‘พิพัฒน์’ เจรจาสำเร็จเปิด ‘ตลาดแรงงานก่อสร้าง’ ในอิสราเอล พร้อมขยาย สนง. ณ เทลอาวีฟ
วันนี้ (16 มกราคม 2568) นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เปิดเผยว่า เมื่อวันที่
วันที่ 14 มกราคมที่ผ่านมา ตนพร้อมด้วย นายบุญสงค์ ทัพชัยยุทธ์ ปลัดกระทรวงแรงงาน นายสมชาย มรกตศรีวรรณ อธิบดีกรมการจัดหางาน (กกจ.) น.ส.พรรณนภา จันทรารมย์ เอกอัครราชทูต นายศักดินาถ สนธิศักดิ์โยธิน ผู้ช่วยปลัดกระทรวงแรงงาน นายกิตติ์ธนา ศรีสุริยะ อัครราชทูตที่ปรึกษา (ฝ่ายแรงงาน) และคณะผู้บริหารกระทรวงแรงงาน หารือข้อราชการร่วมกับ นายยิทสขัก โกลด์คนอฟ (Mr.Yitzhak Goldknopf) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการก่อสร้างและที่อยู่อาศัย อิสราเอล ณ นครเยรูซาเล็ม รัฐอิสราเอล

นายพิพัฒน์ กล่าวว่า ประเทศไทยมีความพร้อมที่จะส่งแรงงานไปทำงานต่างประเทศ โดยเฉพาะแรงงานภาคการก่อสร้างที่มีความเชี่ยวชาญหลายด้าน (Multi Skills) ได้แก่ ช่างเชื่อม ช่างปูน ช่างฉาบ ช่างก่ออิฐ เป็นต้น โดยปัจจุบันมีการนำร่องส่งคนงานเข้ามาทำงานในภาคก่อสร้างแล้ว จำนวน 1,317 คน ซึ่งได้ผลตอบรับที่ดี เป็นที่ต้องการของนายจ้าง และมีแผนในการดำเนินการทดสอบมาตรฐานฝีมือแรงงานด้านการก่อสร้าง เพื่อรองรับการส่งคนมาทำงานในภาคก่อสร้างในอิสราเอลที่เพิ่มขึ้นต่อไป โดยมีโควตาในปี 2568 เริ่มต้นที่ 8,500 คน มีอัตราค่าจ้างเริ่มต้นประมาณ 7,800 เชคเกล หรือ ประมาณกว่า 70,000 บาท และหาก กกจ.จัดส่งครบจำนวนแล้ว ก็ยังมีความต้องการเพิ่มอีก และจะดำเนินการเป็นการลงนามบันทึกความเข้าใจ (เอ็มโอยู) ร่วมกันต่อไป

นอกจากนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน กล่าวว่า เมื่อวันที่ 15 มกราคม ตนได้เป็นประธานในพิธีเปิดสำนักงานฝ่ายแรงงาน ประจำสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงเทลอาวีฟ แห่งใหม่ มี ผู้แทนสำนักงานประชากรและตรวจคนเข้าเมือง (PIBA) ผู้แทนบริษัทจัดหางานภาคก่อสร้าง และนายจ้างภาคเกษตรในรัฐอิสราเอล ร่วมเป็นเกียรติในพิธี ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 26 – 29 พฤษภาคม 2567 ตนและผู้บริหารกระทรวงแรงงาน ได้พบปะเยี่ยมเยือนสถานเอกอัครราชทูตฯ และสำนักงานฝ่ายแรงงาน ณ กรุงเทลอาวีฟ ซึ่งได้เห็นชอบในการขยายพื้นที่สำนักงานของฝ่ายแรงงานฯ เพื่อให้เป็นสถานที่รองรับและอำนวยความสะดวกให้กับพี่น้องแรงงานไทยได้อย่างทั่วถึง ซึ่งรัฐบาลไทยได้จัดสรรงบและให้ดำเนินการขยายพื้นที่สำนักงานดังกล่าวจนสำเร็จลุล่วงไปด้วยดี

นายพิพัฒน์ กล่าวว่า ได้พบปะกับบริษัทจัดหางานภาคก่อสร้าง และนายจ้างภาคเกษตร ในรัฐอิสราเอล
โดยขอรับฟังความต้องการด้านแรงงาน และความคิดเห็นเกี่ยวกับการจัดส่งแรงงานไทยไปทำงานในรัฐอิสราเอล ทั้งนายจ้างภาคก่อสร้าง ภาคการเกษตร และภาคอุตสาหกรรมการผลิต อาหาร ต้องการแรงงานมาทำงาน ในอิสราเอลมีแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้นในปี 2568 โดยมีประเด็นข้อหารือ 1.นายจ้างมีความต้องการแรงงานเข้ามาทำงานในภาคอุตสาหกรรมด้วย เช่น บริษัทนำเข้าและผลิตอาหารไทยได้ยื่นความต้องการที่ฝ่ายแรงงานแล้วจำนวนมาก 2.งานภาคเกษตร และป่าไม้นายจ้างมีความต้องการแรงงานไทยร้อยละ 100 ไม่มีความต้องการแรงงานชาติอื่นเข้ามาทดแทน และ 3.ขอให้แรงงานไทยมีทักษะพร้อมทำงานทันทีเมื่อเดินทางถึงรัฐอิสราเอล และเพิ่มความรู้เรื่องวัฒนธรรม และกฎหมายเบื้องต้น

ด้านนายบุญสงค์ กล่าวว่า กระทรวงแรงงานพร้อมจัดส่งแรงงานไทยที่มีคุณภาพเข้ามาทำงานในรัฐอิสราเอล โดยหากนายจ้างและสถานประกอบการต้องการจ้างแรงงานไทยสามารถยื่นความต้องการจ้างแรงงานได้ที่ฝ่ายแรงงาน ประจำสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงเทลอาวีฟ ทั้งนี้ ขอให้นายจ้างที่จ้างแรงงานไทยดูแลสิทธิประโยชน์และจ่ายค่าจ้างให้เป็นไปตามสัญญาจ้าง หากนายจ้างจะยกเลิกการจ้างงานกรณีที่คนงานยังไม่เดินทางต้องแจ้งให้ กกจ. กระทรวงแรงงาน ทราบล่วงหน้าอย่างน้อย 1 เดือน เพื่อไม่ให้เกิดกรณีแรงงานไทยต้องรับภาระค่าใช้จ่ายในการเดินทาง และไม่ส่งแรงงานไทยไปทำงานในพื้นที่อันตราย หรือพื้นที่เสี่ยง และเพื่อเป็นการยกระดับการให้บริการกระทรวงแรงงานมีนโยบายที่จะปรับปรุง แก้ไข ลดขั้นตอนการยื่นเอกสารในการจ้างแรงงานไทยให้เป็นแบบ E-Service ในอนาคต

