กม.สตาร์ตอัพ ฉบับแรกของไทย ขับเคลื่อนธุรกิจสู้ตลาดโลก

28.12.24 | 13:04 น.

‘กม.สตาร์ตอัพ’ ฉบับแรกของไทย ขับเคลื่อนธุรกิจสู้ตลาดโลก

ปี 2568 วงการ “สตาร์ตอัพ” ไทย จะมีกฎหมายสำคัญ คือ “พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ส่งเสริมธุรกิจสตาร์ตอัพ พ.ศ. …”

พ.ร.บ.ฉบับนี้ จะเป็นเสมือนคัมภีร์ของสตาร์ตอัพ ที่จะช่วยกำหนดนโยบายยุทธศาสตร์และแผนในการส่งเสริมและพัฒนาธุรกิจสตาร์ตอัพ รวมถึงระบบนิเวศของธุรกิจสตาร์ตอัพให้สอดคล้องกับนโยบาย ยุทธศาสตร์ และแผนด้านวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรมของประเทศ

รัฐบาลให้ความสำคัญกับสตาร์ตอัพมาก เพื่อสร้างอีโคซิสเต็มส่งเสริมสตาร์ตอัพไทยที่ครบวงจร พ.ร.บ.ส่งเสริมธุรกิจสตาร์ตอัพ กฤษฎีกาเป็นเจ้าภาพหลักและเชิญหลายๆ ภาคส่วนที่มีส่วนได้ส่วนเสีย หรืออยู่ในระบบนิเวศเข้ามามีส่วนร่วม

Advertisement

ดร.กริชผกา บุญเฟื่อง

หัวใจของกฎหมายฉบับนี้คือ เราจะมีการจัดทำฐานข้อมูลชัดเจนว่า ใครเป็นสตาร์ตอัพ มีการรวมศูนย์เบ็ดเสร็จ เป็น One Stop Service สำหรับเรื่องของสิทธิประโยชน์ของสตาร์ตอัพ มีการทำเรื่องของการสร้างแรงจูงใจต่างๆ หรือการที่ทำให้สตาร์ตอัพเติบโตได้ รวมถึงเป็นช่องทางต่างๆ ในการติดต่ออย่างเป็นทางการสำหรับทั้งในและต่างประเทศ นี่คือกฎหมายเฉพาะของสตาร์ตอัพจริงๆ ซึ่งจะส่งผลให้มีการแก้ปัญหาต่างๆ ที่เป็นอุปสรรคหรือไม่เอื้อต่อการเติบโต ขณะนี้อยู่ระหว่างการยกร่าง พ.ร.บ.เพื่อเสนอเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี (ครม.) ให้เห็นชอบ เพื่อส่งต่อเข้าสภาผู้แทนราษฎร

คาดว่ากลางปี 2568 พ.ร.บ.ส่งเสริมธุรกิจสตาร์ตอัพฯ จะแล้วเสร็จ เรียกได้ว่า กฎหมายฉบับนี้เป็นคัมภีร์ของสตาร์ตอัพก็ว่าได้

“ดร.กริชผกา บุญเฟื่อง” ผู้อำนวยการสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIA แม่ทัพใหญ่ของสตาร์ตอัพ เปิดเผยถึงความคืบหน้าของร่าง พ.ร.บ.ส่งเสริมธุรกิจสตาร์ตอัพ พ.ศ. …ที่จะมาช่วยผลักดันผู้ประกอบการนวัตกรรมไทยให้ก้าวสู่ตลาดโลกและสร้างอีโคซิสเต็มส่งเสริมสตาร์ตอัพไทยที่ครบวงจร ว่า สำหรับเนื้อหาของร่าง พ.ร.บ.ส่งเสริมธุรกิจสตาร์ตอัพ พ.ศ. …ได้มีการกำหนดให้มีคณะกรรมการส่งเสริมธุรกิจสตาร์ตอัพ โดยคณะกรรมการชุดดังกล่าวจะเข้ามามีบทบาทในการกำหนดนโยบายยุทธศาสตร์ และแผนในการส่งเสริมและพัฒนาธุรกิจสตาร์ตอัพ รวมถึงระบบนิเวศของธุรกิจสตาร์ตอัพให้สอดคล้องกับนโยบาย ยุทธศาสตร์ และแผนด้านวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมของประเทศ โดยกำหนดให้ NIA ทำหน้าที่เป็นหน่วยธุรการ ของคณะกรรมการส่งเสริมธุรกิจสตาร์ตอัพ และมีการกำหนดบทบาทให้ NIA เป็นศูนย์กลาง ที่จะคอยให้บริการแก่ธุรกิจสตาร์ตอัพในการติดต่อประสานงาน และรับผิดชอบการดำเนินการที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจสตาร์ตอัพ รวมถึงเป็นหน่วยงานหลักในการสร้างความเชื่อมโยงระหว่างธุรกิจสตาร์ตอัพกับหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจสตาร์ตอัพ

