ก.อุตฯ จ่อชง พ.ร.บ.กากอุตสาหกรรม แก้ปมขยะพิษไทย คาดประกาศใช้เร็วสุดปลายปีนี้

22.01.25 | 16:51 น.

ก.อุตฯ จ่อชง พ.ร.บ.กากอุตสาหกรรม แก้ปม ‘ขยะพิษ’ ไทย คาดประกาศใช้เร็วสุดปลายปีนี้

วันนี้ (22 ธันวาคม 2568) สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย จัดกิจกรรมราชดำเนินเสวนา หัวข้อ “วิกฤติขยะพิษกับชีวิตประชาชน” โดยมี

นางขนิษฐนันท์ อภิหรรษากร รองเลขาธิการสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน, น.ส.เพ็ญโฉม แซ่ตั้ง ผู้อำนวยการมูลนิธิบูรณะนิเวศ, นายสนธิ คชวัฒน์ อาจารย์มหาวิทยาลัยและชมรมนักวิชาการด้านสิ่งแวดล้อมไทย และ นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี ประธานคณะที่ปรึกษาของรัฐมนตรีกระทรวงอุตสาหกรรม เข้าร่วมเวที ณ ที่ทำการชั่วคราวสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ห้อง 501 ชั้น 5 อาคาร The Rice (สะพานควาย)

Advertisement

น.ส.เพ็ญโฉม เปิดเผยว่า ปัญหาขยะ หรือ กากอุตสาหกรรม เป็นปัญหาที่คุกคามสิทธิและเสรีภาพของประชาชน และมีพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจำนวนมาก ปัญหาอุตสาหกรรมสะท้อนถึงการเติบโตทางเศรษฐกิจที่รัฐบาลพยายามเร่งรัดการขยายตัวของอุตสาหกรรมและการลงทุน เพื่อส่งเสริมให้ไทยเป็นประเทศแห่งอุตสาหกรรม ทำให้โรงงานและสถานประกอบการกระจายตัวสู่ภูมิภาคมากขึ้น ขณะที่นโยบายการส่งเสริมการลงทุนไม่ได้ควบคู่มกับการส่งเสริมสิ่งแวดล้อม โดยจะยังเห็นปัญหามลพิษทางอุตสาหกรรมขยายมากขึ้น แต่ประเทศไทยก็ยังไม่มีการแก้ไข จึงอยากให้ประเทศไทยพัฒนาก้าวไปข้างหน้าในเรื่องของสิ่งแวดล้อม เพราะสิ่งแวดล้อมเป็นตัวชี้วัดที่สำคัญสำหรับคุณภาพของประเทศ และควรจะมีการดูแลผู้ที่ได้รับผลกระทบ

“ประเด็นหนึ่งที่อยากจะผลักดัน คือ ควรมีกฎหมาย PRTR (Pollution Relese and Transfer Register) หรือทำเนียบการปลดปล่อยและเคลื่อนย้ายมลพิษและสารพิษ โดยต้องเปิดเผยข้อมูลให้สาธารณชนทราบว่าในแหล่งกำเนิดแต่ละแหล่งมีสารพิษหรือสารเคมีประเภทใดบ้าง ปริมาณเท่าใด หากไทยมีกฎหมายนี้ ประชาชนจะได้ทราบถึงข้อมูลและรู้วิธีป้องกัน” น.ส.เพ็ญโฉม กล่าว

นางขนิษฐนันท์ กล่าวว่า สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดินมีหน้าที่ทำให้สิทธิของประชาชนเป็นสิ่ง “จับต้องได้” โดยการรับฟังเรื่องร้องเรียนจากประชาชนที่มีปัญหาต่อหน่วยงานรัฐ และจะหยิบยกปัญหาความเดือดร้อนและความไม่เป็นธรรมของประชาชนในวงกว้าง ซึ่งปัญหาทางสิ่งแวดล้อมที่ก็ยังคงมีเข้ามาเรื่อยๆ โดยจะนำมาตรวจสอบการดำเนินงานของหน่วยรัฐ ลงพื้นที่ตรวจสอบ เชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาหรือ ตลอดจนการลงพื้นที่เข้าไปพูดคุยกับประชาชนที่ได้รับผลกระทบ และนำข้อมูลไปศึกษาและวิเคราะห์ ให้ข้อเสนอแนะ หรือทำหนังสือไปถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

