กรมวิทยาศาสตร์ฯยันไม่มี ‘เดลตาครอน’ โควิด JN.1* ยังเป็นสายพันธุ์พบมากที่สุดในไทย
วันนี้ (7 มกราคม 2568) นพ.ยงยศ ธรรมวุฒิ อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) เปิดเผยว่า จากกรณีที่มีการแชร์ข้อมูลทางสื่อสังคมออนไลน์ว่า มีการแพร่ระบาดของโควิด-19 สายพันธุ์เดลตาครอน XBC นั้น กรมวิทยาศาสตร์ฯ ยืนยันว่า ข้อมูลดังกล่าวเป็นข้อมูลเก่า

“สำหรับสถานการณ์สายพันธุ์โควิด-19 ภาพรวมทั่วโลกจากฐานข้อมูลกลาง หรือ จีเสด (GISAID) นับตั้งแต่ช่วงวันที่ 14 ตุลาคม ถึง วันที่ 10 พฤศจิกายน 2567 สายพันธุ์ KP.3.1.1* พบมากที่สุด ในสัดส่วนร้อยละ 45.6 มีอัตราการพบลดลงเล็กน้อยในสัปดาห์ที่ 45 ส่วนสายพันธุ์ XEC พบเพิ่มขึ้นในสัดส่วน ร้อยละ 28.4 สายพันธุ์ JN.1* พบสัดส่วน ร้อยละ 13.1 ขณะที่สายพันธุ์ KP.3*, KP.2*, JN.1.18*, สายพันธุ์ Recombinant และ LB.1* มีแนวโน้มลดลง คิดเป็น ร้อยละ 7.7, ร้อยละ 1.5, ร้อยละ 1.3, ร้อยละ 1.2 และ ร้อยละ 1 ตามลำดับ” นพ.ยงยศ กล่าวและว่า ส่วนสถานการณ์สายพันธุ์โควิด-19 ในไทย ขณะนี้สายพันธุ์โอมิครอน JN.1* เป็นสายพันธุ์ที่พบมากที่สุด จำนวนทั้งหมด 1,480 ราย คิดเป็นสัดส่วนสะสมร้อยละ 66.23 ของสายพันธุ์ทั้งหมดที่พบในประเทศไทย ขณะที่ทั่วโลก พบจำนวน 426,852 ราย จาก 131 ประเทศ (อ้างอิงฐานข้อมูล CoV-spectrum ณ วันที่ 1 – 7 มกราคม 2568)

นพ.ยงยศ กล่าวอีกว่า กรมวิทยาศาสตร์ฯ ยังคงเฝ้าระวังการเปลี่ยนแปลงสายพันธุ์อย่างต่อเนื่อง จากข้อมูลการถอดรหัสพันธุกรรมในรอบ 30 วัน (วันที่ 23 พฤศจิกายน ถึง วันที่ 22 ธันวาคม 2567) จำนวน 45 ราย พบเป็นสายพันธุ์ JN.1* มากที่สุด รองลงมา คือ XEC, KP.2* ตามลำดับ ซึ่งการเฝ้าระวังติดตามสายพันธุ์ที่ระบาดในประเทศ จะช่วยส่งเสริมความพร้อมทางห้องปฏิบัติการในการรับมือในอนาคต โดยประเทศไทยเผยแพร่ข้อมูลการถอดรหัสพันธุกรรมสะสม ในฐานข้อมูลกลาง GISAID จำนวน 47,369 ราย นับตั้งแต่เริ่มสถานการณ์ระบาดโรคโควิด -19 ในประเทศไทย ทั้งนี้ องค์การอนามัยโลกยังแนะนำให้บุคคลที่เสี่ยงต่อการติดเชื้อและมีอาการรุนแรง เข้ารับการฉีดวัคซีนโควิด-19 อย่างน้อย 1 เข็ม และรับเข็มต่อไปห่างจากเข็มแรก 6-12 เดือน ผู้ที่ต้องติดต่อหรือสัมผัสกับกลุ่มเปราะบาง หรือกลุ่มเสี่ยงควรรับวัคซีน ร่วมกับการปฏิบัติตนตามมาตรการป้องกันการติดเชื้ออย่างสม่ำเสมอ เช่น การสวมหน้ากากอนามัย การปิดปาก ปิดจมูกเมื่อไอหรือจาม และการล้างมือเป็นประจำ

