
เอไอ กับการจัดการที่ดิน
แก้ไข ยุติ ข้อพิพาท โปร่งใส และเป็นธรรม
ภารกิจสำคัญของสำนักงานคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ (สคทช.) คณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ (คทช.) และคณะอนุกรรมการภายใต้ คทช. ตลอดระยะเวลา 4 ปีที่ผ่านมา เรื่องหนึ่งที่ละเลยไม่ได้ คือ ต้องเร่งจัดทำแผนที่ที่ทันสมัยและใช้เทคโนโลยีเพื่อปรับปรุงแนวเขตที่ดินของ รัฐและแก้ปัญหาที่ดินทับซ้อน ยุติความขัดแย้งและแก้ไขข้อพิพาทเกี่ยวกับที่ดิน ทั้งระหว่างหน่วยงานภาครัฐด้วยกันและระหว่างภาครัฐและประชาชน

รวีวรรณ ภูริเดช
ทั้งนี้เพื่อสนับสนุนให้ประชาชนเข้าถึงสิทธิที่ดิน ที่อยู่อาศัยและที่ดินทำกินเพิ่มขึ้น ให้ทุกภาคส่วนได้มีความรู้ความเข้าใจอย่างกว้างขวางและทั่วถึง
โดยเมื่อเร็วๆ นี้ สคทช.จัดงานสัมมนายกระดับการบริหารจัดการที่ดินผ่านการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ (AI) 4 ปี สคทช. “Smart Land, Smart Future” เดินหน้าพัฒนาระบบการบริหารจัดการที่ดินฯ ควบคู่การส่งเสริม พัฒนาอาชีพและการเข้าถึงสาธารณูปโภคพื้นฐาน พร้อมเผยผลการดำเนินงานออกหนังสืออนุญาตแล้ว กว่า 2.7 ล้านไร่ จัดคนเข้าใช้ประโยชน์กว่า 9.1 หมื่นราย
นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรีฯ ที่กำกับดูแล สคทช. กล่าวว่า ในปัจจุบันเทคโนโลยีดิจิทัลมีอิทธิพลอย่างมากต่อการดำเนินงานของภาครัฐ ภาคธุรกิจ ตลอดจนการใช้ชีวิตของประชาชน การนำเทคโนโลยีดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาใช้ในการบริหารจัดการที่ดินของประเทศจึงเป็นการสร้างความทันสมัยและเสริมประสิทธิภาพการบริหารจัดการภาครัฐ ให้ทันกับกระแสการเปลี่ยนแปลงของโลกที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว อันจะก่อให้เกิดประโยชน์โดยตรงกับพี่น้องประชาชน
ทั้งนี้ การนำเทคโนโลยีดิจิทัลและ AI มาใช้ในการบริหารจัดการที่ดินของ สคทช. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งการนำเทคโนโลยี Blockchain มาใช้ในการปรับปรุงแผนที่แนวเขตที่ดินของรัฐแบบบูรณาการ มาตราส่วน 1 : 4000 หรือ One Map การปรับเปลี่ยนการจัดทำแผนที่แนบท้ายให้เป็นรูปแบบดิจิทัล การนำเทคโนโลยี AI และ Deep Learning มาพัฒนาประสิทธิภาพการพิสูจน์สิทธิในเขตที่ดินของรัฐ การใช้ Big data ในการจัดทำฐานข้อมูลกลางด้านที่ดินของประเทศ การติดตามผลการดำเนินงานตามนโยบายจัดที่ดินทำกินให้ชุมชน การจัดทำฐานข้อมูลที่ดินเพื่อรองรับการใช้กฎหมายว่าด้วยสินค้าที่ปลอดจากการตัดไม้ทำลายป่าของ EU หรือ EUDR การเสริมสร้างขีดความสามารถของประชาชนในการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลและข้อมูลข่าวสารในการผลิตและประกอบ ประกอบอาชีพผ่านการใช้ Internet of Things

เพื่อส่งเสริมการทำเกษตรอัจฉริยะ (Smart farming) และส่งเสริม การขายสินค้าและผลิตภัณฑ์ผ่านช่องทางออนไลน์ สิ่งเหล่านี้ล้วนตอบโจทย์นโยบายการพัฒนาดิจิทัลของรัฐบาลในการสร้างความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจโดยใช้เทคโนโลยีดิจิทัลและสร้างโอกาสทางสังคมอย่างเท่าเทียม ซึ่งรวมถึงการช่วยให้ประชาชนเข้าถึงปัจจัยพื้นฐานด้านไฟฟ้า ประปา โดยผ่านกระบวนการพิสูจน์สิทธิของ คทช. ที่นำเทคโนโลยีการอ่านภาพถ่ายดาวเทียมมาใช้ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างยั่งยืน
การนำเทคโนโลยีดิจิทัลและ AI มาใช้การบริหารจัดการที่ดินและทรัพยากรดิน เป็นการวางรากฐานที่จะก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงต่อโครงสร้างและกระบวนการทำงานที่จะเป็นประโยชน์กับประชาชนในวงกว้าง ทำให้ประชาชนสามารถเข้าถึง พัฒนา และใช้ประโยชน์จากสารสนเทศและบริการภาครัฐได้อย่างสะดวกและรวดเร็ว ซึ่งนอกจากจะช่วยแก้ปัญหาความ เหลื่อมล้ำด้านโอกาสและการเข้าถึงบริการของภาครัฐแล้ว ยังช่วยลดช่องว่างระหว่างผู้ที่สามารถเข้าถึงและใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีดิจิทัลกับผู้ที่ขาดโอกาสในการเข้าถึงและไม่สามารถใช้ประโยชน์จากไอซีทีได้