ดร.กริชผกากล่าวว่า นอกจากนี้ ยังมีการกำหนดให้ NIA ต้องดำเนินการจัดทำระบบศูนย์ข้อมูลในเรื่องโครงการ หรือมาตรการและแหล่งเงินทุนในการส่งเสริมธุรกิจสตาร์ตอัพของหน่วยงานทั้งภาครัฐและภาคเอกชน ที่มีโครงการหรือมาตรการส่งเสริมหรือสนับสนุนธุรกิจสตาร์ตอัพ หรือจัดให้มีการเชื่อมโยงข้อมูลในเรื่องดังกล่าวระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และสำหรับธุรกิจสตาร์ตอัพรายใด ที่ต้องการเข้ามารับการส่งเสริมหรือสนับสนุนในสิทธิประโยชน์ต่างๆ ที่จะให้ตาม พ.ร.บ.ฉบับนี้ ก็ต้องมีคุณสมบัติตรงตามหลักเกณฑ์ที่ร่าง พ.ร.บ.ฉบับดังกล่าวกำหนดไว้

“โดย NIA จะทำหน้าที่เป็นหน่วยรับและตรวจสอบการยื่นคำรับรอง พร้อมด้วยหลักฐานของธุรกิจสตาร์ตอัพที่ยื่นไปยังสำนักงานฯ เพื่อจะได้รับการประกาศรายชื่อเป็นธุรกิจสตาร์ตอัพที่ได้รับสิทธิและประโยชน์ตามที่กำหนดไว้ใน พ.ร.บ.ส่งเสริมธุรกิจสตาร์ตอัพฯ นี้ โดยสิทธิประโยชน์ที่ธุรกิจสตาร์ตอัพจะได้รับ แบ่งออกเป็น สิทธิและประโยชน์เกี่ยวกับหุ้น สิทธิและประโยชน์เกี่ยวกับการทำงานของคนต่างด้าว สิทธิและประโยชน์เกี่ยวกับทรัพย์สินและภาษี ทรัพย์สินทางปัญญา สิทธิและประโยชน์ตามมาตรการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ เป็นต้น” ดร.กริชผกากล่าว

ผู้อำนวยการ NIA ยังได้ฉายภาพการส่งเสริมและผลักดันสตาร์ตอัพของไทย เพื่อให้เกิดความแข็งแกร่งเติบโตขึ้นกว่าปัจจุบันใน 2 มิติ คือ 1.มีเม็ดเงินมาจากนักลงทุนมาร่วมลงทุนและ 2.มีตลาด

“ที่ผ่านมา ผลงานการส่งเสริมและผลักดันให้เกิดสตาร์ตอัพของไทย ที่ NIA ทำมาตลอดมีผลงานเป็นที่น่าพอใจ เราทำทั้งการกระตุ้นและบ่มเพาะให้เกิดสตาร์ตอัพใหม่ ให้ทุน ช่วยพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการ เป็นต้น แต่วันนี้ การทำเท่านั้นมันไม่พอ เพราะการที่สตาร์ตอัพจะขยายการเติบโตของธุรกิจได้มี 2 มิติ คือ 1.มีเม็ดเงินมาจากนักลงทุนมาร่วมลงทุน กับ 2.มีตลาด ซึ่งการที่นักลงทุนจะสนใจมาร่วมลงทุนตัวสตาร์ตอัพเอง ก็ต้องมีตลาดที่ชัดเจน รู้ว่าจะขายใคร เห็นโอกาสอยู่ตรงไหน มีแผนธุรกิจที่ชัดเจน เงินถึงจะมา ดร.กริชผกากล่าว

