หมอชี้ สาเหตุ น้องผิงเสียชีวิต โอกาสสูงจากหลอดเลือดที่คอฉีกขาด
จากกรณีที่ น.ส.ชญาดา พร้าวหอม ที่มีข่าวว่าไปนวดที่มีการบิดคอ จนเกิดอาการป่วยตามมา และเสียชีวิตในที่สุดนั้น นพ.ฆนัท ครุธกูล นายกสมาคมโภชนาการเพื่อกีฬาและสุขภาพ กล่าวว่า โดยอ้างอิงจากข้อมูลทางการแพทย์และงานวิจัย ที่เผยแพร่ในกรณีนี้ การเสียชีวิตของผู้ป่วยอาจมีสาเหตุหลายประการ แต่ดูเหมือนจะเชื่อมโยงกับการนวดที่มีการบิดคอ ซึ่งอาจทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรงที่นำไปสู่การเสียชีวิตได้ สาเหตุที่เป็นไปได้มากที่สุดประกอบด้วย
1.การฉีกขาดของหลอดเลือดกระดูกสันหลัง Vertebral Artery Dissection การบิดคออย่างแรงระหว่างการนวด อาจทำให้หลอดเลือดกระดูกสันหลัง (vertebral artery) ฉีกขาดบางส่วน (dissection) ส่งผลให้เกิดลิ่มเลือด (thrombosis) หรือการอุดตันของหลอดเลือด (embolism) และขาดเลือดในสมองส่วนท้าย (posterior circulation stroke) ภาวะนี้อาจไม่ได้แสดงอาการทันที แต่เมื่อเวลาผ่านไป ผู้ป่วยอาจเริ่มมีอาการวิงเวียนศีรษะ แขนขาอ่อนแรง ภาวะสมองขาดเลือดเฉียบพลัน (ischemic stroke) งานวิจัยระบุว่า Vertebral Artery Dissection เป็นหนึ่งในภาวะแทรกซ้อนที่พบบ่อยที่สุดในกรณีของการจัดกระดูก (chiropractic manipulation)
“ในส่วนของอาการแขนยกไม่ได้และคล้ายไฟชอร์ตที่ปลายนิ้ว สอดคล้องกับภาวะสมองขาดเลือดบางส่วน ความล่าช้าในการรักษาภาวะนี้ อาจทำให้สมองได้รับความเสียหายรุนแรง และอาจเสียชีวิตในเวลาต่อมาได้” นพ.ฆนัทกล่าว
นพ.ฆนัทกล่าวว่า การบาดเจ็บที่ไขสันหลัง การบิดคอแรงเกินไป อาจทำให้หมอนรองกระดูกคอเคลื่อน (disc herniation) หรือกระดูกเคลื่อน (subluxation) หากเกิดที่ระดับ C1-C2 (บริเวณกระดูกคอส่วนบนสุด)
อาจกดทับไขสันหลังจนทำให้ระบบหายใจล้มเหลว (respiratory failure) เกิดภาวะไขสันหลังถูกบาดเจ็บรุนแรง (spinal cord compression) ซึ่งอาจเสียชีวิตได้ทันที
นพ.ฆนัทกล่าวอีกว่า แต่หากเกิดที่ระดับ C4-C5 (ตามที่พบในเอกซเรย์) อาจทำให้แขนขาอ่อนแรงหรือชา แต่โอกาสเสียชีวิตทันทีต่ำ อย่างไรก็ตาม หากผู้ป่วยไม่ได้รับการรักษา และเกิดภาวะแทรกซ้อน เช่น การอักเสบหรือบวมน้ำรอบไขสันหลัง (spinal cord edema) อาจนำไปสู่ภาวะหยุดหายใจหรือการล้มเหลวของระบบประสาท
นพ.ฆนัทกล่าวว่า ระดับ C4-C5 ที่มีการเคลื่อนอาจเป็นจุดเริ่มต้นของภาวะอ่อนแรง หากผู้ป่วยอยู่ในโรงพยาบาล อาการอักเสบรอบไขสันหลังหรือการลุกลามของการบาดเจ็บอาจเป็นสาเหตุเพิ่มเติมของการเสียชีวิต 3.ลิ่มเลือดหรือภาวะลิ่มเลือดอุดตันปอด (Thrombosis or Pulmonary Embolism) ซึ่งการเคลื่อนไหวลดลงหลังจากการบาดเจ็บ อาจทำให้ผู้ป่วยเสี่ยงต่อภาวะลิ่มเลือดในหลอดเลือดดำ (deep vein thrombosis, DVT) ลิ่มเลือดนี้อาจหลุดไปยังปอด (pulmonary embolism) ซึ่งสามารถทำให้เสียชีวิตได้อย่างรวดเร็ว โดยกรณีดังกล่าว หากผู้ป่วยนอนโรงพยาบาลนานโดยไม่ได้เคลื่อนไหวเพียงพอ อาจเพิ่มความเสี่ยงของภาวะนี้
นพ.ฆนัทกล่าวว่า 4.อาการหรือโรคประจำตัวแฝงที่อาจไม่ได้รับการตรวจพบ ผู้ป่วยอาจมีภาวะโรคประจำตัว เช่น โรคกระดูกเสื่อม (osteoporosis) หรือโรคหลอดเลือด (vascular disease) การนวดที่รุนแรงอาจเป็นตัวกระตุ้นให้โรคประจำตัวกำเริบ หรือเกิดการบาดเจ็บที่ซับซ้อนมากขึ้น กรณีนี้ หากมีภาวะกระดูกเสื่อมหรือหลอดเลือดไม่แข็งแรง การบิดคออาจเพิ่มโอกาสการบาดเจ็บอย่างรุนแรง
นพ.ฆนัทต่อกล่าวว่า จากข้อมูลทางการแพทย์และงานวิจัย สาเหตุที่เป็นไปได้มากที่สุดของการเสียชีวิตในกรณีนี้คือ 1.การฉีกขาดของหลอดเลือดกระดูกสันหลัง (Vertebral Artery Dissection) ซึ่งอาจนำไปสู่ภาวะสมองขาดเลือดเฉียบพลัน 2.การบาดเจ็บที่ไขสันหลัง (Spinal Cord Injury) โดยเฉพาะการกดทับไขสันหลังระดับสูงที่อาจส่งผลต่อระบบหายใจ 3.การเสียชีวิตอาจเกิดจากภาวะแทรกซ้อน ในระหว่างที่ผู้ป่วยอยู่ในโรงพยาบาล เช่น การอุดตันของหลอดเลือด (pulmonary embolism) หรือการอักเสบรุนแรงในระบบประสาท (spinal cord edema) แต่ทั้งหมดอาจมีสาเหตุเริ่มต้นมาจากการนวดที่รุนแรง จนเกิดการบาดเจ็บในระบบประสาทหรือหลอดเลือด
“อย่างไรก็ตามการตรวจ MRI หรือ CT Scan เพิ่มเติม และการชันสูตรศพ จะช่วยยืนยันสาเหตุการเสียชีวิตได้ชัดเจน กรณีนี้ควรเป็นอุทาหรณ์สำหรับการนวดบำบัด ควรหลีกเลี่ยงการดัดหรือบิดคอแรงๆ โดยเฉพาะในผู้ที่มีความเสี่ยงจากโรคกระดูกหรือระบบหลอดเลือด” นพ.ฆนัทกล่าว

