สสส. ร่วม มสส. เปิดผลสำรวจสุขภาพสื่อไทยปี’67 พบเครียดสูงทวีคูณ–ไร้วันหยุด–โรคเพียบ เผยปัจจัยสังคม “เหล้า บุหรี่ กัญชา” กระทบการทำงานคนข่าว ห่วงปี 2568 ฟองสบู่สื่อออนไลน์ใกล้แตก
เมื่อวันที่ 19 ธันวาคม ที่โรงแรมอวานี รัชดา สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกับมูลนิธิสื่อเพื่อสุขภาวะ (มสส.) จัดการประชุม “ความเสี่ยงและสุขภาวะสื่อมวลชนไทย ปี 2567” เพื่อนำเสนอผลการสำรวจสถานการณ์สุขภาวะของสื่อมวลชน โดยมี นายวิเชษฐ์ พิชัยรัตน์ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิด้านสื่อสารมวลชน สสส. กล่าวในฐานะประธานเปิดการประชุมว่า การประชุมโฟกัสกรุ๊ปกับตัวแทนสื่อมวลชนในครั้งนี้ มีจุดประสงค์ในการประมวลสภาพการทำงานที่กระทบต่อสุขภาวะสื่อในปี 2567 เพื่อวางแนวทางการรับมือกับความเปลี่ยนแปลงในปี 2568 สำหรับการทำงานของสื่อในปีนี้ มีความเปลี่ยนแปลงค่อนข้างมาก โดยเฉพาะการปลดออกเลิกจ้างจำนวนมาก ภาพรวมการทำงานของสื่อมวลชนไทย เต็มไปด้วยความยากลำบาก ข้อมูลตั้งแต่เดือนมกราคม-มิถุนายน 2567 มีธุรกิจสื่อปลดออกพนักงานไปแล้วไม่ต่ำกว่า 300 คน แม้จะมีการจ่ายเงินชดเชยตามกฎหมายแต่หากยังไม่มีงานใหม่ ก็จะสร้างปัญหาในอนาคตต่อไป ขณะเดียวกัน สื่อออนไลน์ที่มีรายได้หลักมาจากผู้สนับสนุน หรือสปอนเซอร์ ซึ่งมีความไม่แน่นอนสูง เนื่องจากทุกสื่อต้องแข่งขันกันในการหาผู้สนับสนุนและสายป่านต้นทุนของแต่ละสื่อไม่เท่ากัน ฉะนั้นในปีหน้านี้สื่อออนไลน์ก็จะประสบกับความยากลำบากมากขึ้น ไม่ต่างจากสื่อกระแสหลักและสื่อทีวีดิจิทัลที่ล้มหายไปอีกมาก
“ในอนาคตอันใกล้ภาวะฟองสบู่ของวงการสื่อออนไลน์กำลังจะแตกเพราะปริมาณมากเกินจนล้นตลาด สื่อที่ยังอยู่ก็ปรับลดขนาดองค์กรทำให้คนทำงานสื่อต้องทำงานหนักขึ้นค่าล่วงเวลาไม่ได้ เบี้ยเลี้ยงไม่มี วันหยุดก็น้อยจนเกิดความเครียด แทบไม่มีเวลาพักผ่อน สถานการณ์ดังกล่าวส่งผลต่อสุขภาพของสื่อมวลชนอย่างมาก” นายวิเชษฐ์กล่าว
นายวิเชษฐ์กล่าวต่อว่า สสส.ในฐานะองค์กรสื่อด้านสุขภาพ ได้วิเคราะห์ปัจจัยที่จะส่งผลต่อสุขภาพของประชาชน ซึ่งเป็นห่วงโซ่ที่จะกระทบต่อการทำงานของสื่อด้วยเช่นกัน เช่น ร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ. … ที่จะมีการปลดล็อกหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นการอนุญาตให้มีเครื่องจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์อัตโนมัติ การอนุญาตโฆษณา แม้จะมีข้อกำหนดเพื่อจำกัดการเข้าถึงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ของเด็กและเยาวชน แต่ต้องยอมรับว่าเรื่องนี้เป็นความเสี่ยงที่น่ากังวลอย่างมาก ประเด็นถัดมา คือ กฎหมายควบคุมบุหรี่ไฟฟ้า ที่ปัจจุบันมีแนวโน้มว่าจะมีการเสนอให้มีการนำเข้าและจำหน่ายอย่างถูกกฎหมาย การเดินหน้าเสนอ ร่าง พ.ร.บ.กัญชง กัญชา พ.ศ. … เพื่อปลดล็อกให้มีการจำหน่ายได้อย่างถูกกฎหมาย โดยสิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้นในสังคมไทยอย่างแน่นอน
