เปิดแผนสมัชชาสุขภาพปี’68 พลิกโฉมกำลังคน-ท่องเที่ยวเชิงสุขภาวะ

2.01.25 | 09:09 น.

เปิดแผนสมัชชาสุขภาพปี’68

พลิกโฉมกำลังคน-ท่องเที่ยวเชิงสุขภาวะ

นับตั้งแต่ปี 2550 ที่ปฏิญญา “สมัชชาสุขภาพ” ถือกำเนิดขึ้นในประเทศไทย ในการเป็นเครื่องมือพัฒนานโยบายสาธารณะเพื่อสุขภาพที่เน้นการมีส่วนร่วม ตามเจตนารมณ์ของพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) สุขภาพแห่งชาติ พ.ศ.2550 ถือเป็นแนวทางใหม่ของการพัฒนานโยบายสาธารณะตามระบอบประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วม คำว่า “สุขภาพ” ตาม พ.ร.บ.สุขภาพแห่งชาติ หมายถึง “ภาวะของมนุษย์ที่สมบูรณ์ทั้งทางกาย ทางจิต ทางปัญญาและทางสังคม เชื่อมโยงกันเป็นองค์รวมอย่างสมดุล” ฉะนั้น คำว่าสุขภาพจึงไม่ได้หมายความเฉพาะเรื่องการแพทย์ การสาธารณสุขหรือการรักษาพยาบาลเท่านั้น แต่ยังเกี่ยวข้องกับปัจจัยสังคมและระบบโครงสร้างต่างๆ ในสังคม

นายเดชอิศม์ ขาวทอง รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข ระบุว่า กระบวนการสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ถือเป็นกระบวนการพัฒนานโยบายสาธารณะแบบมีส่วนร่วม เปิดโอกาสให้ทุกคนเข้ามาร่วมกันสร้างนโยบายสาธารณะด้านสุขภาพที่เป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาล ดังนี้ 1.การมีส่วนร่วมในการรับมือกับภัยพิบัติ 2.การใช้ศักยภาพของเครือข่ายสุขภาพในการส่งเสริม ป้องกัน และควบคุมโรค 3.การรับมือกับโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) 4.การเตรียมพร้อมเพื่อรองรับสถานการณ์ด้านโครงสร้างประชากร 5.ให้ความสำคัญกับข้อมูลของระบบสุขภาพ ดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ 6.ให้ความสำคัญกับการขับเคลื่อนระบบสุขภาพท้องถิ่น 7.ให้ความสำคัญกับการส่งเสริมเศรษฐกิจสีเขียวและพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก ผ่านการขับเคลื่อนการท่องเที่ยวโดยชุมชนที่ยั่งยืน และ 8.ให้ความสำคัญกับการพัฒนากำลังคนเพื่อสุขภาพ โดยใช้ระบบสุขภาพปฐมภูมิเป็นฐาน

ทั้งนี้ ในการประชุมสมัชชาสุขภาพแห่งชาติครั้งที่ 17 ภายใต้ประเด็นหลัก “เศรษฐกิจยุคใหม่ สร้างสุขภาวะไทยยั่งยืน” ได้มีมติเห็นชอบร่วมกัน 2 เรื่อง ได้แก่ มติที่ 1 พลิกโฉมกำลังคนเพื่อสังคมสุขภาวะ โดย ศ.วิจารณ์ พานิช ประธานคณะทำงานพัฒนาประเด็นบุคลากรสุขภาพแนวใหม่สู่เศรษฐกิจและสุขภาพไทยยั่งยืน อธิบายว่า เนื่องด้วยสังคมสมัยใหม่ที่มีความซับซ้อนและพลวัตสูง คนเผชิญกับความเครียดและความเหงาเพิ่มมากขึ้น อัตราการมีส่วนร่วมในกำลังแรงงานลดลงอย่างต่อเนื่อง พร้อมกับการเข้าสู่สังคมสูงวัยที่เกิดขึ้นพร้อมกับอัตราการเกิดที่ลดลง โดยนโยบายดังกล่าวมีสาระสำคัญในการสร้างศักยภาพประชาชนให้เกิดความรอบรู้ด้านสุขภาพ พร้อมเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตและจัดการกำลังคน ทั้งวิชาชีพและไม่ใช่วิชาชีพ เข้ามาหนุนเสริมความเข้มแข็งของระบบสุขภาพปฐมภูมิ

