17 ปี ที่รอคอย! คู่รักแรกเขตปทุมวัน จดทะเบียนหวานชื่น ย้ำแม้จะแตกต่างแต่ไม่ลดทอนสิทธิใคร
เมื่อวันที่ 23 มกราคม นฤมิตรไพรด์ ร่วมกับมูลนิธิเพื่อสิทธิและความเป็นธรรมทางเพศ ภาคีเครือข่ายที่ร่วมกันผลักดันพระราชบัญญัติสมรสเท่าเทียม ผสานความร่วมมือกับกรุงเทพมหานคร, กระทรวงยุติธรรม, กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์, การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) และกระทรวงวัฒนธรรม จัดงาย “Marriage Equality Day” ปักหมุดจดทะเบียนสมรสเท่าเทียมวันแรกพร้อมกันทั่วประเทศไทย ณ ชั้น 5 พารากอนฮอลล์ สยามพารากอน กรุงเทพฯ
บรรยากาศเวลา 08.00 น. มีเหล่าคู่รักเพศหลากหลาย ทยอยเดินทางมาจดทะเบียนสมรสเพื่อจารึกประวัติศาสตร์ร่วมกันอย่างต่อเนื่อง

น.ส.พลอยนภัส จิราสุคนธ์ อายุ 33 ปี จูงมือคู่รัก ขวัญพร กงเพ็ชร อายุ 32 ปี เดินทางมาจดทะเบียนสมรสเป็นคู่แรกของเขตปทุมวัน หลังครองรักกันมานานกว่า 17 ปี โดยทั้งคู่กล่าวด้วยความตื้นตันใจว่า วันนี้ปลดล็อกอะไรหลายๆ อย่าง มันทำให้คำว่าครอบครัวสมบูรณ์ขึ้น ตื่นเต้นและดีใจมากที่ได้มาเป็นคู่แรกของเขตปทุมวัน หลังจากรอคอยมาอย่างยาวนานกว่า 17 ปี ฝ่าฟันอุปสรรคมากมามากมายตั้งแต่สังคมในวัยเรียน การทำงาน ที่ถูกเลือกปฏิบัติ เพราะเป็นเพศหลากหลายมาตลอด
ซึ่งการจดทะเบียนสมรสในวันนี้เป็นก้าวแรกของความเท่าเทียมที่มนุษย์จะมีสิทธิเท่าเทียมกัน การเลือกปฏิบัติจะลดน้อยลง ในอดีตเหล่า Lgbtqian+ ยังถูกมองว่าเป็นตัวประหลาดแต่สมัยนี้ เด็กยุคใหม่ได้เห็นคนแบบพวกเรามากยิ่งขึ้นจากสื่อทำให้คนในสังคมเห็นว่าพวกเราก็เป็นคนปกติเช่นเดียวกับทุกคน ทุกวันนี้เราก็สามารถแสดงความเป็นตัวเองได้อย่างเต็มที่โดยไม่ต้องหลบซ่อน

นอกจากนี้ ในอนาคตอยากจะผลักดันเรื่องคำนำหน้านาม เมื่อก่อนมีคนเคยบอกว่าการที่เราเกิดมาไม่ตรงเพศเหมือนกับคนไม่มีบ้านจะอยู่ ถ้าเกิดเราช่วยกันผลักดันตรงนี้จะทำให้ความเท่าเทียมเสมอภาคต่อทุกคนมากยิ่งขึ้น
“ความรักเป็นสิ่งสวยงามอยากอวยพรให้ทุกคู่เจอความรักที่ดี และมีกฎหมายคุ้มครองพวกเราอย่างเท่าเทียมกัน ถ้าวันนั้นเราปิดกั้นตัวเองเราอาจจะไม่ได้เจอความรักที่ดีแบบนี้ อยากให้อนุญาตตัวเองในการรักใครสักคน ยังยืนยันคำเดิมว่า แม้เราจะแตกต่างแต่เราก็สามารถอยู่ร่วมกันในสังคมได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน เราไม่ได้ลดทอนสิทธิของใคร เพราะเราเท่าเทียมกัน”
ทั้งนี้ อยากให้ประเทศอื่นดูประเทศไทยเป็นตัวอย่าง สุดท้ายแล้วเหล่า Lgbtqian+ ก็สามารถกระตุ้นเศรษฐกิจได้ นอกจากมีความเท่าเทียมแล้ว เศรษฐกิจยังดีได้อีก