“สภาพสังคมไทยในปีหน้าจะมีปัจจัยความเสี่ยงด้านสุขภาพเยอะ ดังนั้น สุขภาวะของสื่อมวลชนก็จะเพิ่มมากขึ้น เพราะนอกจากปัญหาด้านสุขภาพส่วนตัวของตนเอง แล้วยังต้องรับมือกับปัญหาทางสังคมที่เพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะการทำงานที่จะต้องเผชิญกับความเครียดมากขึ้นเป็นทวีคูณตามความคาดหวังของประชาชนที่อยากให้สื่อเป็นกระจกสะท้อนสังคม และชี้แนะทิศทางสังคมให้เป็นถูกต้อง จึงหวังว่าผลการสำรวจสถานการณ์สุขภาวะสื่อมวลชนไทยปี 2567 ที่ทางมูลนิธิสื่อเพื่อสุขภาวะโดยการสนับสนุนของ สสส.จะนำมาเป็นข้อมูลร่วมกันแสวงหาแนวทางในการดูแลสุขภาพของสื่อมวลชน และในเวทีการประชุมครั้งนี้มี นายเทวฤทธิ์ มณีฉาย สมาชิกวุฒิสภาสายสื่อมวลชน (สว.) มาร่วมเสนอแนะมุมมองด้วยจะได้นำข้อมูลไปใช้ประโยชน์ในการขับเคลื่อนเชิงนโยบายระดับชาติต่อไป” นายวิเชษฐ์กล่าว
ด้าน รศ.ดร.ณัฐนันท์ ศิริเจริญ เลขาธิการมูลนิธิสื่อเพื่อสุขภาวะ เปิดเผยถึงผลการสำรวจสถานการณ์ ปัญหาสุขภาวะของสื่อมวลชนไทย ปี 2567 โดยมีการสอบถามกลุ่มตัวอย่างสื่อมวลชนประเภทหนังสือพิมพ์ โทรทัศน์ วิทยุ และสื่อออนไลน์ทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาค จำนวน 372 คน แบ่งเป็นเพศชาย 61% เพศหญิง 38.0% เพศทางเลือก 1% คำถามแรกสื่อมวลชนทำงานหนักมากน้อยแค่ไหนพบว่าส่วนใหญ่ 44.09% ทำงาน 6-8 ชั่วโมงต่อวัน แต่จำนวน 19.35% ไม่มีความแน่นอนในชั่วโมงทำงาน ขณะที่ 13.98% ทำงาน 9-10 ชั่วโมงต่อวัน และที่มากกว่านั้นมีสื่อมวลชน 8.60% ต้องทำงานมากกว่า 10 ชั่วโมงต่อวัน สรุปว่าเกินครึ่งทำงานหนักมากกว่าวันละ 8 ชั่วโมง นอกจากนั้นยังพบว่าส่วนใหญ่ 41.94% ไม่มีวันหยุดที่แน่นอน 31.18% หยุด 2 วันต่อสัปดาห์ 10.75% หยุด 1 วันต่อสัปดาห์ และ 8.60% ไม่มีวันหยุดเลย
รศ.ดร.ณัฐนันท์กล่าวต่อว่า คำถามเรื่องโรคประจำตัวส่วนใหญ่ 56.99% ไม่มีโรคประจำตัว 43.01% มีโรคประจำตัว คนที่มีโรคประจำตัวเป็นความดันโลหิตสูงและเบาหวานในสัดส่วนที่พอๆ กันคือ 24.14% โดยภาพรวม 77.58% เป็นโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ถัดมาเป็นปัญหาความเครียดจากการทำงานพบว่าสื่อมวลชนส่วนใหญ่ 41.13% มีความเครียดสูงกว่าปกติเล็กน้อย รองลงมา 23.39% มีความเครียดปานกลาง ตามมาด้วยปกติไม่เครียด 18.28% และสุดท้ายเครียดมาก 5.38% เมื่อดูโดยภาพรวมมีความเครียดสูงถึง 