Advertisement

โดยมีกรอบทิศทางของนโยบาย ประกอบด้วย 4 ด้าน ได้แก่ 1.พัฒนาศักยภาพประชาชนอย่างจริงจัง เพื่อสร้างการรับรู้ใหม่ในสังคมเกี่ยวกับคุณค่าและบทบาทในการดูแลสุขภาพของตนเองทุกช่วงวัย ให้เกิดความตระหนักรู้ด้านสุขภาพให้เพียงพอต่อการดูแลตนเองและคนในครอบครัวในเบื้องต้นได้ ลดการพึ่งพาระบบบริการสาธารณสุขผ่านการสร้างความรู้สึกมีคุณค่าต่อการดูแลสุขภาพของตนเอง 2.พลิกโฉมการผลิตและพัฒนากำลังคนเพื่อสุขภาพแนวใหม่ โดยจะมีการสร้างความเข้าใจเรื่องสุขภาวะ การมีจิตสาธารณะ และสามารถใช้เครื่องมือเทคโนโลยีได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ เพื่อมุ่งไปสู่ระบบสุขภาพที่เป็นธรรมและยั่งยืน ให้สามารถตอบโจทย์ระบบสุขภาพปฐมภูมิ สังคมสูงวัย และตอบสนองต่อภาวะฉุกเฉินรวมถึงความท้าทายใหม่ได้ ด้วยรูปแบบการจัดการศึกษาที่หลากหลาย การบูรณาการระบบการศึกษา การเรียนรู้และการทำงานร่วมกันแบบสหวิชาชีพและสหกิจศึกษา

3.ส่งเสริมระบบการทำงานและการจ้างงานกำลังคนเพื่อสุขภาพที่มีอยู่ให้เต็มศักยภาพ โดยส่งเสริมลักษณะการทำงานให้กำลังคนด้านสุขภาพมีคุณภาพชีวิตที่ดี มีรูปแบบการจ้างงานที่หลากหลายและเป็นธรรม มีการทำงานเป็นเครือข่ายเพื่อแก้ไขปัญหาการกระจายตัวของบุคลากรสุขภาพ รวมถึงการจ้างงานกำลังคนนอกภาคการสาธารณสุขที่ส่งผลต่อระบบเศรษฐกิจ เช่น การจ้างดูแลผู้ป่วย ผู้สูงอายุหรือประชาชนกลุ่มเปราะบาง และ 4.สร้างความสามารถแข่งขันด้านเศรษฐกิจของประเทศ ด้วยประชากรที่มีสุขภาพและผลิตภาพ ผ่านกำลังคนเพื่อสุขภาพและการบริการที่มีคุณภาพ ตลอดจนมีการวิจัยพัฒนานวัตกรรมและเทคโนโลยีสุขภาพ เช่น ผลิตภัณฑ์ทางสุขภาพ สมุนไพร วัคซีน อุปกรณ์ทางการแพทย์ การมีศูนย์เวลเนสส์ (Wellness) หรือมีหน่วยให้บริการด้านสุขภาพอย่างครบวงจร

