สธ.ห่วงเด็กเกิดน้อย ดันวาระชาติ ‘ปั๊มลูกอย่างมีคุณภาพ’ ช่วยพัฒนาปท.

16.12.24 | 16:21 น.

สธ.ห่วงเด็กเกิดน้อย ดันวาระชาติ ‘ปั๊มลูกอย่างมีคุณภาพ’ ช่วยพัฒนาปท.

เมื่อวันที่ 16 ธันวาคม นายเดชอิศม์ ขาวทอง รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) เปิดเผยระหว่างเป็นประธานเปิดประชุมเชิงปฏิบัติการพัฒนาศักยภาพ Nurse case manager คลินิกส่งเสริมการมีบุตร ณ โรงแรมคริสตัล หาดใหญ่ จ.สงขลา ว่า ประเทศไทยประสบปัญหาเด็กเกิดน้อยมาอย่างต่อเนื่อง จากข้อมูลสถิติสาธารณสุข ปี 2565 พบว่า มีเด็กเกิดใหม่เหลือเพียง จำนวน 485,085 ราย ต่ำที่สุดในรอบกว่า 70 ปี และจำนวนการเกิดน้อยกว่าการตาย เท่ากับว่า จำนวนประชากรของไทยลดลงเป็นปีที่ 2 ติดต่อกัน นับจากปี 2564

นอกจากนี้ ยังพบว่า อัตราเจริญพันธุ์รวม (หรือค่า TFR : Total Fertility Rate) ของประเทศไทยลดลงเร็วกว่าที่คาดการณ์ไว้มาก เหลือเพียง 1.08 ซึ่งต่ำกว่าระดับทดแทนและมีแนวโน้มที่จะลดลงอีก หากประเทศไทยไม่มีการออกมาตรการเพื่อส่งเสริมการมีบุตรอย่างมีคุณภาพ จำนวนประชากรที่ลดลง อาจหมายถึงจำนวนแรงงานที่น้อยลง ซึ่งส่งผลเสียต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจ ความสามารถในการผลิตสินค้าและบริการของประเทศ การกระตุ้นเศรษฐกิจทำได้ยากขึ้น ปัญหาการขาดแคลนแรงงาน การจัดเก็บภาษีรายได้ที่ลดลง ภาระทางด้านสาธารณสุขที่เพิ่มขึ้น ปัญหาความมั่นคงในด้านต่างๆ ของประเทศ และการเพิ่มขึ้นของอัตราการพึ่งพิง หรือภาระของประชากรวัยทำงานจะเพิ่มขึ้น และก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยโดยสมบูรณ์

Advertisement

“สธ.ยังคงเดินหน้าโครงการส่งเสริมการมีบุตรอย่างมีคุณภาพ เพื่อพัฒนาประชากรและทุนมนุษย์ โดยในปี 2568 ให้ความสำคัญ เรื่องการเตรียมความพร้อมก่อนมีคู่และก่อนตั้งครรภ์ รวมถึงสนับสนุนการเข้าถึงบริการส่งเสริมการมีบุตร ซึ่ง สธ.ได้ร่วมกันขับเคลื่อนการดำเนินงานมาอย่างต่อเนื่อง คือ 1.ส่งเสริมคนโสดและคนที่มีคู่ ได้ตรวจคัดกรองสุขภาพและได้รับการให้คำปรึกษา เพื่อวางแผนก่อนการตั้งครรภ์ อาทิ คัดกรองความเสี่ยงจากการสูบบุหรี่ ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และการเสพสารเสพติด บริการให้คำปรึกษาและคัดกรองการติดเชื้อเอชไอวี บริการอนามัยการเจริญพันธุ์ บริการยาเม็ดเสริมธาตุเหล็ก และการคุมกำเนิด โดยสามารถรับบริการได้ที่คลินิกส่งเสริมการมีบุตร ระดับที่ 1 ในโรงพยาบาลสังกัดสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข (สป.สธ.) ทุกแห่ง เพื่อเพิ่มโอกาสการมีบุตร และลดความเสี่ยงในการตั้งครรภ์ 2. ผลักดันให้มีโรงพยาบาลที่จัดบริการฉีดเชื้ออสุจิเข้าโพรงมดลูกโดยตรง หรือ IUI ได้ครบทุกจังหวัด และ 3.ให้มีโรงพยาบาล สังกัด สป.สธ.ที่จัดบริการ การใช้เทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ หรือ IVF ได้ครบทุกภาค” นายเดชอิศม์ กล่าว

ด้าน นพ.ปองพล วรปาณิ รองอธิบดีกรมอนามัย กล่าวว่า กรมอนามัยเป็นอีกหน่วยงานหลักในการขับเคลื่อนนโยบายดังกล่าว มีเป้าหมาย คือ 1.ผลักดันให้ประเด็นส่งเสริมการมีบุตรอย่างมีคุณภาพเป็นวาระแห่งชาติ เพื่อบูรณาการความร่วมมือจากทุกภาคส่วน 2.ส่งเสริมการจัดบริการคลินิกส่งเสริมการมีบุตรในโรงพยาบาลสังกัด สป.สธ.ทุกแห่ง หลังจากทุกฝ่ายได้ร่วมกันขับเคลื่อน การดำเนินงานตามนโยบาย สธ. ผลการดำเนินงานการจัดตั้งคลินิก ส่งเสริมการมีบุตรในโรงพยาบาลสังกัด สป.สธ. ครบทุกแห่ง จำนวน 901 แห่ง โรงพยาบาลที่จัดบริการรักษาภาวะมีบุตรยากด้วยวิธี IUI (การฉีดเชื้ออสุจิเข้าสู่โพรงมดลูก) จำนวน 83 แห่ง ใน 58 จังหวัด และโรงพยาบาลที่มีศักยภาพในการให้บริการ IVF (การใช้เทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์) จำนวน 3 แห่ง ได้แก่ โรงพยาบาล (รพ.) หาดใหญ่ จ.สงขลา รพ.มหาราชนครราชสีมา จ.นครราชสีมา และ รพ.สรรพสิทธิประสงค์ จ.อุบลราชธานี

“ทั้งนี้ ในปี 2567 มีผู้เข้ารับบริการคลินิกส่งเสริมการมีบุตร จำนวน 16,909 คน และจำนวนตั้งครรภ์สะสม จำนวน 433 ราย นอกจากนี้ ยังมีการจัดอบรมเพื่อพัฒนาศักยภาพผู้ให้บริการคลินิกส่งเสริมการมีบุตรระดับที่ 1 และระดับที่ 2 รวมกว่า 2,800 คน และการผลักดันให้การรักษาภาวะมีบุตรยากเป็นสิทธิประโยชน์ กรมอนามัย โดยสำนักอนามัยการเจริญพันธุ์ จึงร่วมกับศูนย์อนามัยที่ 12 ยะลา ได้จัดประชุมเชิงปฏิบัติการพัฒนาศักยภาพ Nurse case manager คลินิกส่งเสริมการมีบุตร เพื่อเพิ่มศักยภาพในการให้บริการคลินิกส่งเสริมการมีบุตร โดยมีวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิที่มีความรู้ ความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน มาให้ความรู้และฝึกทักษะในประเด็นที่เกี่ยวข้อง มีผู้เข้าร่วมการประชุม จำนวน 140 คน ซึ่งเป็นตัวแทนผู้ขับเคลื่อนการดำเนินงานส่งเสริมการมีบุตรจากศูนย์อนามัย และจากพื้นที่ในเขตสุขภาพที่ 11 – 12” นพ.ปองพล กล่าว