69.9% ส่วนพฤติกรรมเสี่ยงสุขภาพสื่อมวลชนส่วนใหญ่ 83.60% ไม่สูบบุหรี่ ส่วนอีก 16.40% ยังสูบบุหรี่อยู่ สำหรับเรื่องบุหรี่ไฟฟ้าส่วนใหญ่ 96.77% ไม่สูบบุหรี่ไฟฟ้า มีเพียง 3.23% เท่านั้นที่สูบบุหรี่ไฟฟ้า ขณะที่ พฤติกรรมการดื่มแอลกอฮอล์นั้นพบว่า 43.01% ยังดื่มแอลกอฮอล์อยู่ ส่วนอีก 48.12% ไม่ดื่มแอลกอฮอล์ นอกจากนั้น ยังมีปัจจัยเสี่ยงเรื่องการพนันและการพนันออนไลน์นั้นพบว่าสื่อมวลชนส่วนใหญ่ 65.59% เคยเล่นการพนัน ส่วนอีก 34.41% ไม่เคยเล่นการพนัน
“การเปลี่ยนแปลงภูมิทัศน์สื่อทำให้สื่อมีความเสี่ยงต่อความมั่นคงในการทำงานและต้องทำงานหนักขึ้น วันหยุดต่อสัปดาห์ลดน้อยลงส่งผลให้เกิดปัญหาต่อสุขภาพ สื่อมวลชนมีโรคประจำตัวเพิ่มขึ้น 16.01% เมื่อเปรียบเทียบกับปี 2566 โรคประจำตัวที่เป็นกันมากที่สุดคือ ความดันโลหิตสูงและเบาหวาน การเป็นโรคไม่ติดต่อเรื้อรังมีปริมาณที่สูงขึ้น และยังพบว่าส่วนใหญ่มีความเครียดจากการทำงานสูงมาก ดังนั้น ผู้บริหารองค์กรสื่อควรให้ความสำคัญในการป้องกันปัญหานี้โดยเร่งด่วน ส่วนพฤติกรรมการสูบบุหรี่ มีการสูบบุหรี่น้อยลงเมื่อเปรียบเทียบกับปี 2566 ลดลงไป 7.13% และพบว่าสื่อมวลชนที่ไม่สูบบุหรี่ไฟฟ้ามีสัดส่วนเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับปี 2566 เช่นเดียวกับการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์พบว่าดื่มลดลง 8.99% เมื่อเปรียบกับปี 2566 ทั้งนี้ ในการทำงานของสื่อปัจจุบันจำเป็นต้องรับมือเพื่อปรับตัว ในทางเดียวกันนั้น สสส. ในฐานะขององค์กรสื่อด้านสุขภาพที่ต้องอาศัยการขับเคลื่อนของสื่อมวลชน จะต้องผลักดันป้องกันและลดปัจจัยเสี่ยงด้านสุขภาพต่างๆ ของประชาชนคนไทยที่จะส่งผลต่อคุณภาพชีวิตของสื่อมวลชนเช่นกัน” รศ.ดร.ณัฐนันท์กล่าว
ด้านสื่อมวลชนร่วมเสนอแนะและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นว่าปัจจุบันมีสื่อมวลชนที่ประสบปัญหาจากการเปลี่ยนแปลงระบบนิเวศของสื่อได้หันมาทำสื่อออนไลน์มากขึ้น แต่สื่อเหล่านี้ไม่ได้รับการดูแลด้านสวัสดิภาพและสวัสดิการ จึงอยากให้สมาคมวิชาชีพสื่อได้เข้ามาดูแลปัญหาเหล่านี้ด้วย โดยเฉพาะมีสื่อโทรทัศน์ที่ทำงานตั้งแต่ตีหนึ่งถึงเช้าเพื่อเตรียมรายการข่าวเช้าของแต่ละสถานีเชื่อว่ามีไม่ต่ำกว่า 100 คน ที่มีปัญหาสุขภาพ นอกจากนี้ยังมีข้อเสนอให้มูลนิธิสื่อเพื่อสุขภาวะ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพและสมาคมวิชาชีพสื่อได้ร่วมมือกันแก้ไขปัญหาดังกล่าวพร้อมกับเสนอให้สื่อมวลชนที่ประสบความสำเร็จได้หันกลับมาดูแลนักข่าวและคนทำสื่อที่ประสบความเดือดร้อนที่มีปัญหาสุขภาพด้วย โดยอาจจะมีการตั้งกองทุนเพื่อดำเนินการในเรื่องนี้