นอกจากนี้ ดร.กริชผกากล่าวว่า ฉะนั้น ในปี 2568 NIA จะมุ่งเน้นในเรื่องการตลาด หรือการส่งเสริมเรื่องเกี่ยวกับโอกาสทางธุรกิจให้กับบรรดาสตาร์ตอัพทั้งตลาดในประเทศและตลาดต่างประเทศ โดยตลาดต่างประเทศ ในปี 2568 จะเป็นปีแรกที่ NIA มุ่งเน้นเรื่องนี้ให้หนัก โดยปรับทิศทาง

“เดิมเรามีกลไกการสนับสนุนสตาร์ตอัพไทย ด้วยแนวคิด Groom-Grant-Growth หรือพัฒนาขีดความสามารถด้านนวัตกรรม พร้อมยกระดับกลไกสนับสนุนทางการเงิน และสร้างการเติบโตให้กับธุรกิจและต่อยอดการลงทุน แต่วันนี้ เราเพิ่มคำว่า Global ซึ่งก็คือ การขยายการเติบโตไปยังตลาดต่างประเทศ หรือระดับโลกเข้าไปด้วย ทั้งนี้ ในเอเชีย มองไปที่ 3 ประเทศ ที่จะพาไป จุดแรก คือ ญี่ปุ่น เพราะตลาดญี่ปุ่นยังเป็นตลาดที่น่าสนใจอยู่ ทั้งด้านเทคโนโลยีและความร่วมมือของไทยกับญี่ปุ่นที่มีมายาวนาน จุดที่ 2 คือ เกาหลีใต้ ที่มีเทคโนโลยีที่ไปไกลมากๆ และค่อนข้างจะเปิดรับความร่วมมือกับสตาร์ตอัพไทย เพราะเราบอกว่าประเทศไทยเป็นฮับของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เขาซื้อไอเดียนี้นะ เกาหลีใต้มาเปิดศูนย์ความร่วมมือด้านนวัตกรรมกับไทยหลายแห่ง ดังนั้น ทั้งเรื่องท่องเที่ยว เรื่องนวัตกรรม เขามองคนไทยเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ จุดที่ 3 คือ ฮ่องกง ซึ่งมีระบบนิเวศที่เอื้อต่อการเติบโตของสตาร์ตอัพ ส่วนยุโรป เรามองไปที่เยอรมนี เพราะมีเรื่องเทคโนโลยีเพื่อสุขภาพและเทคโนโลยีพลังงานที่ดีมาก แล้วถ้าเราสามารถไปมีความร่วมมือได้ สตาร์ตอัพไทยที่มีนวัตกรรมที่เกี่ยวเรื่องเหล่านี้ก็จะไปเติบโตได้” ดร.กริชผกากล่าว

ผู้อำนวยการ NIA กล่าวอีกว่า อีกที่คือ ออสเตรีย เรามีความร่วมมือที่ดีมาก เรามีโควต้าส่งสตาร์ตอัพไปที่นั่นปีละ 1 เจ้า หรือฝั่งสแกนดิเนเวีย ปัจจุบันเรามีความร่วมมือกับสวีเดนและฟินแลนด์ เรามองในเรื่องของเทคโนโลยีสีเขียว เรื่องของผลิตภัณฑ์สร้างสรรค์ เป็นเป้าหมายหลัก ส่วนสหรัฐอเมริกา เป็นตลาดใหญ่จริงแต่การแข่งขันก็สูงมาก เพราะเขามีธุรกิจด้านเทคโนโลยีค่อนข้างมาก ซึ่งเราก็พยายามจะเข้าไป แต่เท่าที่สอบถามสตาร์ตอัพไทยส่วนใหญ่ ยังไม่ค่อยสนใจไปอเมริกาเท่าไร

