ชัชชาติ คาดจ่ายหนี้บีทีเอส ‘1.4 หมื่นล.’ ก่อนเดดไลน์ เชื่อกระตุ้นเศรษฐกิจปลายปี

22.11.24 | 15:58 น.

ชัชชาติ คาดจ่ายหนี้บีทีเอส 1.4 หมื่นล้านก่อนเดดไลน์ ‘ภายในสิ้นปี 67’ เชื่อช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจช่วงปลายปี

เมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายน ที่ห้องประชุมสภากรุงเทพมหานคร อาคารไอราวัตพัฒนา ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร ดินแดง นายสุรจิตต์ พงษ์สิงห์วิทยา ประธานสภากรุงเทพมหานคร (กทม.) เป็นประธานการประชุมสภากรุงเทพมหานคร สมัยประชุมวิสามัญ สมัยที่สาม (ครั้งที่ 1) ประจำปีพุทธศักราช 2567 โดยมี นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าฯกทม. คณะผู้บริหาร หัวหน้าส่วนราชการ และสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (ส.ก.) เข้าร่วมประชุม

นายชัชชาติได้เสนอญัตติร่างข้อบัญญัติกรุงเทพมหานคร เรื่องงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติม ประจำปี พ.ศ.2568 พ.ศ. … โดย กทม.เสนอขอตั้งงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 พ.ศ. … จำนวน 14,549,503,800 บาท จากเงินสะสมจ่ายขาด เนื่องจาก กทม.มีความประสงค์ชำระหนี้ค่าจ้างเดินรถและซ่อมบำรุง (O&M) ให้กับบริษัท ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ จำกัด ผู้ให้บริการรถไฟฟ้าบีทีเอส ตามคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุด เมื่อวันที่ 26 ก.ค.2567 ให้จ่ายหนี้เป็นเงินต้น 11,755 ล้านบาท และส่วนที่เหลือเป็นดอกเบี้ยอีกกว่า 2,000 ล้านบาท

ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศในที่ประชุม ส.ก. ได้ผลัดเปลี่ยนกันอภิปรายและโต้แย้ง ในเรื่องการชี้มูลความผิดของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) และคำพิพากษาของศาลปกครองที่ถือว่าสิ้นสุดแล้ว รวมไปถึงอัตราดอกเบี้ยรายวันกว่า 2.7 ล้านบาท ซึ่งหลายฝ่ายสนับสนุนให้ กทม. เร่งชำระหนี้ เพื่อไม่ให้อัตราดอกเบี้ยเพิ่มขึ้น หากดำเนินการล่าช้า เกรงว่าจะมีความผิดตามมาตรา 157 ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่

ต่อมา ที่ประชุมสภา กทม. มีมติเห็นชอบร่างญัตติดังกล่าว จำนวน 37 คน พร้อมตั้งคณะกรรมการวิสามัญร่างข้อบัญญัติ กรุงเทพมหานคร เรื่องงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติม ประจำปี พ.ศ.2568 พ.ศ. … จำนวน 24 คน โดยใช้เวลาพิจารณา 45 วัน กำหนดแปรญัตติ 10 วัน

Advertisement

ทั้งนี้ ภายหลังการประชุม นายชัชชาติเปิดเผยว่า เป็นไปตามขั้นตอนที่มีการพิจารณาร่วมกัน การขอคำปรึกษาจากหลายฝ่าย ไม่ได้กระโดดข้ามขั้นตอน เพราะกังวลเรื่องดอกเบี้ยค่าปรับแต่อย่างใด ซึ่งปัจจุบัน กทม.มีเงินสะสมจ่ายขาดอยู่ ประมาณ 50,000 ล้านบาท เพียงพอต่อการใช้หนี้ โดยหลังจากนี้คณะกรรมการวิสามัญฯจะพิจารณารายละเอียด คาดว่าจะสามารถอนุมัติชำระหนี้ได้ก่อนสิ้นปี 2567 ซึ่งเร็วกว่าที่คำพิพากษาระบุว่าจะต้องชำระหนี้ก่อนวันที่ 21 ม.ค.2568 และเชื่อว่าถ้ามีการชำระหนี้ได้ จะสามารถช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงปลายปี จากการที่เอกชนได้นำเงินไปดำเนินธุรกิจต่อ

“ตอนแรกที่มีความกังวลว่า ป.ป.ช. ชี้มูลแล้วเกิดศาลเห็นว่าผิด กทม.จะทำอย่างไร ก็ดีที่ศาลปกครองสูงสุดบอกว่ามีการพิจารณาประเด็นนี้อยู่แล้ว เราไม่ต้องคิดเรื่องนี้แทนท่าน ท่านก็คงมีความเชี่ยวชาญมากกว่าเรา” นายชัชชาติกล่าว

