สช.ผนึกเครือข่ายจี้รัฐบาลทำระบบแจ้งเตือนฝุ่น PM2.5 เร่งด่วน!
วันนี้ (26 มกราคม 2568) นพ.สุเทพ เพชรมาก เลขาธิการคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) เปิดเผยว่า ขณะนี้ประเทศไทยกำลังเผชิญกับสถานการณ์ฝุ่นละออง PM2.5 เกินค่ามาตรฐานในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสถานการณ์วิกฤตในพื้นที่กรุงเทพมหานคร (กทม.) และปริมณฑล ที่มีคุณภาพอากาศอยู่ในระดับส่งผลกระทบต่อสุขภาพ (สีแดง) ต่อเนื่องหลายวัน จนหลายฝ่ายต่างกำลังหาแนวทาง เร่งระดมมาตรการแก้ไขปัญหาต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการขอความร่วมมือให้ทำงานที่บ้าน (Work From Home) การใช้บริการรถขนส่งสาธารณะ ฯลฯ

นพ.สุเทพ กล่าวว่า ในส่วนของ สช.ได้ให้ความสำคัญและมีข้อเสนอเกี่ยวกับปัญหา PM2.5 ในหลายครั้ง ล่าสุด ในการประชุมวิชาการและแลกเปลี่ยนเรียนรู้การประเมินผลกระทบด้านสุขภาพ (HIA FORUM) ประจำปี 2567 ที่ สช. และหน่วยงานภาคีเครือข่ายร่วมกันจัดขึ้นใน จ.เชียงใหม่ ที่ประชุมได้มีฉันทมติร่วมกันแสดงความห่วงใยต่อสถานการณ์ฝุ่น PM 2.5 และสภาวะโลกร้อนที่กำลังส่งผลกระทบอย่างรุนแรง อันก่อให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพของประชาชน จากข้อมูลสถิติตั้งแต่ปี 2563-2566 พบว่า มีผู้ป่วยในกลุ่มโรคที่เกี่ยวข้องกับมลพิษทางอากาศเพิ่มมากขึ้นในอัตราก้าวหน้าทุกๆ ปี และฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 (ขนาดไม่เกิน 2.5 ไมครอน) ได้รับการยืนยันว่า เป็นปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อมที่ส่งผลต่อการเกิดโรคมะเร็ง โดยเฉพาะมะเร็งปอด งานวิจัยพบว่า PM2.5 กระตุ้นการเกิดความเครียดออกซิเดชัน และการอักเสบ รวมถึงการเปลี่ยนแปลงทางพันธุกรรม การสัมผัส PM2.5 ในระยะสั้น ยังเพิ่มความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตจากมะเร็งชนิดต่างๆ เช่น มะเร็งลำไส้ มะเร็งเต้านม และมะเร็งต่อมลูกหมาก โดยเพิ่มอัตราการเสียชีวิตถึงร้อยละ 4
นพ.สุเทพ กล่าวว่า ในเวที HIA FORUM เมื่อปี 2567 ภาคีเครือข่ายต่างๆ มีข้อเสนอพร้อมเรียกร้องให้ปฏิรูประบบการจัดการมลพิษทางอากาศและสิ่งแวดล้อมเพื่อสุขภาพดีสำหรับข้อเรียกร้องต่อรัฐบาลและหน่วยราชการส่วนกลาง อาทิ ปรับปรุงวิธีการจัดสรรงบประมาณให้เอื้อต่อการดับไฟป่า ปฏิรูปนโยบายโดยเปลี่ยนแปลงวิธีการแก้ปัญหาแบบตั้งรับเป็นเชิงรุก ยุตินโยบายที่ปล่อยให้ธุรกิจเอกชนผลักภาระความรับผิดชอบต่อมลพิษทางอากาศ ใช้มาตรการทางภาษีเพื่อช่วยลดและขจัดแหล่งกำเนิดมลพิษทางอากาศ สนับสนุนให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการป้องกันและแก้ไขปัญหา เจรจาความร่วมมือกับประเทศเพื่อแก้ปัญหาฝุ่นควันข้ามแดน เป็นต้น
“ขณะที่ระยะเฉพาะหน้า ที่ยังไม่สามารถแก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศได้อย่างเด็ดขาด ขอให้กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) พัฒนาระบบการแจ้งเตือน เฝ้าระวัง ตลอดจนส่งเสริมความรอบรู้ด้านการป้องกันผลกระทบจากมลพิษทางอากาศ และที่สำคัญต้องปรับปรุงระบบสวัสดิการสุขภาพในการตรวจคัดกรองโรคให้กับประชาชน ส่วนในระยะเร่งด่วนก่อนถึงฤดูฝุ่น ได้เรียกร้องให้หน่วยงานภาครัฐพัฒนาระบบฐานข้อมูลคุณภาพอากาศของประเทศ ให้เกิดความสมบูรณ์และนำไปสู่การจัดทำแผนการแก้ปัญหา” นพ.สุเทพ กล่าวและว่า นอกจากนี้ ยังมีข้อเสนอต่อหน่วยราชการในพื้นที่และท้องถิ่น อาทิ บูรณาการอำนาจหน้าที่และภารกิจเพื่อจัดทำแผนปฏิบัติการควบคุมและจัดการกับฝุ่น PM2.5 อย่างเบ็ดเสร็จ บูรณาการบุคลากร ภารกิจ และงบประมาณร่วมกันระหว่างองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ในจัดการกับแหล่งกำเนิดมลพิษทางอากาศ สนับสนุนทุกภาคส่วนเพิ่มพื้นที่สีเขียว เป็นต้น ส่วน (ร่าง) พ.ร.บ.อากาศสะอาด ที่หลายฝ่ายพยายามผลักดันออกมารวมกว่า 7 ฉบับ ซึ่งอยู่ระหว่างกระบวนการพิจารณาของรัฐสภา คาดว่าจะมีความคืบหน้าเพิ่มเติมในเร็วๆ นี้

ด้าน น.ส.สุรีย์รัตน์ ตรีมรรคา เลขานุการคณะทำงานสภาลมหายใจเชียงใหม่ กล่าวว่า สำหรับ การผลักดัน พ.ร.บ.อากาศสะอาด ให้ประกาศใช้ได้ทันปี 2568 สช.จะมีการขับเคลื่อนร่วมกับภาคีเครือข่ายเพื่อที่จะให้มีผลอย่างเป็นรูปธรรม และประกาศใช้ ซึ่งจะมีการจัดเวที Policy Dialogue เรื่องนี้ในต้นเดือนกุมภาพันธ์นี้ ทั้งนี้ ข้อมูลจาก สธ.ระบุว่า ในปี 2566 มีผู้ป่วยโรคที่เกี่ยวข้องกับมลพิษทางอากาศ 16,123 คน เพิ่มขึ้นจาก 14,283 คนในปี 2565 และ 11,881 คนในปี 2564 มะเร็งปอดเป็นหนึ่งในโรคที่มีความสัมพันธ์กับการสัมผัส PM2.5 โดยเฉพาะในภาคเหนือของประเทศ ข้อมูลระหว่างปี 2559-2561 พบว่า ภาคเหนือมีอุบัติการณ์ของโรคมะเร็งปอดสูงที่สุด โดยในเพศชายพบอัตรา 33.1 ต่อแสนประชากร และในเพศหญิง 19.9 ต่อแสนประชากร ขณะที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (อีสาน) มีอัตราต่ำสุด คือ เพศชาย 16.9 และ เพศหญิง 8.4 ต่อแสนประชากร