ดร.กริชผกากล่าวว่า ขณะที่ตลาดในประเทศไทย NIA ทำอยู่ 2 มิติ คือ 1.ทำกิจกรรม Accelerator Program หรือโครงการที่ส่งเสริมธุรกิจสตาร์ตอัพเพื่อเร่งอัตราการเติบโต และเพิ่มมูลค่าให้กับธุรกิจได้อย่างรวดเร็วในระยะเวลาที่สั้น โดยดึงธุรกิจที่เกี่ยวข้องหรือผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสียในเรื่องนั้นๆ เข้ามาร่วม เช่น ถ้าเรื่องเทคโนโลยีเพื่อสุขภาพ ก็จะมีโรงพยาบาลเครือ BDMS โรงพยาบาลศิริราช โรงพยาบาลรามาธิบดี และสมาคมการค้าเฮลท์เทคไทยมาร่วม เพื่อที่จะทำให้กลุ่มเหล่านี้เห็นว่า ผลงานสตาร์ตอัพสามารถเอาไปขยายผลใช้งานอย่างไรได้บ้าง หรือเรื่องของอาหาร ก็ดึงไทยยูเนี่ยน, ไทยเบฟเวอเรจ, LOTTE Fine Chemical, เนสท์เล่, Deloitte, มหาวิทยาลัยมหิดล เข้ามา มิติที่ 2 คือ NIA จะทำแผนทั้งปีที่จะเปิดให้เห็นว่าตรงไหนบ้างที่เราจะพาผู้ประกอบไป ซึ่งจะเป็นแผนที่มีความชัดเจน รวมทั้งช่วยทำคลิปโปรโมตสินค้า หรือบริการของสตาร์ตอัพในรูปแบบที่คนทั่วไปดูและสามารถเข้าใจได้ง่าย และเผยแพร่ตามโซเชียลมีเดียต่างๆ ของ NIA

“ที่สำคัญ NIA จะจัดทำ Startup Scale up-Catalogue รวบรวม 30 สตาร์ตอัพ ที่พร้อมออกสู่ตลาดต่างประเทศ เพื่อส่งต่อให้กับเครือข่ายพันธมิตรในต่างประเทศ ให้รับรู้ถึงศักยภาพของสตาร์ตอัพไทยที่พร้อมเติบโต พร้อมกันนั้น จะเชื่อมโยงระบบนิเวศที่เอื้อต่อการเติบโตของสตาร์ตอัพจากทั่วโลกเข้าด้วยกัน เพื่อให้เกิดการแลกเปลี่ยน เราจะมีกิจกรรม Startup Thailand Connext ซึ่งจะช่วยเสริมทั้งในเรื่องของการเชื่อมต่อ พื้นที่ในการหาที่ตั้งทำธุรกิจ สิทธิประโยชน์ สิ่งจูงใจ ซึ่งเรามีความร่วมมือในหลายหน่วยในหลายประเทศ ทั้งหมดนี้ จะทำให้สตาร์ตอัพมีความมั่นใจมากขึ้น หรือหากเขายังไม่พร้อมไปเปิดบริษัทที่ต่างประเทศ ก็ไม่เป็นไร เราก็สามารถหาช่องทางให้ไปเป็นหุ้นส่วนทางธุรกิจได้” ดร.กริชผกากล่าว

ในปี 2568 สำหรับสตาร์ตอัพที่กำลังอยู่ในช่วงขยายตลาดและมองหานักลงทุน สามารถเข้าร่วมโครงการของ Global Startup Hub ได้ มีโครงการและกิจกรรมที่เตรียมไว้สำหรับทุกรายสาขาอุตสาหกรรม เทคโนโลยี ทั้งกิจกรรมในประเทศและต่างประเทศ ติดตามได้ที่เพจ NIA และ Startup Thailand