นายชัชชาติกล่าวต่อว่า หลังจากนี้ในอนาคตมีสิ่งที่จะต้องพิจารณาต่อคือ ยอดมูลค่าหนี้อีก 3 ส่วน คือ

1.ยอดหนี้ที่บีทีเอสได้ยื่นฟ้องต่อศาลปกครองกลาง เมื่อวันที่ 22 พ.ย.2565 ให้ กทม.และบริษัท กรุงเทพธนาคม จำกัด (เคที) ชำระหนี้ค่าจ้างเดินรถและซ่อมบำรุงให้กับบีทีเอส ของโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียวในเส้นทาง ส่วนต่อขยายที่ 1 และส่วนต่อขยายที่ 2 เป็นเงินจำนวนกว่า 11,811 ล้านบาท ซึ่งอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลปกครองกลาง

2.ยอดหนี้ค่าจ้างเดินรถและซ่อมบำรุงของโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียว ในเส้นทางส่วนต่อขยายที่ 1 และส่วนต่อขยายที่ 2 ตั้งแต่เดือน พ.ย.2565 ถึง มิ.ย.2567 ที่ยังค้างชำระ เป็นเงินจำนวนกว่า 13,513 ล้านบาท และ 3. ค่าจ้างเดินรถและซ่อมบำรุงของโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียวในเส้นทางส่วนต่อขยายที่ 1 และส่วนต่อขยายที่ 2 ในอนาคต ตั้งแต่ปัจจุบันจนถึงสิ้นสุดสัมปทาน ปี พ.ศ.2585 ที่จะหมดอายุสัญญาสัมปทาน ทั้งหมดต้องพิจารณาว่าจะดำเนินการอย่างไร เพื่อไม่ให้เกิดข้อฟ้องร้องหรือเบี้ยปรับเพิ่มขึ้นอีก

นายชัชชาติกล่าวว่า อีกประเด็นคือ กรณีโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียวเส้นทางหลัก หมอชิต-อ่อนนุช และสนามกีฬาแห่งชาติ-สะพานตากสิน ที่บีทีเอสเป็นผู้รับสัมปทานโครงการ ซึ่งเริ่มให้บริการเดินรถตั้งแต่วันที่ 4 ธ.ค.2542 ระยะเวลาสัญญาสัมปทาน 30 ปี โดยจะสิ้นสุดสัมปทานในวันที่ 4 ธ.ค.2572 ทาง กทม.จึงได้ตั้งงบประมาณปี 2568 วงเงินประมาณ 27 ล้านบาท สำหรับว่าจ้างที่ปรึกษาเพื่อศึกษาวิเคราะห์โครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียว หลังหมดสัญญาสัมปทาน 30 ปี ให้สอดคล้องตามพระราชบัญญัติการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน พ.ศ.2562

นายชัชชาติกล่าวว่า ส่วนการชำระหนี้ส่วนที่เหลือ ศาลได้พูดในสิ่งที่เกิดขึ้นแล้ว แต่ศาลไม่ได้พูดในเรื่องอนาคต ซึ่งเรื่องในอนาคตจะต้องดูระเบียบต่างๆ ที่เกี่ยวข้องต่อไป เพราะฉะนั้น ศาลไม่ได้บอกว่าให้จ่ายในอนาคต แต่ให้จ่ายในสิ่งที่เกิดขึ้นแล้ว ทั้งนี้ การจ้างเดินรถส่วนต่อขยายที่ 2 ยังไม่ได้รับการพิจารณาจากสภา กทม. จะทำให้ถูกต้องอย่างไร เรื่องในอนาคตจะได้ไม่ต้องมาฟ้องศาล

นายชัชชาติกล่าวว่า สำหรับการดำเนินคดีกับผู้ที่ถูก ป.ป.ช.ชี้มูลความผิด กทม.มีการดำเนินการทางวินัยผ่านคณะกรรมการข้าราชการกรุงเทพมหานคร (ก.ก.) แล้ว ส่วนคดีอาญาอยู่ระหว่างการพิจารณาของคณะกรรมการร่วมระหว่าง ป.ป.ช.กับอัยการสูงสุด อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้ ป.ป.ช.ห้ามเปิดเผยข้อมูลว่าใครเป็นผู้กระทำความผิดบ้าง แม้สภา กทม.ก็ไม่สามารถรับรู้ได้ ขณะเดียวกันทางเคทีอยากนำสำนวนของ ป.ป.ช.ให้ศาลปกครองพิจารณา ป.ป.ช.ก็ไม่อนุญาตส่งให้ศาลปกครองดูได้