รองสภาเภสัชฯ ลั่น! ไม่เคยสอนให้ทำงานแทนหมอ ยันจ่ายยา 16 กลุ่มอาการ ไม่ถือว่าวินิจฉัยโรค

22.11.24 | 14:55 น.

รองสภาเภสัชฯ ลั่น! ไม่เคยสอนให้ทำงานแทนหมอ ยันจ่ายยา 16 กลุ่มอาการ ไม่ถือว่าวินิจฉัยโรค

เมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายน 2567 ภก.ทรงวุฒิ สารจันทึก รองเลขาธิการสภาเภสัชกรรม วาระที่ 10 และ เลขานุการประจำคณะกรรมาธิการการสาธารณสุข สภาผู้แทนราษฎร เปิดเผยถึงกรณีความขัดแย้งระหว่างแพทยสภาและสภาเภสัชกรรม ในประเด็นการจ่ายยา 16 กลุ่มอาการป่วยเล็กน้อยที่ร้านขายยาว่า ตามประกาศของสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ที่กำหนด 16 กลุ่มอาการเล็กน้อย ซึ่งตรงนี้ต้องย้ำว่า ไม่ใช่โรคแต่เป็นอาการ ได้แก่ 1.ปวดหัว 2.เวียนหัว 3.ปวดข้อ 4.เจ็บกล้ามเนื้อ 5.ไข้ 6.ไอ 7.เจ็บคอ 8.ปวดท้อง 9.ท้องผูก 10.ท้องเสีย 11.ถ่ายปัสสาวะขัด, ปัสสาวะลำบาก, ปัสสาวะเจ็บ 12.ตกขาวผิดปกติ 13.อาการทางผิวหนัง ผื่น คัน 14.บาดแผล 15.ความผิดปกติต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับตา และ 16.ความผิดปกติต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับหู

พวกนี้เรียกว่า อาการ ไม่ใช่ โรค ซึ่งเบื้องต้นผู้ป่วยก็จะวิเคราะห์อาการของตัวเองมาบ้างแล้วในระดับหนึ่ง แล้วเภสัชกรมีหน้าที่ซักประวัติ ซักอาการ และจ่ายยาตามอาการ แบบนี้ไม่ได้เรียกว่า การวินิจฉัยโรค ถ้าผู้ป่วยไปคลินิก แพทย์ก็จะทำการจ่ายยาตามอาการเช่นกัน แล้วก็จะนัด 3 วัน ถ้าไม่หาย ก็ให้กลับมาดูอาการอีกครั้ง ส่วนในโรงพยาบาลก็เช่นกัน ไปพบแพทย์เพื่อจ่ายยา ถ้าไม่หายแพทย์ถึงจะทำการตรวจวินิจฉัยโรคด้วยวิธีอื่น เช่น ตรวจปัสสาวะ เจาะเลือด เอกซเรย์ แบบนี้เรียกว่า วินิจฉัยเพื่อระบุโรค” ภก.ทรงวุฒิกล่าว

ภก.ทรงวุฒิกล่าวต่อไปว่า จากแถลงการณ์ของแพทยสภา กลายเป็นว่า กรณีที่ร้านขายยาให้บริการแต่ยาเบื้องต้นแบบนี้ อาจทำให้ผู้ป่วยไม่ปลอดภัย เกิดภาวะแทรกซ้อนหรืออาการแย่ลง ซึ่งตามข้อเท็จจริงแล้ว ไม่ใช่เช่นนั้น เนื่องจากทาง สปสช.มีแนวทางชัดเจนว่า ถ้าผู้ป่วยไปรับยาที่ร้านขายยา เภสัชกรจะต้องติดตามอาการภายใน 3 วัน หากอาการไม่ดีขึ้น จะต้องส่งต่อไปยังโรงพยาบาลเพื่อเข้าสู่ระบบการรักษาและกระบวนการวินิจฉัยเพื่อระบุโรค

Advertisement

“เหตุการณ์นี้ เกิดขึ้นเป็นการพาดพิงว่าเภสัชกรไม่มีความรู้เพียงพอ ซึ่งความเป็นจริงไม่ใช่ เพราะเภสัชกรที่เรียนมาไม่ว่าจะระดับปริญญาตรี ปริญญาโท หรือปริญญาเอก ไม่เคยสอนให้ทำงานแทนแพทย์ เรามีแนวทางชัดเจนว่า เราจะใช้ความรู้ไปร่วมในกระบวนการใดของการรักษา เช่น ช่วยดูความเหมาะสมในการใช้ยา ช่วยดูขนาดยาที่เหมาะสมกับผู้ป่วย แต่ถ้าถามว่า ความรู้ในการวินิจฉัยโรคของเภสัชมีหรือไม่ เราก็มีสอนกัน เพื่อให้รู้ว่าการให้ยาเพื่อรักษาโรคเหมาะสมหรือยัง แต่ไม่ใช่สอนเพื่อวินิจฉัยโรค” ภก.ทรงวุฒิกล่าว

ภก.ทรงวุฒิกล่าวว่า นโยบายการให้ยาในร้านขายยาในกลุ่มอาการที่เจ็บป่วยเล็กน้อย เป็นความเหมาะสมแล้ว และประชาชนก็ได้ประโยชน์ นโยบายนี้ไม่ได้เพิ่งเริ่ม แต่เริ่มมาตั้งแต่สมัย นายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) เป็นนโยบายระดับประเทศ ทั้ง 2 วิชาชีพ จึงควรร่วมมือกันทำงานเพื่อประชาชนมากกว่ามาต่อต้านกัน