ด้านนายสนธิ กล่าวถึงสถานการณ์สิ่งแวดล้อมกากอุตสาหกรรมว่า ในปี 2566-2567 มีปริมาณกากอุตสาหกรรม ทั้งที่ไม่เป็นอัตรายและเป็นอันตราย ที่มีการแจ้งการขนส่งในระบบและนำเข้าสู่ระบบการจัดการกากอุตสาหกรรมของกรมโรงงานอุตสาหกรรม รวมทั้งหมด 19.82 ล้านตัน จากทั้งหมดประมาณ 25 ล้านตัน แบ่งเป็น 1.กากอุตสาหกรรมที่ไม่เป็นอัตราย 18.69 ล้านตัน 2.กากอุตสาหกรรมที่เป็นอัตราย 1.13 ล้านตัน จึงมีกากอุตสาหกรรมที่คาดว่าหายจากระบบประมาณ 5.18 ล้านตัน

นายสนธิ กล่าวว่า มีข้อเสนอแนะในการกำกับควบคุมดูแลโรงงานจัดกากของเสียอันตรายเพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของประชาชน ได้แก่ การอนุญาตตั้งโรงงานคัดแยกและรับรีไซเคิลกากอุตสาหกรรมที่อันตราย ไม่ควรตั้งในชุมชน, ควรยกเลิกประกาศคำสั่ง คสช.ฉบับที่4/ 2559 ที่กำหนดให้สามารถตั้งโรงงานประเภท 101, 105 และ 106 โรงไฟฟ้าจากเชื้อเพลิงขยะได้ โดยยกเว้นกฎหมายผังเมืองเป็นเวลา 1 ปี หรือจนกว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงสีของผังเมืองใหม่ ทำให้มีการตั้งในชุมชนจำนวนมาก, ต้องปฏิรูประบบการอนุญาตตั้งโรงงานประเภทดังกล่าวให้เป็นโรงงานขนาดใหญ่มีเงินลงทุนมาก มีประสิทธิภาพสูงในการบำบัดมลพิษ รวมทั้งปฏิรูประบบอนุญาตและการเคลื่อนย้ายกากและการติดตามตรวจสอบที่มีประสิทธิภาพ โดยต้องเผยแพร่ข้อมูลให้สาธารณชนทราบด้วย

“นอกจากนี้ ควรตั้งกองทุนประกันความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อม โดยให้โรงงานจ่ายเงินเข้ากองทุนตามข้อกำหนด เมื่อเกิดอุบัติภัยหรือเกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของประชาชน รัฐจะได้นำเงินกองทุนเหล่านี้มาจัดการกับปัญหาและฟื้นฟูเยียวยาประชาชนก่อน แล้วไปฟ้องศาลเรียกค่าเสียหายจากผู้ก่อกำเนิดมาชดใช้เข้ากองทุนทีหลัง, ควรผลักดันให้มีศูนย์กำจัดกากของเสียอุตสาหกรรมทั้งที่เป็นอันตรายและไม่อันตรายในพื้นที่ในเขต EEC ใน 3 จังหวัดภาคตะวันออก โดยไม่ต้องส่งไปกำจัดนอกพื้นที่อื่นๆ ตลอดจนสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) ควรกำหนดให้โรงไฟฟ้ากำลังความร้อนที่ผลิตจากเชื้อเพลิงขยะทุกขนาด และโรงงานรับรีไซเคิลกากของเสียอุตสาหกรรมทุกขนาด ต้องจัดทำรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม โดยต้องเปิดให้ประชาชนแสดงความเห็นก่อนการออกใบอนุญาตให้ตั้งโรงงาน” นายสนธิ กล่าว

