัน แต่แพทยสภาพูดถึงความปลอดภัยบ่อยๆ ยังกับว่า สภาเภสัชกรรม สปสช. เขาไม่ได้คำนึงถึงเรื่องนี้อย่างนั้นแหละ ทุกวิชาชีพเขาก็มีหลักการ จรรยาบรรณเหมือนกันนะ ยิ่งอ่านยิ่ง เฮ้อ …
ป.ล สำหรับคนทั่วไป แพทยสภาก็คือแพทยสภา ไม่ได้แปลว่า หมอทุกคนจะคิดแบบแพทยสภานะครับ”

