ธงทองพาพิสูจน์กลิ่น เดินเท้าเข้าโรงงานเคที กำจัดขยะฯ หวังเดินเครื่องวันละ 800 ตัน เคลียร์หนี้ 2 พันล้าน
เมื่อวันที่ 27 มกราคม ที่โรงงานกำจัดมูลฝอยชุมชนเพื่อผลิตพลังงาน ขนาด 800 ตันต่อวัน เขตประเวศ บริษัท กรุงเทพธนาคม จำกัด หรือเคที ผู้รับผิดชอบโครงการโรงงานกำจัดมูลฝอยชุมชนเพื่อผลิตพลังงาน ขนาด 800 ตันต่อวัน นำสื่อมวลชนพร้อมด้วยภาคประชาชน เช่น ตัวแทนจากชุมชนเขตประเวศ เขตอ่อนนุช เขตสวนหลวง เข้าสำรวจโรงงาน หลังจากที่ได้รับอนุญาตให้เริ่มทดสอบเดินระบบอีกครั้ง โดยมี ศ.พิเศษ ธงทอง จันทรางศุ ประธานกรรมการเคที, นายธรัฐพร เตชะกิจขจร กรรมการผู้อำนวยการเคที และคณะกรรมการเคที ให้ข้อมูลและให้การต้อนรับ

ศ.พิเศษ ธงทอง กล่าวว่า โครงการนี้เคทีได้มีการกู้เงินจำนวนกว่า 2,000 ล้านบาท เพื่อมาลงทุน แต่ว่าโครงการมีปัญหาคือประสิทธิภาพของเครื่องจักรที่ไม่สามารถรับขยะได้ 800 ตัน ทำได้เพียง 600 ตัน ต่อมาขยะที่มีไม่ได้มีการคัดแยกจากต้นทาง ทำให้ประสิทธิภาพการผลิตไฟฟ้าจากแก๊สมีเทนทำได้เพียง 3 เมกะวัตต์ และที่สำคัญคือชุมชนโดยรอบร้องเรียนขยะส่งกลิ่นเหม็น กรมโรงงานอุตสาหกรรมจึงสั่งให้หยุดดำเนินกิจการในเดือน เม.ย.2565 ภายหลังที่มีการปรับปรุงระบบต่างๆ โรงงานจึงกลับมาดำเนินกิจการอีกครั้งในตอนนี้ โดยมีการรับขยะเริ่มต้น 200 ตัน ถ้าไม่มีปัญหาเรื่องกลิ่น ก็จะขยับการรับขยะ 400 ตัน 600 ตัน ตามลำดับ

“เนื่องจากตอนนี้ทางเคทีเป็นหนี้กับทางธนาคารกว่า 2,000 ล้านบาท หวังว่าการกลับมาดำเนินกิจการอีกครั้งจะช่วงสร้างกระแสเงินสดให้กับเคทีนำไปชำระหนี้กับทางธนาคาร แต่เรายังให้ความสำคัญกับเรื่องกลิ่นรบกวนเป็นอันดับแรก” ศ.พิเศษ ธงทอง กล่าว

ด้านนายธรัฐพรกล่าวว่า โรงงานแห่งนี้เริ่มก่อสร้างเมื่อวันที่ 30 มีนาคม 2561 และได้รับใบอนุญาตให้เริ่มดำเนินการตั้งแต่วันที่ 2 มีนาคม 2563 โดยใช้เทคโนโลยีเชิงกล-ชีวภาพ (MBT) ในการบริหารจัดการขยะให้เกิดประโยชน์สูงสุด มีแผนกำจัดขยะวันละ 800 ตัน สามารถผลิตไฟฟ้าได้ 4 เมกะวัตต์ รวมถึงขยะเชื้อเพลิง (RDF) 542 ตันต่อวัน และวัสดุรีไซเคิลอื่นๆ เพื่อลดปริมาณขยะที่ต้องนำไปฝังกลบให้น้อยที่สุด ที่ผ่านมาโรงงานเคยประสบปัญหาด้านประสิทธิภาพการผลิต รวมถึงผลกระทบต่อชุมชนจากกลิ่นและเสียง ทำให้กรมโรงงานอุตสาหกรรมมีคำสั่งให้หยุดดำเนินกิจการตั้งแต่เดือนเมษายน 2565 เพื่อปรับปรุงและแก้ไขข้อบกพร่อง ทีมบริหารของบริษัทได้ดำเนินการแก้ไขอย่างจริงจัง โดยร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กรุงเทพมหานคร กรมโรงงานอุตสาหกรรม กรมอนามัย และตัวแทนชุมชน เพื่อให้โรงงานสามารถกลับมาดำเนินงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

