เครือข่ายผู้ป่วยจี้ สปสช.เร่งแก้ปัญหา ‘ใบส่งตัวคลินิกชุมชนอบอุ่น’

10.02.25 | 14:04 น.

เครือข่ายผู้ป่วยจี้ สปสช.เร่งแก้ปัญหา ‘ใบส่งตัวคลินิกชุมชนอบอุ่น’

เมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ ที่สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) รศ.ภญ.ยุพดี ศิริสินสุข พร้อมด้วย นพ.วีระพันธ์ ลีธนะกุล รองเลขาธิการ สปสช. รับหนังสือ “กรณีผลกระทบของผู้ป่วยต่อนโยบายบัตรประชาชนใบเดียวรักษาได้ทุกที่ของผู้ป่วยสิทธิบัตรทอง” จาก นายธนพลธ์ ดอกแก้ว ประธานเครือข่ายพลเมืองขับเคลื่อนสิทธิด้านสุขภาพ (Healthy Forum) และตัวแทนเครือข่ายผู้ป่วย ได้แก่ เครือข่ายผู้ป่วยมะเร็ง อาร์ตฟอร์ แคนเซอร์ บาย ไอรีล, ชมรมผู้ป่วยมะเร็งเต้านมแห่งประเทศไทย สมาคมเพื่อนโรคไตแห่งประเทศไทย และเครือข่ายผู้ป่วยเอชไอวี

รศ.ภญ.ยุพดี กล่าวว่า สปสช. เข้าใจปัญหาของผู้ป่วยที่เกิดขึ้น โดย นพ.จเด็จ ธรรมธัชอารี เลขาธิการ สปสช.ไม่ได้นิ่งนอนใจ แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นในกรณีของใบส่งตัวนี้ มีความเกี่ยวข้องกับทั้งฝ่ายผู้ให้บริการซึ่งเป็นหน่วยบริการ ผู้รับบริการที่เป็นผู้ป่วย และระบบการเบิกจ่ายต่างๆ โดยปัญหาเหล่านี้ สปสช. อยู่ระหว่างการหารือเพื่อหาทางออกร่วมกัน

รศ.ภญ.ยุพดี กล่าวว่า อย่างไรก็ดี ในส่วนของ “โรคมะเร็งรักษาทุกที่” เชื่อว่าจะค่อยๆ คลี่คลายลงแล้ว เนื่องจาก สปสช. ได้ให้กลับไปใช้ประกาศฉบับเดิม โดยกรณีของการดูแลค่าใช้จ่ายไม่ต้องใช้ใบส่งตัวจากหน่วยบริการประจำแล้ว รวมถึงครอบคลุมการดูแลในส่วนการรักษาผู้ป่วยนอกที่จำเป็น โดย สปสช. จะเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายทั้งหมด อย่างไรก็ตาม จะมีการทำความเข้าใจกับโรงพยาบาลที่มีศักยภาพด้านมะเร็งเพิ่มเติม เพื่อลดความสับสนกรณีการขอใบส่งตัวผู้ป่วยมะเร็ง โดยยืนยันว่า สปสช. อยู่ระหว่างแก้ไขปัญหาโดยเร็วที่สุด

Advertisement

ด้าน นพ.วีระพันธ์ กล่าวถึงโครงการมะเร็งรักษาทุกที่ ว่า ณ วันนี้ สปสช. จะรับผิดชอบค่าใช้จ่ายผู้ป่วยตามนโยบายนี้ โดยหน่วยบริกาประจำไม่ต้องตามจ่ายแล้ว แต่ในส่วนของการส่งต่อในโรคอื่นๆ นั้น ยังต้องทำการสื่อสารเพิ่มเติม ซึ่งทั้งหน่วยบริการประจำและหน่วยบริการรับส่งต่อยังมีกังวลต่อการเบิกจ่าย ด้วยมองว่างบประมาณมีจำกัด รวมถึงภาระการตามจ่ายของหน่วยบริการประจำ โดยในส่วนนี้ สปสช. จะดำเนินการแก้ปัญหาโดยเร็วต่อไป อย่างไรก็ดี กรณีผู้ป่วยที่ถูกส่งต่อไปยังโรงพยาบาลในเครือข่ายของหน่วยบริการประจำ ไม่ได้ส่งไปที่โรงพยาบาลตามสิทธิ ทำให้มีปัญหาการเดินทางนั้น ตรงนี้ผู้ป่วยสามารถยืนยันขอรับบริการที่โรงพยาบาลตามสิทธิได้ ยกเว้น หากมีความสะดวกไม่ต้องรอคิว ซึ่งก็อาจเป็นส่วนที่พิจารณา

ขณะที่ นายธนพลธ์ กล่าวว่า 30 บาทรักษาทุกที่เป็นนโยบายที่ดี แต่ชื่อนโยบายอาจจะสร้างความสับสน เพราะคำว่า “ทุกที่” ตามนโยบายนี้ หมายถึงหน่วยบริการในระดับปฐมภูมิ รวมถึงร้านยาคุณภาพและคลินิกเอกชนที่เข้าร่วม และเป็นเพียงทางเลือกใหม่เสริมจากขั้นตอนการรักษาเดิมที่มีอยู่ แต่ในการรักษาที่หน่วยบริการที่รับส่งต่อ ยังต้องใช้ใบส่งตัวผู้ป่วยอยู่ ทำให้เกิดความสับสน นอกจากนี้ การรับยาที่หน่วยบริการประจำของผู้ป่วยโรคเรื้อรังก็ยังเป็นปัญหา ด้วยมีการจ่ายยาที่จำกัด ทำให้ผู้ป่วยต้องเดินทางหลายเที่ยว

“ดังนั้น จึงมายื่นหนังสือเพื่อขอให้มีการพัฒนาระบบบริการที่ดีกว่านี้ เนื่องจากเราเป็นผู้ป่วย เป็นผู้ที่อยู่ปลายทางที่ได้รับผลกระทบ นอกจากนี้ อยากให้มีการจัดคณะทำงานร่วมกันเพื่อแก้ปัญหาโดยมีเครือข่ายประชาชนในแต่ละพื้นที่เข้าร่วมด้วย ตลอดกว่า 20 ปีที่ผ่านมา พวกเรายืนเคียงข้างกับระบบบัตรทองมาตลอด และพร้อมที่จะปกป้อง ดังนั้น จึงอยากให้มีการพัฒนาระบบที่ดี โดยเฉพาะกรณีมีนโยบายใหม่ๆ อยากให้มีการทำงานหลังบ้านให้เรียบร้อยก่อน และค่อยประกาศให้ประชาชนรับบริการซึ่งเรารอได้ ทำให้ผู้ป่วยไม่ต้องได้รับผลกระทบและลดความขัดแย้ง” นายธนพลธ์ กล่าว