กทม.รับมอบเครื่องวัดฝุ่นติดตั้งโรงเรียนในสังกัด พร้อมทำห้องเรียนปลอดฝุ่นทั้ง 437 โรงเรียน

4.12.24 | 18:48 น.

กทม.รับมอบเครื่องวัดฝุ่นติดตั้งโรงเรียนในสังกัด พร้อมทำห้องเรียนปลอดฝุ่นทั้ง 437 โรงเรียน

เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม ที่ห้องประชุม Co – Working Space อาคาร D สถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส เขตหลักสี่ นายศานนท์ หวังสร้างบุญ รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) เป็นประธานเปิดโครงการยกระดับองค์ความรู้สำหรับเด็กและเยาวชน เพื่อการตระหนักถึงปัญหาด้านสุขภาพในพื้นที่เสี่ยงต่อปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็กสู่นโยบายสาธารณะ กิจกรรมอบรมเชิงปฏิบัติการ “ห้องเรียนสู้ฝุ่น” โดยมี นายพรพรหม วิกิตเศรษฐ์ ที่ปรึกษาของผู้ว่าฯ กทม. และผู้บริหารด้านความยั่งยืนของ กทม. นางสุชาดา ภู่ทองคำ ผู้แทนองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ส.ส.ท. : Thai PBS)  ผู้บริหารสำนักการศึกษา และสำนักพัฒนาสังคม กรุงเทพมหานคร ผู้แทนกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ผู้แทนกรมอนามัย กรมควบคุมมลพิษ กระทรวงสาธารณสุข ผู้แทน สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) (Gistda) ผู้แทนศูนย์เตรียมความพร้อมป้องกันภัยพิบัติแห่งเอเชีย (ADPC) ห้างหุ้นส่วนจำกัด เติมเต็มวิสาหกิจเพื่อสังคม ผู้บริหารสถานศึกษา คณะครู และผู้เข้าร่วมกิจกรรม ร่วมพิธีเปิดโครงการ ทั้งนี้นายศานนท์ ได้รับมอบเครื่องวัดคุณภาพอากาศ จำนวน 405 เครื่อง เพื่อนำไปติดตั้งในโรงเรียนสังกัด กทม.ด้วย

นายศานนท์กล่าวว่า ค่าฝุ่นมาเร็วกว่าที่คาดการณ์ ซึ่งปกติจะมาช่วงมกราคม ทั้งนี้ ผู้บริหาร กทม.พยายามผลักดันในการดูแลเด็กเล็กก่อน เนื่องจากสุขภาพของเด็กมีความอ่อนไหวต่อฝุ่นมาก โดยในช่วงที่มีค่าฝุ่นสูงเด็กเล็กอาจจะมีการหยุดเรียน กทม.พยายามผลักดันเรื่องห้องปลอดฝุ่นให้โรงเรียนในสังกัด เป็นข่าวดีที่ปีนี้ กทม.ได้รับการจัดสรรงบประมาณจัดทำห้องเรียนปลอดฝุ่นทั้ง 437 โรงเรียนในสังกัด ซึ่งจะเป็นห้องที่มีการติดแอร์และมีเครื่องกรองอากาศ ในส่วนของการแจ้งเตือนเรื่องค่าฝุ่นนั้น กทม.ได้ร่วมกับ สสส. ไทยบีพีเอส และเครือข่าย ผลักดันทำต้นแบบห้องปลอดฝุ่น โดย สสส. สนับสนุนเซ็นเซอร์ที่ติดตั้งในกล่องวัดค่าฝุ่นที่ กทม.จัดทำขึ้น

อย่างไรก็ตามมากกว่าการป้องกัน คือ การทำให้คนตระหนักว่าฝุ่นมาจากไหน และช่วยกันลดฝุ่นได้อย่างไรก็เป็นเรื่องสำคัญ เพราะเราเป็นคนที่สร้างฝุ่นโดยไม่รู้ตัวเหมือนกัน การสร้างห้องเรียนสู้ฝุ่นไม่ใช่จบแค่เรื่องของการเตือนแต่เป็นการนำเอาความรู้ไปใส่ในเรื่องการศึกษาด้วย ซึ่งได้มอบหมายให้สำนักการศึกษาไปดูว่าจะนำเรื่องสิ่งแวดล้อมศึกษาไปใส่ไว้ห้องเรียนได้อย่างไร ปัจจุบันมีเรื่องของการแยกขยะ ดูแลเรื่องฝุ่น ความเข้าใจเรื่องค่าความร้อน ฮีสโตรก สิ่งแวดล้อมเปลี่ยนไปเรื่อย ๆ แต่เราไม่เคยมีเรื่องสิ่งแวดล้อมศึกษาในโรงเรียน นี่เป็นเรื่องหนึ่งที่สำนักการศึกษาจะผลักดันในปีนี้และปีหน้าต่อไป