สำหรับมาตรการปรับปรุงที่สำคัญ ได้แก่
1.ทำโรงงานให้เป็นระบบปิด-ใช้ระบบห้องความดันลบ (Negative Pressure) เพื่อป้องกันการฟุ้งกระจายของกลิ่น
2.เพิ่มประสิทธิภาพระบบบำบัดอากาศ-จากเดิม 100,000 ลูกบาศก์เมตรต่อชั่วโมง เป็น 167,000 ลูกบาศก์เมตรต่อชั่วโมง
3.ติดตั้งประตู High Speed Shutter Door-ระบบเปิด-ปิดอัตโนมัติบริเวณอาคารรับมูลฝอย เพื่อควบคุมการแพร่กระจายของกลิ่น
4.มาตรการจัดการภายในโรงงาน-เช่น การกำจัดขยะให้หมดในแต่ละวัน, ล้างพื้นอาคารรับขยะ, ปิดคลุมรถขนส่ง และใช้สารควบคุมกลิ่น
5.ติดตั้งระบบตรวจวัดกลิ่น E-Nose-ในศูนย์ขยะอ่อนนุชและชุมชนโดยรอบ พร้อมทั้งเครื่องตรวจวัดกลิ่นแบบพกพาเพื่อสำรวจคุณภาพอากาศ
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากการเข้าไปยังพื้นที่โรงงานดังกล่าว ยังมีกลิ่นเหม็นเล็กน้อย ซึ่งไม่เหมือนแต่ก่อนที่มีกลิ่นเหม็นในระดับรุนแรง ทั้งนี้ มีการติดตั้งเครื่องตรวจวัดกลิ่น E-Nose เข้ามาช่วยติดตามระดับกลิ่น ทำให้สามารถจัดการกับมลพิษทางกลิ่นได้อย่างดียิ่งขึ้น

ด้านนายสมาน โตหัวป่า ตัวแทนชุมชนริมคลองประเวศฝั่งเหนือ กล่าวว่า ชุมชนได้เข้ามามีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหา และมีข้อเสนอแนะให้กับโรงงานได้ทำการปรับปรุงตามที่ชุมชนได้ร้องขอ หลังจากที่ได้เข้ามาติดตามผลและสำรวจประสิทธิภาพในการดำเนินการปรับปรุงแก้ไขในตัวโรงงานวันนี้ ถือว่าโรงงานให้ความร่วมมือกับชุมชนเป็นอย่างดี รวมไปถึงการสื่อสารและให้ข้อมูลเรื่องมลพิษทางกลิ่นกับชุมชนอย่างต่อเนื่อง ทำให้เกิดผลกระทบกับชุมชนโดยรอบลดลง อย่างไรก็ตามในพื้นที่อ่อนนุช ยังพบปัญหาเรื่องมลภาวะทางกลิ่นเนื่องจากมีหลายโรงงานกำจัดขยะที่ยังดำเนินการอยู่ พร้อมกับฝากไปถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ควบคุมดูแลเพื่อให้มีการบริหารจัดการขยะที่ดีลดผลกระทบต่อประชาชน

