ถกหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าชี้ไทยเสียชีวิตโรค NCDs กว่า 4 แสนคน/ปี สูญ 1.6 ล้านล้าน
วันนี้ (11 ธันวาคม 2567) นายเดชอิศม์ ขาวทอง รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) เป็นประธานเปิดการประชุมวิชาการระดับชาติด้านหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า พ.ศ.2567 “การสร้างเสริมสุขภาพและป้องกันโรค (P&P): กุญแจสู่ความสำเร็จของหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า” จัดขึ้นระหว่างวันที่ 11-12 ธันวาคม 2567 ณ โรงแรม นิกโก้ กรุงเทพมหานคร

มี น.ส.ไซมา วาเซด ผู้อำนวยการองค์การอนามัยโลกประจำาภูมิภาค เอเชียตะวันออกเฉียงใต้, นางวราภรณ์ สมบัติวงษ์ อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) ต.รังนก จ.พิจิตร, ศ.นพ.ประกิต วาทีสาธกกิจ ประธานมูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่, นพ.พงศ์เทพ วงศ์วัชรไพบูลย์ ผู้จัดการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการจัดประชุมวิชาการระดับชาติ ด้านหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า, นพ.วิโรจน์ เลิศพงศ์พิพัฒน์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาล (รพ.) สมเด็จพระยุพราชกระนวน, น.ส.จุฑา สังขชาติ เลขาธิการสมาคมผู้บริโภคสงขลา, พญ.ลลิตยา กองคำ รองเลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.), นางเบญจมาภรณ์ ลิมปิษเฐียร รองผู้จัดการ สสส. เข้าร่วม

นายเดชอิศม์กล่าวว่า การประชุมครั้งนี้นับเป็นก้าวที่สำคัญของประเทศ ในการสร้างเสริมสุขภาพและการป้องกันโรค ซึ่งเป็นมาตรดารและสิทธิประโยชน์สำคัญของหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า ทำให้หลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าของไทยโดดเด่นและเป็นที่ประจักษ์ในระดับนานาชาติ อีกทั้งย้งเป็นการแสดงความมุ่งมั่นของไทยที่ขับเคลื่อนหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า โดยวันที่ 12 ธันวาคมของทุกปีเ ป็น “วันหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าสากล” หรือ International UHC Day
“สธ.ให้ความสำคัญในการกำหนดทิศทางสำหรับงานสร้างเสริมสุขภาพและป้องกันโรค (P&P) เพื่อยกระดับสาธารณสุขในประเทศ โดยเฉพาะการยกระดับนโยบาย 30 บาท รักษาทุกที่ เพื่อเพิ่มการเข้าถึงการบริการสุขภาพ อีกทั้งการขยายเครือข่ายบริการปฐมภูมิที่เป็นหน่วยบริการนวัตกรรม การวางระบบเชื่อมโยงข้อมูลสุขภาพ การใช้เทคโนโลยีการแพทย์ทางไกล หรือเทเลเมดิซีน และนโยบายคนไทยห่างไกลโรค ซึ่งเน้นการส่งเสริมสุขภาพในทุกมิติ” นายเดชอิศม์กล่าว
นายเดชอิศม์ กล่าวถึงสถานการณ์โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ในประเทศไทย ว่า ขณะนี้มีผู้ป่วยโรค NCDs ต้องเสียชีวิตไปปีละไม่น้อยกว่า 4 แสนคน และสูญเสียต้นทุนทางเศรษฐกิจทั้งทางตรงและทางอ้อมไปกว่า 1.6 ล้านล้านบาทต่อปี โดยยังมีผู้ป่วยโรค NCDs เพิ่มขึ้นต่อเนื่องทุกปี ซึ่งคาดการณ์ว่า ไทยจะมีผู้ป่วยเบาหวานกว่า 6.5 ล้านคน และผู้ป่วยความดันโลหิตสูงอีกกว่า 14 ล้านคน โดย สธ.พยายามจัดการปัญหาเหล่านี้คือ กำลังจาก อสม.ในการเข้ามาช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของคนในชุมชน ด้วยการให้คำแนะนำและส่งเสริมแนวทางปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกินอาหาร อาทิ การนับคาร์โบไฮเดรต หรือนับคาร์บ จะช่วยลดโรคเบาหวานได้