Advertisement

ด้าน นายพรพรหมกล่าวว่า วันนี้เป็นหนึ่งในวันที่ค่าฝุ่น PM2.5 เริ่มสูงขึ้นแล้ว ปัจจัยมาจากสภาพอากกาศที่ปิดแม้ว่ารอบกรุงเทพฯ ยังไม่มีจุดเผา แต่อากาศที่ปิดก็ทำให้ค่าฝุ่น PM2.5 เพิ่มขึ้น นโยบายด้านฝุ่นของ กทม. แบ่งเป็น 3 ส่วน คือ 1. ลดฝุ่นที่เกิดขึ้นในเมืองทั้งจากภาคขนส่ง อุตสาหกรรม และการเผาต่าง ๆ 2. การแจ้งเตือนประชาชนให้ทราบค่าฝุ่น รวมถึงการทำระบบคาดการณ์ค่าฝุ่นล่วงหน้า เพื่อให้ประชาชนปฏิบัติตนได้ถูกตามสถานการณ์ของฝุ่น และ 3. การป้องกันสุขภาพของนักเรียนและประชาชน มีการจัดทำห้องเรียนสู้ฝุ่น การแจ้งเตือนค่าฝุ่นผ่านเซ็นเซอร์ หรือการทำห้องปลอดฝุ่นด้วยการติดตั้งเครื่องปรับอากาศและเครื่องฟอกอากาศ และให้เด็กนักเรียนเข้าไปอยู่ในห้องนี้ หากค่าฝุ่นสูงเกิน 37.5 ไมโครกรัม/ลูกบาศก์เมตร (มคก./ลบ.ม.) ก็ให้เด็กเข้าไปอยู่ในห้องนี้

ทั้งนี้ กทม.โดย สำนักการศึกษา ได้ร่วมกับ สำนักสิ่งแวดล้อม หน่วยงานและส่วนราชการ บูรณาการจัดทำแนวทางเพื่อให้โรงเรียนในสังกัด กทม.ได้ปฏิบัติตามแผนปฏิบัติการแก้ไขปัญหาฝุ่นละออง PM2.5 ในพื้นที่กรุงเทพฯ ปี 2568 ซึ่งอยู่ภายใต้แผนปฏิบัติการขับเคลื่อนวาระแห่งชาติ “การแก้ไขปัญหามลพิษด้านฝุ่นละออง” และได้กำชับให้โรงเรียนในสังกัด กทม. ดำเนินการตามประกาศกรุงเทพมหานคร เรื่อง การจัดกิจกรรมธงคุณภาพอากาศโรงเรียนในสังกัดกรุงเทพมหานคร อีกทั้งสำนักการศึกษาได้ซักซ้อมแนวทางปฏิบัติการจัดกิจกรรมธงคุณภาพอากาศ และแนวทางการป้องกันและแก้ไขปัญหาฝุ่นละออง PM2.5 ในโรงเรียนสังกัด กทม. เป็นประจำทุกปี

โดยมีกิจกรรมขับเคลื่อน และบูรณาการความร่วมมือ ได้แก่ 1. โครงการปรับปรุงห้องเรียนปลอดฝุ่นชั้นอนุบาลโรงเรียนในสังกัด กทม. 2. โครงการสนับสนุนเครื่องฟอกอากาศแบบเคลื่อนย้ายได้ในโรงเรียนสังกัด กทม. จำนวน 1,743 เครื่อง 3. โครงการ KOICA Blue Sky Project in Bangkok ความร่วมมือระหว่างประเทศของเกาหลีใต้ ประจำประเทศไทย ในการจัดประกวด English Environment Video Contest อบรมเชิงปฏิบัติการ “การประดิษฐ์เครื่องฟอกอากาศ” และการบริจาคเครื่องตรวจวัดคุณภาพอากาศ PM2.5 ให้กับ 12 โรงเรียนนำร่องสังกัด กทม. 4. โครงการยกระดับองค์ความรู้สำหรับเด็กและเยาวชน เพื่อการตระหนักถึงปัญหาด้านสุขภาพในพื้นที่เสี่ยงต่อปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็กสู่นโยบายสาธารณะ การอบรมเชิงปฏิบัติการ “ห้องเรียนสู้ฝุ่น” ซึ่งได้มีการสร้างโรงเรียนต้นแบบในสังกัดกรุงเทพมหานคร 32 โรงเรียน และเพิ่มเติมอีก 405 โรงเรียน ให้ครบทั้ง 437 โรงเรียน รวมทั้งขยายเพิ่มเติมอีกในโรงเรียนฝึกอาชีพกรุงเทพมหานคร 10 โรงเรียน 5. กิจกรรมธงคุณภาพอากาศในโรงเรียนสังกัด กทม.กำหนดให้โรงเรียนติดตามข้อมูลคุณภาพอากาศ ทางเว็บไซต์ www.airbkk.com หรือแอพพลิเคชัน AirBKK และแจ้งเตือนผ่านกิจกรรมการแสดงธงคุณภาพอากาศ 5 ระดับ ทุกวัน ซึ่ง ธงสีฟ้า ดีมาก ธงสีเขียว ดี ธงสีเหลือง ปานกลาง ธงสีส้ม เริ่มมีผลกระทบต่อสุขภาพ และธงสีแดง มีผลกระทบต่อสุขภาพ ซึ่งผู้อำนวยการสถานศึกษา ผู้อำนวยการเขต หรือผู้ว่าฯ กทม. จะพิจารณาปิดการเรียนการสอนระยะเวลาตามความเหมาะกับสถานการณ์ต่อไป