หัวใจสำคัญของ ‘กำลังคนด้านสุขภาพ’ คือภาพการทำงานร่วมกันเป็นทีมของคนใน 3 กลุ่ม ที่จะเข้ามาเกี่ยวข้องกับการดูแลสุขภาพ ได้แก่ กลุ่มบุคลากรวิชาชีพด้านสุขภาพ เช่น แพทย์ พยาบาล ทันตแพทย์ เภสัชกร ฯลฯ ซึ่งหลายปัจจัยที่ผ่านมาไม่ว่าด้วยสังคมสูงวัย หรือสถานการณ์ปัญหาโรคไม่ติดต่อ (NCDs) ทำให้เราเห็นแล้วว่าต้องนำคนกลุ่มที่สอง คือ กลุ่มคนที่ไม่ใช่วิชาชีพ เช่น อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) ผู้ดูแลผู้สูงอายุ (Caregiver) นักสังคมสงเคราะห์ ฯลฯ เข้ามาร่วมหนุนเสริมการดูแลด้วย ไม่เช่นนั้นกำลังบุคลากรสุขภาพก็จะไม่เพียงพอ นอกจากนี้ นโยบายสาธารณะประเด็นนี้ยังมองไปถึงกลุ่มที่สาม คือกลุ่มประชาชนทั่วไปที่ต้องเข้ามาเป็นกำลังคนด้านสุขภาพ ด้วยการมีความรอบรู้ ความเข้าใจ ที่สามารถดูแลตนเองรวมทั้งคนรอบข้าง และสามารถขยายต่อไปยังชุมชน สังคมได้ ดังนั้นกำลังคนด้านสุขภาพจึงยังมีมิติใหม่ๆ ที่สามารถมาช่วยกันคิดและหาทางทำให้เกิดเป็นสังคมสุขภาวะ ภายใต้ฐานของการพัฒนา System Based Health Professional Development

“ในการสร้างสังคมสุขภาวะ เราจึงกำลังมองในแง่ที่ทุกคนจะเข้ามามีส่วนเป็นกำลังด้านสุขภาพ ด้วยหน้าที่ที่แตกต่างกันออกไป สำหรับบุคลากรวิชาชีพก็อาจไปพัฒนาเรื่องของการผลิต การกระจาย การจ้างงานที่เหมาะสม บุคลากรนอกวิชาชีพก็มีการไปเพิ่มมาตรฐาน เสริมทักษะที่จำเป็น ส่วนประชาชนทั่วไปอย่างน้อยคืออาจไม่เป็นส่วนที่ร่วมสร้างปัจจัยลบทางสุขภาพ โดยมีการดูแลตัวเอง ออกกำลังกาย เลือกรับประทานอาหาร จัดการอารมณ์ ฯลฯ เท่านี้ก็จะมีส่วนช่วยได้มาก” ศ.วิจารณ์กล่าว

มติที่ 2 การท่องเที่ยวแนวใหม่ สู่สุขภาวะเศรษฐกิจไทยยั่งยืน มีสาระสำคัญในการขับเคลื่อนให้ประเทศไทยเป็นการท่องเที่ยวคุณภาพสูง เพื่อสนับสนุนอุตสาหกรรมท่องเที่ยวของไทย ภายใต้แนวคิด “การท่องเที่ยวเพื่อคนทั้งมวล” (Tourism for all) ที่มีหลักการสำคัญ 3 ประการ ได้แก่ ความสามารถในการเข้าถึง (Accessibility) การมีส่วนร่วมที่เท่าเทียมกัน (Equitable participation) และการบริหารจัดการเพื่อความยั่งยืน (Sustainability) ในการยกระดับการท่องเที่ยวให้มีมาตรฐานสูงขึ้น พร้อมกับการมีสุขภาวะทั้งนักท่องเที่ยวและพื้นที่ท่องเที่ยว ผ่านการบูรณาการและพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก ด้วยการขับเคลื่อนการท่องเที่ยวโดยชุมชนที่ยั่งยืน อันจะนำไปสู่การพัฒนาสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดีของชุมชนและประชาชน รวมกับการสร้างความรับผิดชอบของนักท่องเที่ยวและชุมชน เพื่อพัฒนาให้ประเทศไทยเป็นจุดหมายปลายทางของการท่องเที่ยวสำหรับคนทุกกลุ่มทั้งในประเทศและในระดับโลก

