สมศักดิ์ เตรียมดัน ‘ลดโรคNCDs’ เป็นวาระแห่งชาติใน 2 เดือน เผย คนไทย ‘นับคาร์บ’ ทะลุ 14 ล้านคน
เมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ ที่ กระทรวงสาธารณสุข นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เป็นประธานมอบทิศทางการดำเนินงานการขับเคลื่อนนโยบายคนไทยห่างไกลโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ปีงบประมาณ 2568 โดยมี นพ.โอภาส การย์กวินพงศ์ ปลัดกระทรวงสาธารณสุข นพ.ภูวเดช สุระโคตร รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข พร้อมด้วยผู้บริหารกระทรวงฯ เข้าร่วมในกิจกรรม
นายสมศักดิ์ กล่าวว่า กระทรวงสาธารณสุข ได้ประกาศคิกออฟนโยบายคนไทยห่างไกล NCDs ครั้งที่ 1 ที่จังหวัดสงขลา ตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2567 และได้มีการเดินสายเปิดกิจกรรมทั่วทุกภูมิภาครวม 6 ครั้ง เพื่อประกาศเจตนารมณ์เป้าหมายในการลดจำนวนผู้ป่วยจากโรคไม่ติดต่อเรื้อรังรายใหม่ เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคไตเรื้อรัง พร้อมลดความรุนแรงของการเจ็บป่วยในผู้ป่วยรายเก่า ตนได้ตั้งเป้าหมายว่าควรจะต้องลดให้ได้เป็นศูนย์รายใหม่ เราต้องทำให้ได้ เพราะขนาดโรคมะเร็งที่สมัยก่อนรักษาไม่ได้ ปัจจุบันก็สามารถรักษาได้แล้ว ทั้งนี้ สิ่งสำคัญคือ การส่งเสริมให้มีการปรับพฤติกรรมสุขภาพที่ดีขึ้น เนื่องจากโรค NCDs เป็นปัญหาสุขภาพที่ส่งผลต่อการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมในระยะยาว โดยในปี 2562 ประเทศไทยต้องสูญเสียทางเศรษฐกิจสูงถึง 1.6 ล้านล้านบาท โดยร้อยละ 91 หรือประมาณ 1.495 ล้านล้านบาท เป็นค่าใช้จ่ายแฝงที่เกิดจากการขาดงาน ทำงานไม่เต็มความสามารถ ออกจากงานก่อนวัยอันควร และการสูญเสียกำลังผลิตจากการเสียชีวิตก่อนวัยอันควร อีกร้อยละ 9 หรือประมาณ 1.39 พันล้านบาท เป็นค่าใช้จ่ายทางตรงในการรักษาพยาบาล ซึ่งเป็นรายจ่ายส่วนใหญ่ของระบบสาธารณสุข

“ที่ผ่านมามีการมอบหมายให้อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) ที่มีกว่า 1.08 ล้านคน เป็นแกนนำถ่ายทอดความรู้ด้านสุขภาพ โดยเฉพาะการกินแบบนับคาร์โบไฮเดรต หรือ นับคาร์บ ผลการดำเนินงานที่ผ่านมาเกิดผลสำเร็จเป็นที่น่าพอใจ มี อสม.และประชาชนทั่วประเทศสามารถนับคาร์บได้ถึง 14,592,424 คน ช่วยให้เกิดความตระหนักและปรับพฤติกรรมการกิน รวมถึงเข้าใจและตระหนักถึงพฤติกรรมการใช้ชีวิต หลีกเลี่ยงความเสี่ยงที่อาจก่อให้เกิดโรค NCDs โดยเป้าหมายของการนับคาร์บภายในปี 2568 จะต้องครอบคลุม 50 ล้านคน” นายสมศักดิ์ กล่าว
