ศูนย์จีโนมฯ ชี้ ‘อหิวาต์’ กลายพันธุ์ เชื้อทน ดื้อยา หลบภูมิคุ้มกัน ทำป่วยรุนแรง
วันนี้ (3 มกราคม 2568) ศูนย์จีโนมทางการแพทย์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ได้เผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับสถานการณ์การแพร่ระบาดของอหิวาตกโรค ที่ล่าสุดองค์การอนามัยโลก ได้ออกคำเตือนให้ทั่วโลกเฝ้าระวัง เนื่องจากพบว่ามีการระบาดในหลายพื้นที่ทั่วโลก ว่า “อหิวาตกโรค 7 ระลอกการระบาด 3 ศตวรรษแห่งการต่อสู้ และความท้าทายใหม่จากการกลายพันธุ์ของเชื้อ” โดยสถานการณ์ปัจจุบัน องค์การอนามัยโลกประกาศให้อหิวาตกโรคเป็นภาวะฉุกเฉินครั้งใหญ่ เนื่องจากในปี 2566 มีผู้ป่วยเพิ่มขึ้นร้อยละ 13 จำนวน 535,321 ราย และผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้นร้อยละ 71 หรือกว่า 4,000 ราย คิดเป็นอัตราการเสียชีวิต ร้อยละ 0.75 ของผู้ป่วยที่รายงานโดยเฉพาะในแอฟริกาที่มีผู้ป่วยเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 125 ปัญหาสำคัญคือ การขาดแคลนวัคซีนชนิดรับประทาน และการเข้าไม่ถึงการรักษา จึงออกมาตรการเร่งด่วน 3 ด้าน ได้แก่ การปรับปรุงระบบน้ำและสุขาภิบาล การเพิ่มประสิทธิภาพในการเฝ้าระวังการระบาด และการเร่งผลิตวัคซีนให้เพียงพอต่อความต้องการ
ทั้งนี้ มีรายงานอหิวาตกโรคในประเทศไทย เมียนมา และ สปป.ลาว มีความรุนแรงแตกต่างกัน โดยไทยสามารถควบคุมสถานการณ์ได้ดี ตั้งแต่วันที่ 21 ธันวาคม 2567 มีผู้ป่วยสะสม 4 ราย เป็น ชาวต่างชาติ 2 ราย คนไทย 2 ราย และมีผู้ติดเชื้อที่ไม่มีอาการ อีก 3 ราย เป็น ต่างชาติ 2 ราย คนไทย 1 ราย ทั้งหมดได้รับการรักษาจนหายดี ไม่มีผู้เสียชีวิต
ส่วนในเมืองชเวโก๊กโก่ ประเทศเมียนมา ซึ่งพื้นที่ติดกับชายแดน จ.ตาก สถานการณ์ดีขึ้น จำนวนผู้ป่วยลดลงจาก 761 รายในปลายเดือนธันวาคม 2567 เหลือเพียง 40 ราย ที่กำลังรักษาอยู่ แม้จะดีขึ้น แต่บางเขตใกล้ชายแดนยังคงเป็นพื้นที่เสี่ยงสูงสำหรับผู้ป่วยรายใหม่
นอกจากนี้ ศูนย์จีโนมทางการแพทย์ ยังรายงานการกลายพันธุ์ที่น่ากังวล พบสายพันธุ์ใหม่ BD-1.2 ที่มีความรุนแรงกว่าสายพันธุ์เดิม BD-2 เนื่องจากมีการกลายพันธุ์ที่ทำให้
เชื้อสร้างไบโอฟิล์มได้ดีขึ้น อยู่ในลำไส้ได้นานขึ้น, ทนต่อสภาพกรดในลำไส้ได้ดีขึ้น, ดื้อต่อยาหลายชนิด, หลบเลี่ยงการถูกทำลายโดยระบบภูมิคุ้มกันได้ดีขึ้น โดยผลกระทบทางคลินิก คือ ผู้ป่วยมีอาการรุนแรงขึ้น ทำให้การรักษายากขึ้น ส่วนผลทางระบาดวิทยา คือ เชื้อแพร่กระจายได้มากขึ้นและควบคุมยากขึ้น จำเป็นต้องมีการพัฒนาแนวทางการรักษาใหม่ การเฝ้าระวังการกลายพันธุ์ และการปรับปรุงมาตรการควบคุมป้องกันโรคให้เหมาะสม
ส่วนปัจจัยสิ่งแวดล้อมที่ทำให้อหิวาตกโรคระบาดเพิ่มมากขึ้น คือ 1.สภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลง เช่น อุณหภูมิที่สูงขึ้นช่วยให้เชื้อแบคทีเรียเจริญเติบโตได้ดี 2.สภาวะความเป็นเมือง การขยายตัวของเมืองและชุมชนที่มีความหนาแน่นสูงส่งผลให้เกิดแหล่งแพร่ระบาดของโรคติดต่อ การใช้น้ำร่วมกันในชุมชนเพิ่มความเสี่ยงในการติดเชื้อ 3.ภัยธรรมชาติ เช่น น้ำท่วม แผ่นดินไหว ทำให้สุขอนามัยในพื้นที่ถูกทำลาย 4.การเดินทางและการขนส่งที่เพิ่มขึ้นทำให้ เชื้อโรคสามารถแพร่กระจายได้อย่างรวดเร็วผ่านการเดินทางทางอากาศ 5.สภาพแวดล้อมทางน้ำ เนื่องจากแหล่งน้ำในชุมชนขาดการจัดการด้านสุขาภิบาล การปนเปื้อนของเชื้อในแหล่งน้ำธรรมชาติ 6.พฤติกรรมการบริโภคอาหารมีผลต่อการแพร่ระบาด เช่น อาหารทะเลดิบ หรือกึ่งสุกกึ่งดิบ ผักและผลไม้ที่ไม่ได้ล้างให้สะอาด ซึ่งหากเข้าใจปัจจัยเหล่านี้ จะช่วยในการวางแผนป้องกันและควบคุมการระบาดของอหิวาตกโรคได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

