เฮียล้าน ห่วงเด็ก กทม.กว่า 2 หมื่นคน ‘อ่านไม่ออก-เขียนไม่ได้’ ดูแลสุขอนามัยไม่เป็น

8.01.25 | 17:23 น.

เมื่อวันที่ 8 มกราคม ที่ห้องประชุมสภากรุงเทพมหานคร อาคารไอราวัตพัฒนา ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร ดินแดง นายวิพุธ ศรีวะอุไร รองประธานสภากรุงเทพมหานคร (กทม.) คนที่หนึ่ง ทำหน้าที่เป็นประธานในการประชุมสภากรุงเทพมหานคร สมัยประชุมสามัญ สมัยแรก (ครั้งที่ 1) ประจำปีพุทธศักราช 2568 โดยมี ส.ก. นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าฯ กทม. คณะผู้บริหาร และหัวหน้าส่วนราชการ ร่วมประชุม

ในที่ประชุม นายสุทธิชัย วีรกุลสุนทร หรือ เฮียล้าน ส.ก.เขตจอมทอง เสนอญัตติขอให้ กทม.พัฒนาคุณภาพของนักเรียนโรงเรียนสังกัด กทม.ให้อ่านออกเขียนได้ และดูแลร่างกายให้มีสุขอนามัยที่ดี เนื่องจากโรงเรียนในสังกัด กทม. 437 แห่ง ได้รับการสนับสนุนงบประมาณในด้านต่าง ๆ เพื่อพัฒนาคุณภาพ และมาตรฐานการเรียนการสอน เช่น การจัดหลักสูตรและห้องเรียนดิจิทัล การเปิดสอนหลักสูตรโรงเรียนสองภาษาไทย-อังกฤษ ไทย-จีน การปรับปรุงห้องเรียนปลอดฝุ่น การจัดการศึกษาพิเศษ (เรียนร่วม) การสนับสนุนเทคโนโลยี ฯลฯ ซึ่งโรงเรียนมีการจัดการเรียนการสอนและหลักสูตรเดียวกันสำหรับนักเรียนทุกคน

แต่เด็กนักเรียนที่เข้าเรียนในโรงเรียนสังกัด กทม.มีพื้นฐานที่แตกต่างหลากหลาย ทั้งสถานะ สภาพแวดล้อม การเลี้ยงดู การอบรมสั่งสอนของผู้ปกครอง ทำให้ยังพบปัญหาเด็กนักเรียนที่อ่านเขียนหนังสือไม่ได้หรืออ่านเขียนได้ไม่เหมาะสมตามช่วงวัย โดยนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1-6 มีปัญหาด้านการอ่าน 23,015 คน จากเด็ก 173,837 คน

Advertisement

ทั้งนี้ ระหว่างที่เสนอญัตตินั้น นายสุทธิชัยยังได้นำเสนอสไลด์แสดงผลการทดสอบสำรวจทักษะด้านต่างๆที่สำคัญของนักเรียน กทม.ปี 2566 ระบุว่า นักเรียนมีความเสี่ยงประสบภัยทางไซเบอร์ร้อยละ 70 ซึ่งเป็นผลสำรวจของสถาบัน DQ , นักเรียน กทม.อ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ร้อยละ 17.88 จากผลการสอบ RT นักเรียนชั้นป.1 และ นักเรียนโปรแกรม 2 ภาษาอยู่ในระดับสตาร์ทเตอร์ร้อยละ 41 จากผลการสอบ CEFR ของนักเรียนป.6 2 ภาษา

นายสุทธิชัยกล่าวว่า บางส่วนพบปัญหาการดูแลร่างกายไม่ถูกสุขลักษณะ เช่น การรักษาความสะอาดของช่องปาก การรักษาความสะอาดศีรษะ เกิดโรคเหาระบาด ฯลฯ ดังนั้น โรงเรียนควรมีการสำรวจและคัดกรองนักเรียนที่มีปัญหาเหล่านี้ และจัดแผนการเรียนการสอนให้เหมาะสมกับความสามารถการอ่านออกเขียนได้ จัดให้มีการเรียนเสริมเพิ่มเติม รวมทั้งดูแลให้นักเรียนมีสุขอนามัยที่ดี เพื่อให้นักเรียนมีความรู้ ความสามารถและสุขภาพที่พร้อมกับการเรียนรู้ในระดับที่สูงขึ้น ได้รับการเรียนการสอนที่มีคุณภาพและมาตรฐานเท่าเทียมกัน จึงขอให้ กทม.พัฒนาคุณภาพของนักเรียนโรงเรียนสังกัดให้อ่านออกเขียนได้ และดูแลร่างกายให้มีสุขอนามัยที่ดี

ด้านนายชัชชาติ กล่าวว่า การศึกษาเป็นเรื่องสำคัญในการลดการเหลื่อมล้ำของสังคม ซึ่งฝ่ายบริหารมีความพยายามในการสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ปกครองในการส่งลูกหลานเข้ามาเรียนในโรงเรียนสังกัด กทม. เช่น การปรับปรุงสวัสดิการครู การคืนครูให้กับนักเรียน การปรับปรุงหลักสูตรการเรียนการสอน เป็นต้น

ด้านนายศานนท์ หวังสร้างบุญ รองผู้ว่าฯ กทม. กล่าวเสริมว่า ทางสำนักการศึกษาได้มุ่งเน้นเรื่องนี้มาเป็นระยะเวลานานแล้ว แต่ด้วยเราไม่สามารถเลือกเด็กนักเรียนเข้าเรียนได้ บางครั้งเด็กก็มากับแรงงานทำให้เด็กบางคนเมื่อมาเรียนแล้ว 2 ปีหายไปแล้วกลับมาเรียนใหม่จึงไม่มีความต่อเนื่อง เพราะฉะนั้นสิ่งที่ทำได้ขณะนี้คือให้ครูดูเป็นรายบุคคล และมีแบบประเมินที่เรียกว่าการสรุปผลการอ่านระดับปรับปรุง ซึ่งจะดูเป็นรายบุคคล มีแบบวัดการเขียนจะมีการตรวจทุกปี หากเด็กตกก็จะมีคลาสหลังเลิกเรียนเพื่อให้ครูได้มีการกวดขันแบบรายบุคคล กทม.ดำเนินการต่อเนื่องมาในทุกปี

นายศานนท์กล่าวว่า อย่างไรก็ตาม สำนักการศึกษาจะรายงานให้ทราบว่าขณะนี้มีเด็กเข้าใหม่กี่ราย และอ่านไม่ออกเขียนไม่ได้กี่ราย ซึ่งก็ต้องกวดขันกันต่อไป ปัจจุบันปัญหาหลักคือบุคลากรครูขาดแคลน ทั้งนี้หากเราสามารถเติมจำนวนบุคลากรครูได้ครบและทำได้ตามแนวทางที่มีชัดเจน ส่วนใหญ่ก็ไม่มีปัญหา ทั้งนี้ได้มีการจัดสรรค่าโอทีในการดูแลเด็กเพิ่มเติมให้กับครูด้วย ทั้งนี้สิ่งที่สำคัญคือการพัฒนาตั้งแต่ปฐมวัย ปัจจุบันได้มีการพัฒนาและเพิ่มหลักสูตรการอบรม Executive Function(EF) โดยเรียนรู้ใน 3 ทักษะคือทักษะพื้นฐาน ทักษะกำกับตัวเอง และทักษะปฏิบัติ พบว่าเด็กที่ผ่านการอบรมตามหลักสูตรนี้มีพัฒนาการด้านการเรียนดีขึ้น