นายสมศักดิ์ กล่าวต่อว่า สำหรับการขับเคลื่อนนโยบายคนไทยห่างไกล NCDs ในปี 2568 จะมุ่งเน้น 4 ประเด็นหลัก คือ 1.ลดบริโภคเกลือและโซเดียม เนื่องจากโซเดียมจะดึงน้ำและของเหลวในระบบไหลเวียนโลหิต ทำให้เกิดความดันโลหิตสูง หัวใจ ไต และหลอดเลือด ทำงานหนักมากขึ้น 2.ส่งเสริมการออกกำลังกาย ซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยงการเสียชีวิตจากโรค NCDs ได้ร้อยละ 20 – 30 โดยข้อมูลขององค์การอนามัยโลก (WHO) ปี 2567 พบว่า สามารถลดโอกาสเกิดโรคหัวใจร้อยละ 30 โรคเบาหวานร้อยละ 27 มะเร็งเต้านมและลำไส้ใหญ่ร้อยละ 21 – 25 3.เพิ่มโปรตีน เพื่อเสริมสร้างกล้ามเนื้อ โดยควรได้รับโปรตีน 1 – 2 กรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม เน้นโปรตีนจากธรรมชาติ เช่น ปลา ไข่ เนื้อสัตว์ไม่ติดมัน ถั่วเมล็ดแห้ง/ผลิตภัณฑ์ น้ำนม และควรเป็นโปรตีนจากเนื้อสัตว์เป็นหลัก เพราะมีคุณภาพดีและมีกรดอะมิโนจำเป็นครบถ้วนมากกว่าโปรตีนจากพืช และ 4.เพิ่มไขมันดี เพื่อให้ร่างกายแข็งแรง สมดุล โดยไขมันดีจะช่วยขจัดคอเลสเตอรอลหรือไขมันเลว (LDL) ที่เกาะอยู่ตามผนังหลอดเลือด และช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคต่างๆ แหล่งไขมันดี เช่น ปลาทะเลน้ำลึก อะโวคาโด้ หอมหัวใหญ่ ไข่ไก่ ถั่วเหลือง ดาร์กช็อกโกแลต น้ำมันมะกอกบริสุทธิ์

“ผมมีสโลแกนโครงการสั้นๆ ว่า กินเป็น ไม่ป่วย สวยหล่อ อายุยืน โดยระยะถัดไปคือการตั้งเป้าหมายให้เด็กและเยาวชนรู้จักการนับคาร์บ แต่สถิติจากกรมอนามัยถือว่าน่ากังวลที่คนจะอายุไม่ถึง 100 ปีตามที่ตั้งใจไว้ เพราะเด็กอ้วนเยอะ สถิติพบว่าเด็กไทยกว่า 27% เลือกซื้ออาหารตามโฆษณา และ 1 ใน 3 กินขนม ดื่มนมรสหวาน และอัดลมทุกวัน ซึ่งมีอุปสรรคในการรณรงค์ เพราะเราต้องไม่ให้กระทบผู้ประกอบการ” นายสมศักดิ์ กล่าว
อย่างไรก็ตาม นายสมศักดิ์ กล่าวว่า นโยบายลดการเจ็บป่วยจากโรค NCDs ของคนไทยจำเป็นต้องเสนอเป็นวาระแห่งชาติ เพราะลำพังกระทรวงสาธารณสุข ไม่สามารถทำให้สำเร็จได้ ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกกระทรวง ทุกหน่วยงาน เช่น การใช้มาตรการทางภาษี ที่ต้องอาศัยกระทรวงการคลัง การขอความร่วมมือผู้ว่าราชการจังหวัดขับเคลื่อนนโยบายลงสู่พื้นที่ ต้องขอความร่วมมือจากกระทรวงมหาดไทย ซึ่งทั้งหมดนี้ต้องเสนอให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) รับทราบ เพื่อให้เกิดการปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม ขณะนี้ อยู่ระหว่างการร่างแผนดำเนินการ ยังต้องรอตัวเลขจากการดำเนินนโยบายคนไทยห่างไกล NCDs ให้ครบทุกมิติก่อน ตอนนี้ยังมีเพียงข้อมูลจากจังหวัดนครราชสีมา ทั้งยังต้องมีข้อมูลน้ำหนักคนไทยที่ลดไปจากการดำเนินโครงการ และเขียนเรื่องงบประมาณที่จะใช้ให้ครบถ้วน คาดว่าจะใช้เวลาประมาณ 1 – 2 เดือน ก่อนเสนอ ครม. ต่อไป