ด้าน น.ส.ไซมา กล่าวในช่วงปาฐกถา “ประเทศไทยกับการสร้างเสริมสุขภาพและป้องกันโรค” ว่า ไทยเป็นตัวอย่างที่ดีในการยกระดับการบริการสาธารณสุขให้มีประสิทธิภาพ และมีสิทธิประโยชน์สำคัญๆ ที่มุ่งเน้นไปที่การป้องกันโรคเพื่อไม่ให้ป่วยก่อนเข้าสู่การรักษา ซึ่งหลักการ P&P ก็ถูกรวมเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการรักษาของหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า จากเดิมที่มีเพียงการดูแลรักษา แต่จะช่วยยกระดับการป้องกันโรค
“การดำเนินงานในไทยมีหลักการตั้งแต่การดูแลระดับบุคคล และชุมชน ที่มีตั้งแต่การสร้างเสริมสุขภาพและการตรวจพบโรคในระยะเริ่มต้น (Early Detection) โดยมีกลไกสำคัญที่เป็นเครื่องมือในการทำงานเชิงรุก คือ อสม. และภาครัฐที่มีระบบที่ช่วยให้ประชาชนกลุ่มเสี่ยงสามารถคัดกรองสุขภาพป้องกันโรคเข้าถึงการคัดกรองอย่างรวดเร็ว” น.ส.ไซมากล่าว และว่า สิ่งที่ต้องฝากไว้ คือ การยกระดับการเข้าถึงบริการตามสิทธิประโยชน์ P&P อย่างเป็นธรรมที่ประเทศไทยครอบคลุมประชาชนทุกคน แต่ยังพบว่า กลุ่มเปราะบาง กลุ่มประชาชนชายขอบ ยังเข้าไม่ถึง และมีความยากลำบาก และในอนาคต สิ่งที่เป็นความหวัง คือ การสนับสนุนทางการเงินเพื่อให้เข้าถึงนวัตกรรม ที่สามารถเอื้อออำนวยให้เกิดนวัตกรรมใหม่ๆที่จะเข้ามาดูแลสุขภาพตามแนวทาง P&P ได้ดีขึ้น

ขณะที่ นพ.พงศ์เทพ กล่าวถึงสถานการณ์ P&P ของประเทศไทยใน 2 ทศวรรษที่ผ่านมา ว่า โรค NCDs ยังคงเป็นสาเหตุการเสียชีวิตที่สำคัญของคนไทย และจำนวนผู้ป่วยที่มากขึ้น ส่งผลให้ค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพสูงขึ้นด้วย ทั้งนี้เนื่องจากปัจจัยเสี่ยงด้าน สุขภาพที่มีความซับซ้อนมากขึ้น
“อย่างไรก็ตาม นโยบายด้านสาธารณสุขก็มีการพัฒนาให้เท่าทันกับสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการสร้างเสริมสุขภาพ นำไปสู่ผลลัพธ์ด้านสุขภาพที่ดีขึ้น ทั้งนี้ ยังต้องอาศัยความร่วมมือ จากภาคส่วนต่างๆ ในการร่วมจัดการปัจจัยเสี่ยงทางสุขภาพต่างๆ และพัฒนาระบบบริการสุขภาพให้ดีขึ้น โดยจุดเน้นสำหรับประเทศไทย คือ ต้องขยับความสำคัญมาที่ด้านการสร้างเสริมสุขภาพป้องกันโรคมากขึ้น” นพ.พงศ์ เทพกล่าว