ขณะที่ นายอรรถวิชช์ กล่าวว่า ขณะนี้ได้จัดทำพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) กากอุตสาหกรรม พ.ศ. … โดย พ.ร.บ. ฉบับนี้จะเป็นการแยกใบอนุญาตสถานประกอบการหรือโรงงาน โดยโรงงานใดที่มีการจัดทำเกี่ยวกับการแยกขยะ ก็จะนำมาอยู่ภายใต้พ.ร.บ.ฉบับนี้ ซึ่งจะใช้เกณฑ์กำกับที่เข้มข้นมากขึ้น เช่น ห้ามนำเข้ากากอุตสาหกรรม ยกเว้นเป็นวัตถุดิบ หากฝ่าฝืนจะมีโทษ 10 ปี ปรับ 1 ล้านบาทสำหรับกากอุตสาหกรรมที่ไม่เป็นอัตราย และปรับเพิ่มเป็น 2 ล้านบาทสำหรับกาดอุตสาหกรรมที่เป็นอันตราย ถือว่าเป็นการปิดประตูให้ไทยไม่เป็นที่ทิ้งขยะโลก และให้โรงงานกำจัดขยะเหล่านี้มีการทำประกันภัย และมีการวางเงินประกัน สร้างกองทุนอีกหนึ่งช่วยให้ประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากโรงงานผิดกติกา

“กองทุนนี้อาจจะใช้ชื่อว่า กองทุนอุตสาหกรรมยั่งยืน เมื่อก่อนประชาชนต้องไปดำเนินการร้องเรียนเอง แต่ขณะนี้รัฐจะเป็นคนเข้าไปดำเนินคดีกับโรงงานที่ทำผิดกฎหมาย และจะนำเงินที่ได้มาเข้าใส่กองทุน ซึ่งประชาชนที่ได้รับผลกระทบจะได้รับการเยียวยาทันทีเมื่อเกิดปัญหา กองทุนนี้เป็นการขยายกรอบจากกองทุนเดิมที่อยู่ภายใต้กระทรวงอุตสาหกรรม คือ กองทุนพัฒนาเอสเอ็มอีตามแนวประชารัฐ นอกจากจะเข้าไปช่วยเหลือเอสเอ็มอีแล้ว จะยังลงไปช่วยเป็นกลไกให้กับ พ.ร.บ.กากอุตสาหกรรมด้วย” นายอรรถวิชช์ กล่าว

นายอรรถวิชช์ กล่าวว่า ขณะนี้ได้ดำเนินการจัดทำ พ.ร.บ.กากอุตสาหกรรม เรียบร้อยแล้ว เป็นกฎหมายสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) ของพรรครวมไทยสร้างชาติ และจะยื่นเข้าสู่ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรในวันพุธหน้า (29 มกราคม 2568) แต่เนื่องจากเกี่ยวเนื่องกับการเงิน จึงต้องให้นายกรัฐมนตรี และให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องรับรอง คาดว่าจะประกาศใช้เร็วที่สุดประมาณเดือนกันยายน-ตุลาคม 2568 หรือปลายปีนี้

“คาดหวังว่า พ.ร.บ.ฉบับนี้จะทำให้สิ่งแวดล้อมดีขึ้น และทำให้การแก้ไขปัญหาทำได้เร็วขึ้น และย้ำชัดว่า เราตระหนักและเป็นห่วงในเรื่องของสิ่งแวดล้อม ประเทศไทยรอให้บอบช้ำกว่านี้ไม่ได้ สงครามการค้าจากสหรัฐอเมริกากับจีนมีมากยิ่งขึ้น หากเราไม่เข้มเข็งพอที่จะรับมือกับสิ่งเหล่านี้ได้ จะทำให้เกิดความเสียหายต่อประชาชน” นายอรรถวิชช์ กล่าว