นพ.โอภาส กล่าวว่า การขับเคลื่อนนโยบายคนไทยห่างไกล NCDs มุ่งเน้นการสร้างความตระหนักรู้ให้กับประชาชน รวมถึงการป้องกัน ควบคุมโรค และส่งเสริมสุขภาพในทุกมิติ ซึ่งนอกจากจะช่วยลดจำนวนผู้ป่วยโรค NCDs รายใหม่แล้ว ยังช่วยให้ผู้ป่วยที่ป่วยแล้วสามารถลดหรืองดใช้ยาในการรักษา ซึ่งจะช่วยให้ประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดีในระยะยาว โดยในปีที่ผ่านมามีการดำเนินการ 3 ส่วน ได้แก่ 1.การสร้างระบบบริการด้านสุขภาพ โดย จัดตั้งศูนย์คนไทยห่างไกล NCDs 2.ส่งเสริมความร่วมมือสหสาขาวิชาชีพ โดยพัฒนาศักยภาพบุคลากรทางการแพทย์และร่วมมือกับสหสาขาวิชาชีพในการดำเนินงาน และ 3.ให้ความรู้ อสม. เพื่อประชาสัมพันธ์ให้ความรู้ประชาชน เชิญชวนกลุ่มเสี่ยงเข้าศูนย์คนไทยห่างไกล NCDs พร้อมทั้งเป็นพี่เลี้ยงและติดตามผล โดยล่าสุด มี อสม. ที่สอนนับคาร์บ 1,075,255 คน และมีประชาชนทั่วไปร่วมนับคาร์บ 13,517,169 คน รวมคนที่สามารถนับคาร์บได้ 14,592,424 คน

ด้าน นพ.ภูวเดช กล่าวว่า เขตสุขภาพที่ 9 ซึ่งเป็นต้นแบบเรื่องโรงเรียนเบาหวานวิทยา ถือเป็นจุดเริ่มต้นของ นโยบายคนไทยห่างไกล NCDs โดยปัจจุบันภาพรวมในเขต มีโรงเรียนเบาหวานวิทยา 959 แห่ง มีครู ก ครู ข 3,501 คน นักเรียนที่เข้าร่วม 9,635 คน และจากการประเมินผลผู้ป่วยที่เข้าโรงเรียนเบาหวานวิทยาครบตามหลักสูตร 7,505 คน มีผู้ป่วยที่โรคสงบ (DM Remission) 1,129 คน คิดเป็นร้อยละ 15.04 หยุดยาได้ 715 คน คิดเป็นร้อยละ 9.52 ปรับลดยาได้ 1,819 คน คิดเป็นร้อยละ 24.23 รับยาเท่าเดิม 3,505 คน คิดเป็นร้อยละ 46.96 มีเพียง 339 คน คิดเป็นร้อยละ 4.52 ที่รับยาเพิ่ม ช่วยลดค่ายาได้ถึง 31,612,000 บาทต่อปี ส่วนในเขตสุขภาพที่ 11 จากการจัดทำโครงการ “NCDs หายได้ที่เขตสุขภาพที่ 11” ผู้ป่วยเข้าร่วม 27,203 คน มีผู้ป่วยโรคสงบ 1,305 คน หยุดยาได้ 787 คน ปรับลดยาได้ 3,471 คน และ ลดน้ำหนักได้รวม 8,609 กิโลกรัม ช่วยลดค่ายาได้ถึง 1,034,832 บาทต่อปี
นพ.ภูวเดช กล่าวว่า สำหรับการจัดตั้งหน่วยบริการตามนโยบายฯ ปัจจุบันมีคลินิก NCDs รักษาหาย สำหรับรักษาผู้ป่วย ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพ ในโรงพยาบาลศูนย์/โรงพยาบาลทั่วไปแล้ว 131 แห่ง จาก 134 แห่ง โรงพยาบาลชุมชน 563 แห่ง จาก 770 แห่ง และ รพ.สต. 2,343 แห่ง จาก 4,794 แห่ง, มีศูนย์คนไทยห่างไกล NCDs ช่วยประเมินสุขภาพ ส่งต่อผู้ป่วยเข้าระบบรักษาในคลินิก NCDs รวมถึงดูแลกลุ่มเสี่ยง/ผู้ป่วย ปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ในรพ.สต. 1,567 แห่ง จาก 7,256 แห่ง และมีศูนย์ป้องกันโรคติดต่อในชุมชน (NCDs Prevention Center) ในสำนักงานสาธารณสุขอำเภอครบทั้ง 878 แห่ง


