เปิดเกณฑ์คัด ‘หมอพื้นบ้าน’ สธ.รับรองแล้ว 2.8 พันคน
นพ.สมฤกษ์ จึงสมาน อธิบดีกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) กล่าวว่า “หมอพื้นบ้าน” หมายถึง บุคคลที่มีความรู้ความสามารถในการส่งเสริมและดูแลสุขภาพของประชาชนในท้องถิ่นด้วยูมิปัญาการแพทย์แผนไทย ตามวัฒนธรรมของชุมชนที่สืบทอดกันมานานไม่น้อยกว่า 10 ปี และเป็นที่นิยมยกย่องจากชุมชน ไม่มีการเรียกร้องค่ารักษา ตามระเบียบกระทรวงสาธารณสุขว่าด้วยการรับรองหมอพื้นบ้าน พ.ศ.2562 ทั้งนี้ บุคคลที่ถูกเสนอเป็นหมอพื้นบ้านต้องมีคุณสมบัติ 1.อายุไม่น้อยกว่า 35 ปีบริบูรณ์ 2.มีภูมิลำเนาในพื้นที่ที่ได้รับการเสนอชื่อเป็นระยะเวลาไม่น้อยกว่า 10 ปี 3.เป็นผู้ที่มีความรู้ความสามารถในการส่งเสริมและดูแลสุขภาพประชาชนในท้องถิ่นด้วยภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย ตามวัฒนธรรมของชุมชนที่สืบทอดกันมานานไม่น้อยกว่า 10 ปี และเป็นที่นิยมยกย่องจากชุมชน 4.ไม่เป็นบุคคลวิกลจริต จิตฟั่นเฟือนไม่สมประกอบ หรือเป็นโรคที่คณะกรรมการหมอพื้นบ้านประกาศกำหนด 5.ไม่เคยต้องโทษจำคุก โดยคำพิพากษาถึงสิ้นสุดในคดีที่คณะกรรมการหมอพื้นบ้านเห็นว่าจะนำมาซึ่งความเสื่อมเสียเกียรติศักดิ์แห่งวิชาชีพการแพทย์แผนไทย
“บุคคลที่จะสามารถขอหนังสือรับรองการเป็นหมอพื้นบ้าน ต้องเป็นผู้ที่ได้รับการเสนอชื่อจากคณะกรรมการหมู่บ้าน หรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ส่งไปยังสำนักงานสาธารณสุขจังหวัด (สสจ.) นั้นๆ เพื่อพิจารณารับรองการเป็นหมอพื้นบ้าน ส่วนเขตกรุงเทพมหานคร ให้สำนักงานเขตชุมชนนั้นๆ เสนอชื่อเพื่อพิจารณารับรองการเป็นหมอพื้นบ้านได้ที่คณะกรรมการรับรองการเป็นหมอพื้นบ้านกรุงเทพมหานคร หรือกรมการแพทย์แผนไทยฯ สธ. ได้ในเวลาราชการ หรือติดต่อโดยตรงที่กองคุ้มครองและส่งเสริมภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทยและแพทย์พื้นบ้านไทย กรมการแพทย์แผนไทยฯ หมายเลข 0-2149-5693” นพ.สมฤกษ์กล่าว
อธิบดีกรมการแพทย์แผนไทยฯ กล่าวว่า ปัจจุบัน กรมการแพทย์แผนไทยฯร่วมกับ สสจ. จัดทำทะเบียนข้อมูล พบว่ามีหมอพื้นบ้านที่ได้รับการสำรวจ รวบรวม และจัดทำทะเบียนตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองและส่งเสริมภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย 48,036 ราย และคัดกรองตรวจสอบความรู้คุณสมบัติผ่านตามเกณฑ์ได้รับการรับรองเป็นหมอพื้นบ้าน ตามระเบียบกระทรวงสาธารณสุขว่าด้วยการรับรองหมอพื้นบ้านฯ จำนวน 2,887 คน จำแนกเป็น สาขาความชำนาญ 6 ประเภท เช่น หมอนวดพื้นบ้าน หมอยาสมุนไพร หมอรักษากระดูกหัก หมอตำแย หมอพิธีกรรม หมอรักพิษ สัตว์ กัด ต่อย เป็นต้น
“หมอเหล่านี้มีองค์ความรู้ แต่เนื่องจากอายุที่มากขึ้น และบางคนไม่ได้ถ่ายทอดวิชาความรู้ หรือไม่มีผู้สืบทอดความรู้ กรมการแพทย์แผนไทยฯจึงดำเนินการถอดองค์ความรู้ รวมถึงบันทึกองค์ความรู้ภูมิปัญญาหมอพื้นบ้านทั่วประเทศ เพื่อไม่ให้องค์ความรู้สูญหาย และอนาคตจะได้สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้” นพ.สมฤกษ์กล่าว และว่า การรักษาของบุคคลที่อ้างความเป็นหมอพื้นบ้าน และนำกรรมวิธีมาประยุกต์ใช้เพื่อการรักษา นอกจากก่อให้เกิดอันตรายต่อผู้ป่วยแล้ว ยังอาจทำให้ผู้ป่วยเสียโอกาสในการรักษาด้วย การจะเข้ารับการรักษาโรคจึงต้องคำนึงถึงความปลอดภัย ทั้งด้านสถานที่และความน่าเชื่อถือในองค์ความรู้ ดังนั้น เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบันจึงยกระดับความเชี่ยวชาญให้มีมาตรฐานเพื่อสร้างความเชื่อมั่นและคำนึงถึงการคุ้มครองผู้บริโภค โดยนำข้อมูลทางวิทยาศาสตร์มาใช้ร่วมกับการรักษาต่อไป