โดย ดร.สัมพันธ์ ศิลปนาฎ ประธานคณะกรรมการจัดสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ (คจ.สช.) ครั้งที่ 17-18 พ.ศ.2567-2568 กล่าวเสริมว่า สิ่งที่คณะทำงานพัฒนาประเด็นการท่องเที่ยวแนวใหม่ สู่สุขภาวะและเศรษฐกิจไทยยั่งยืน ร่วมกันดำเนินการมาคือ 1.การสร้างรายได้ที่ยั่งยืน เป็นรายได้ที่มุ่งไปสู่ชุมชนและท้องถิ่นให้มากที่สุด 2.ความภาคภูมิใจและความเข้มแข็งของชุมชน การท่องเที่ยวรูปแบบใหม่จะต้องเสริมสร้างความภาคภูมิใจในวัฒนธรรมและวิถีชีวิตของชุมชน และ 3.คือการอนุรักษ์ธรรมชาติอย่างยั่งยืน

“เชื่อว่าหลายคนอยากเห็นการท่องเที่ยวเชิงนิเวศและเชิงสุขภาพเกิดขึ้นในประเทศไทย ต้องการเห็นทุกการมาเยือนของนักท่องเที่ยว ไม่เพียงแต่เป็นการส่งเสริมการกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่ยังจะมาช่วยฟื้นฟูธรรมชาติ เสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชนด้วย ฉะนั้นระเบียบวาระนี้ต้องการที่จะให้การท่องเที่ยวประสานกับความยั่งยืน มีธรรมชาติ มีวัฒนธรรม และมีชุมชน เติบโตไปพร้อมๆ กัน” ดร.สัมพันธ์กล่าว

ทั้งนี้ ในการขับเคลื่อนให้ประเทศไทยเป็นการท่องเที่ยวคุณภาพสูง มี 5 แนวทาง ได้แก่ 1.พัฒนาปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานรองรับการท่องเที่ยวแบบมีคุณภาพและยั่งยืน 2.ยกระดับคุณภาพของผลิตภัณฑ์ บริการและภูมิปัญญาด้านสุขภาพ ที่ส่งผลต่อสุขภาพของนักท่องเที่ยวและประชาชนในชุมชน 3.สร้างเสริมความตระหนัก ความรับผิดชอบและความรอบรู้ด้านสุขภาวะของนักท่องเที่ยวและประชาชนในชุมชน 4.กำหนดให้มีมาตรการให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียมีส่วนร่วมรับผิดชอบต่อการท่องเที่ยวแนวใหม่ ที่เชื่อมโยงทั้งในระดับประเทศและระดับชุมชน และ 5.สนับสนุนให้มีการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับข้อจำกัดของกฎหมาย นโยบายและแนวทางที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวแนวใหม่ และการประเมินผลกระทบที่เกิดจากการท่องเที่ยวแนวใหม่

อย่างไรก็ตามนโยบายการขับเคลื่อนสมัชชาสุขภาพในปี 2568 ภายใต้ประเด็นหลัก ”เศรษฐกิจยุคใหม่สร้างสุขภาวะไทยที่ยั่งยืน” หากจะให้เกิดผลสำเร็จ จำเป็นต้องอาศัยปัจจัยนำเข้าจำนวนมาก คือ องค์กรและหน่วยงานทั้งภาครัฐและภาคเอกชน ที่จะต้องร่วมมือกันสร้างกระบวนการเพื่อให้ได้ผลผลิต และผลลัพธ์ตามที่ตั้งเป้าหมายไว้ ไม่ว่าจะเป็นความร่วมมือจาก กระทรวงมหาดไทย กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กระทรวงแรงงาน กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กระทรวงศึกษาธิการ ร่วมกับหน่วยงานต่างๆ เช่น สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) เป็นต้น

จะมีการนำเสนอมติสมัชชาแห่งชาติเข้าสู่การประชุมคณะรัฐมนตรีในปี 2568 เพื่อรับทราบและนำมาสู่การปฏิบัติของแต่ละหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่อไป

จากนี้ต้องติดตามการขับเคลื่อน การดำเนินงานตามแผนของสมัชชาสุขภาพ ว่าจะช่วยพัฒนากำลังคนด้านสุขภาพ และส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงสุขภาวะ ได้ประสบความสำเร็จตามเป้าหมายหรือไม่