ผู้สื่อข่าวถามถึงสาเหตุหลักที่แท้จริงที่ทำให้ 2 วิชาชีพต้องเกิดการฟ้องร้องกัน ภก.ทรงวุฒิกล่าวว่า ตนมองว่าอาจมีแพทย์กลุ่มหนึ่ง ที่เห็นว่าผู้ป่วยมารับบริการที่ร้านขายยา จะส่งผลต่อผลประโยชน์ของแพทย์ที่เปิดคลินิก เพราะหากไปคลินิกด้วยอาการป่วยเล็กน้อย ทางคลินิกก็ให้การจ่ายยาเช่นเดียวกัน แต่เมื่อมีการให้บริการที่ร้านขายยา โดย สปสช.ที่ผู้ป่วยไม่ต้องจ่ายเงินเอง เขาอาจจะมีความรู้สึกว่า ผู้ป่วยส่วนหนึ่งจะมาที่ร้านขายยามากขึ้น คลินิกก็จะมีผู้ป่วยไปใช้บริการลดลง

“ด้านมาตรฐานความปลอดภัย เภสัชกรเองก็มีการยกระดับมาตรฐานด้วยการออกกฎหมายมาควบคุม เช่น มาร้านขายยาจะต้องจ่ายยาด้วยยาที่มีแผง มีชื่อทางยา มีวันผลิตมีวันหมดอายุชัดเจน ซองยาจะต้องระบุร้านที่จ่ายยา รวมถึงวิธีกินและข้อควรระวัง ขณะที่คลินิกบางส่วน ยังใช้ยาแบบเป็นเม็ด แกะจากกระปุก ไม่มีการเขียนรายละเอียดชื่อยา เขียนแค่จำนวนเม็ดที่ต้องกินต่อวัน บางคลินิกไม่ใช้ยาแผง ขนาดยาน้ำเด็กยังแกะฉลากออก ซึ่งในกรณีนี้ หากผู้ป่วยใช้ยาแล้วเกิดปัญหา ก็จะแก้ปัญหาได้ยาก เพราะไม่รู้ว่ายาที่ได้รับไปคือยาอะไร รวมถึงกรณีการแพ้ยาจากยาที่ไม่ระบุชื่อก็เสี่ยงต่อการที่ผู้ป่วยจะไปรับยาเดิมแล้วเกิดอาการแพ้ซ้ำได้ แล้วอาการแพ้อาจรุนแรงขึ้น” ภก.ทรงวุฒิกล่าว

เมื่อถามย้ำว่า กรณีนี้เป็นเรื่องความทับซ้อนของบทบาททางวิชาชีพหรือไม่ ภก.ทรงวุฒิกล่าวว่า ใช่ ซึ่งก็มีประเด็นที่ถกเถียงกันในโซเชียลว่า กรณีที่ไม่สามารถตกลงกันได้ระหว่างแพทยสภากับสภาเภสัชกรรม จนนำไปสู่การแก้กฎหมายให้ใช้ระบบใบสั่งยาแบบในต่างประเทศบางประเทศ คือ แพทย์ตรวจและเขียนใบสั่งยา แต่ไม่สามารถจ่ายยาหรือขายยาให้ผู้ป่วยของตนได้ ผู้ป่วยต้องนำใบสั่งยาไปซื้อยาที่ร้านยา

“ขณะนี้ที่ร้านยาที่มีเภสัชกร ก็ต้องขายยาตามใบสั่งแพทย์ ไม่สามารถจ่ายยาเองได้โดยไม่มีใบสั่งแพทย์เฉพาะยาควบคุมพิเศษ ยาเสพติด และวัตถุออกฤทธิ์ต่อจิตประสาท ส่วนยาอันตราย ยาแผนโบราณ ยาสมุนไพร ยาสามัญประจำบ้าน ยังขายได้ปกติ ผู้ที่ได้รับผลกระทบคือทั้ง 3 ฝ่าย 1.คลินิก แพทย์ไม่สามารถจ่ายยาและขายยาให้กับผู้ป่วยของตนได้ 2.ร้านยา จะต้องมีการสำรองยาจำนวนหลายรายการและหลากหลายมากขึ้น และต้องมีระบบปรึกษากลับไปยังคลินิกแพทย์ เมื่อต้องมีการแก้ไขใบสั่งยา ทำให้ต้องมีการลงทุนมากขึ้น จะส่งผลต่อร้านยาเดี่ยว/ร้านยา ขนาดเล็ก แต่จะไม่ส่งผลกระทบต่อร้านยาที่มีทุนมาก และ 3.ผู้ป่วย มีความสะดวกลดลง ไม่สามารถไปซื้อยาที่ร้านยาเองได้ ต้องไปพบแพทย์ เพื่อให้แพทย์สั่งยา แล้วนำใบสั่งยาไปซื้อยาที่ร้านยา ทำให้ผู้ป่วยอาจต้องเสียค่าใช้จ่ายที่เพิ่มสูงขึ้น และเข้าถึงระบบการรักษาได้ยากมากขึ้นกว่าเดิม” ภก.ทรงวุฒิกล่าว และว่า ข้อพิพาทนี้ นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการ สธ. จะทำการนัดทั้ง 2 วิชาชีพมาคุยกัน เพื่อให้ได้ข้อสรุปของเรื่องนี้ แต่ตอนยังไม่เห็นหนังสือเชิญประชุมมาที่สภาเภสัชกรรม ซึ่งจะต้องรอติดตามต่อไป