สปสช.แจงเหตุไม่จ่าย ‘คลินิกไตเทียม’ ชัยภูมิ ล่าสุดทำความเข้าใจหลักเกณฑ์เบิกแล้ว
วันนี้ (17 มกราคม 2568) ทพ.อรรถพร ลิ้มปัญญาเลิศ รองเลขาธิการและโฆษกสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) กล่าวถึงกรณีหน่วยไตเทียมและศูนย์ไตเทียมบางแห่งในพื้นที่ จ.ชัยภูมิ ขึ้นป้ายประกาศปิดบริการฟอกเลือด ว่า หลังจากที่ สปสช.ได้ประสานและทำความเข้าใจกับหน่วยไตเทียมดังกล่าว ซึ่งขณะนี้ได้เปิดให้บริการตามปกติแล้ว แต่พบว่าในโซเชียล มีเดีย ยังมีการเผยแพร่ข้อความจากผู้ที่ไม่เข้าใจและชี้นำให้เกิดการเข้าใจผิดว่า สปสช.ค้างจ่ายเงินให้กับหน่วยไตเทียมนั้น สปสช.ขอชี้แจงอีกครั้งว่า กรณีดังกล่าว สืบเนื่องจาก สปสช.ได้ปรับหลักเกณฑ์การเบิกจ่ายและการให้บริการตามแนวทางการควบคุมและกำกับคุณภาพและมาตรฐานของสภาวิชาชีพและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งได้กำหนดเป็นหลักเกณฑ์การเบิกจ่ายของ หน่วยบริการที่รับการส่งต่อเฉพาะด้านบริการฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม ในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ โดยมีจำนวนกว่า 1 หมื่นแห่งที่กระจายอยู่ทั่วประเทศ
“อย่างไรก็ตาม เมื่อมีการให้บริการฟอกเลือดและหน่วยบริการได้ส่งเบิกจ่ายชดเชยมาในระบบ สปสช. และสปสช.ได้ดำเนินการตรวจสอบตามหลักเกณฑ์การเบิกจ่ายฉบับใหม่ พบว่ามีบางส่วนไม่ตรงตามหลักเกณฑ์การเบิกจ่ายและคุณภาพมาตรฐานฉบับใหม่ เช่น การให้บริการที่เกินศักยภาพของหน่วยบริการ การยืนยันตัวตนของผู้ป่วยหลังจากได้รับบริการแล้ว เพื่อเป็นหลักฐานว่ามีผู้ป่วยมารับบริการจริง จึงทำให้ต้องปฏิเสธการจ่าย และได้หารือกับหน่วยบริการเพื่อการดำเนินการให้ถูกต้องต่อไป” ทพ.อรรถพร กล่าว
โฆษก สปสช. กล่าวว่า ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 15 มกราคมที่ผ่านมา สปสช. ส่วนกลาง และ สปสช. เขต 9 นครราชสีมา ได้หารือกับผู้บริหารหน่วยไตเทียมและคลินิกไตเทียมที่ติดปัญหาถูกปฏิเสธการจ่ายตามหลักเกณฑ์ฉบับใหม่ ซึ่ง สปสช.ได้ชี้แจงหลักเกณฑ์การเบิกจ่าย และแนวทางมาตรฐานการให้บริการดูแลผู้ป่วยไตวายเรื้อรัง จากการหารือเบื้องต้น ผู้บริหารคลินิกไตเทียมมีความเข้าใจ และยอมรับหลักเกณฑ์การเบิกจ่ายและการให้บริการที่ต้องเป็นไปตามคุณภาพและมาตรฐาน
“จากการพูดคุย คลินิกไตเทียมฯ ยินดีที่จะเปิดให้บริการต่อและดำเนินการตามหลักเกณฑ์ฉบับใหม่ พร้อมกันนี้ ผู้บริหารคลินิกไตเทียมได้สะท้อนสถานการณ์ และร่วมแลกเปลี่ยนปัญหาอุปสรรคเพื่อหาทางออกร่วมกันต่อไป ในการประชุม ได้มีการนำข้อมูลการส่งเบิกจ่ายที่ถูก สปสช.ปฏิเสธการจ่ายมาพิจารณาร่วมกัน โดยกรณีปัญหาการยืนยันตัวตนของผู้ป่วยหลังจากได้รับบริการที่ไม่เป็นไปตามระยะเวลาที่กำหนดนั้น หากมีการยืนยันตัวตนผู้ป่วยผ่านบัตรประชาชนสมาร์ทการ์ด และได้ให้บริการจริง ซึ่งเป็นข้อมูลในวันเดียวกัน สปสช. ก็จะดำเนินการจ่ายชดเชยค่าบริการให้ แต่หากเป็นการยืนยันตัวตนของผู้ป่วยหลังจากได้รับบริการคนละวันจากเหตุสุดวิสัยต่างๆ ตรงนี้ขอให้คลินิกทำเรื่องอุทธรณ์เข้ามาก่อน โดยทางฝ่ายเบิกจ่ายชดเชยค่าบริการจะพิจารณาเป็นรายกรณี ขึ้นอยู่กับเหตุผลและเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น อย่างไรก็ตาม มีบริการส่วนหนึ่งได้รับการอนุมัติการจ่ายแล้ว และเตรียมที่จะโอนเงินให้กับหน่วยบริการ” ทพ.อรรถพร กล่าว
นอกจากนี้ ทพ.อรรถพร กล่าวว่า อย่างไรก็ดี ในกรณีการให้บริการที่เกินศักยภาพนั้น ประเด็นนี้ สปสช.ได้แจ้งขอดำเนินการตามกติกาไม่สามารถเบิกจ่ายได้ ในวันข้างหน้าหากคลินิกเกิดปัญหาอะไรขึ้น ขอให้ทำหนังสือแจ้งไปยัง สปสช.เขต และส่งเรื่องแจ้งให้ส่วนกลางทราบ ไม่ต้องรอรอบการจ่าย เพื่อให้รับทราบและพิจารณา จะได้ไม่เกิดปัญหาการเบิกจ่ายในภายหลัง แต่ทั้งนี้จะต้องมีหลักฐานประกอบด้วย
“กรณีที่เกิดขึ้นได้รายงานให้ นพ.จเด็จ ธรรมธัชอารี เลขาธิการ สปสช. รับทราบแล้ว และเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาในพื้นที่อื่นๆ ได้มีการสั่งการให้ทำหนังสือเพื่อซักซ้อมแนวทางจากกรณีดังกล่าวและให้แจ้งไปยังทุกเขตให้รับทราบ รวมถึงให้มีการประชุมชี้แจงทั้งประเด็นศักยภาพ ขอบเขต และมาตรฐานการให้บริการของหน่วยบริการฟอกเลือดฯ ซึ่งรวมไปถึงแนวทางการตรวจสอบต่างๆ ทั้งนี้ เพื่อให้ดำเนินการเป็นไปในทิศทางเดียวกันและเป็นการกันไม่ให้เกิดปัญหาขึ้นซ้ำอีก” ทพ.อรรถพร กล่าว