ด้าน ดร.รวีวรรณ ภูริเดช ผู้อำนวยการ สคทช. กล่าวว่า ตลอดระยะเวลา 4 ปีที่ผ่านมา สคทช.ได้ขับเคลื่อนวาระเร่งด่วนในการบริหารจัดการที่ดินเพื่อพัฒนาโครงสร้าง ระบบ กลไก จัดทำนโยบาย แผน มาตรการ และขับเคลื่อนนโยบายสำคัญในการบริหารจัดการที่ดินและทรัพยากรดินของประเทศ เพื่อสร้างการบูรณาการในการดำเนินงานระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยได้มีการนำเทคโนโลยีดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาประยุกต์ใช้ในการดำเนินงานการแก้ไขปัญหาด้านที่ดินทำกินให้กับประชาชน โดยมีผลการดำเนินงานที่สำคัญ ประกอบด้วย การปรับปรุงแผนที่แนวเขตที่ดินของรัฐแบบบูรณาการ มาตราส่วน 1:4000 (One Map) เพื่อลดปัญหาการทับซ้อนของแนวเขตที่ดินของรัฐภายใต้หลักการ One Land, One Law ซึ่งได้ดำเนินการแล้วเสร็จและคณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบแล้วใน 4 กลุ่ม รวมทั้งสิ้น 44 จังหวัด

ขณะที่กลุ่มที่ 5 ได้ผ่านการเห็นชอบของ คทช.แล้ว อยู่ระหว่างการเสนอต่อคณะรัฐมนตรีพิจารณา และยังได้มีการปรับปรุงแนวเขตที่ดินของรัฐและแก้ไขปัญหาที่ดินทำกินของราษฎรตามข้อสั่งการของนายกรัฐมนตรี
ดร.รวีวรรณ กล่าวว่า กรณีพื้นที่นิคมสร้างตนเองลำน้ำน่าน อำเภอท่าปลา จังหวัดอุตรดิตถ์ ให้แก่ราษฎรที่ได้รับผลกระทบจากการก่อสร้างเขื่อนสิริกิติ์ ซึ่งมีปัญหาความขัดแย้งมายาวนานกว่า 50 ปี การพิสูจน์สิทธิในที่ดินของรัฐและการอ่านแปลภาพถ่ายทางอากาศ ในปีงบประมาณ 2567 สามารถแก้ปัญหาได้ข้อยุติใน 1,050 ราย จำนวน 1,071 แปลง เนื้อที่ ประมาณ 6,850 ไร่ และได้มีการส่งไปอ่านแปล ตีความภาพถ่ายทางอากาศ จำนวน 373 ราย จำนวน 404 แปลง
สำหรับการจัดที่ดินทำกินให้ชุมชนตามนโยบายรัฐบาล ตามหลักเกณฑ์ที่ คทช.กำหนด โดยให้หนังสืออนุญาตทำกินและสามารถตกทอดสู่ทายาทได้ ซึ่งได้มีการกำหนดพื้นที่เป้าหมายทั้งสิ้น 1,594 พื้นที่ ในเนื้อที่ 5.92 ล้านไร่ มีการออกหนังสือ อนุญาตแล้วประมาณ 2.7 ล้านไร่ และมีการจัดคนเข้าใช้ประโยชน์ในที่ดินแล้วประมาณ 92,000 ราย และส่งเสริมพัฒนาอาชีพแล้วกว่า 350 พื้นที่ ใน 68 จังหวัด รวมถึงการพัฒนาระบบฐานข้อมูลกลางด้านที่ดินและทรัพยากรดิน ของประเทศ (Big Data Platform) และการจัดตั้งศูนย์บริหารจัดการและแก้ไขปัญหาเรื่องร้องทุกข์ที่ดินและทรัพยากร ดิน ในรูปแบบ e-Petitions และผ่าน Application “ทางรัฐ”

“สคทช.มีเป้าหมายที่จะเดินหน้าขับเคลื่อนภารกิจโดยนำเทคโนโลยีดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาประยุกต์ใช้ในการดำเนินงานเพื่อให้เกิดความโปร่งใส เป็นธรรม สะดวกและรวดเร็ว ในการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อน ด้านที่ดินทำกินที่อยู่อาศัยให้แก่ประชาชนอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ ยังได้เร่งรัดขับเคลื่อนแนวทางการสร้างมูลค่าที่ดินที่รัฐ จัดให้กับประชาชน เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนสามารถนำสมุดประจำตัวผู้ได้รับอนุญาตให้อยู่อาศัยในพื้นที่ คทช. เป็นหลักประกันในการเข้าถึงแหล่งทุนของรัฐในการประกอบอาชีพได้ รวมทั้ง การเร่งรัดผลักดันให้ความช่วยเหลือประชาชนที่ อยู่อาศัยในเขตที่ดินของรัฐให้เข้าถึงสาธารณูปโภคไฟฟ้า ประปา เพื่อให้ประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดีอย่างยั่งยืนต่อไป” ดร.รวีวรรณกล่าว

