‘สมศักดิ์-เดชอิศม์’ เช็กผลเชื่อมข้อมูลสุขภาพ ม.อ. ปลื้ม!หมอเข้าถึงข้อมูล เผย รพ.ร่วมหมื่นแห่ง

17.02.25 | 13:03 น.

‘สมศักดิ์-เดชอิศม์’ เช็กผลเชื่อมข้อมูลสุขภาพ ม.อ. ปลื้ม!หมอเข้าถึงข้อมูล เผย รพ.ร่วมหมื่นแห่ง

วันนี้ (17 กุมภาพันธ์ 2568) ที่คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (ม.อ.) จ.สงขลา นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) พร้อมด้วย นายเดชอิศม์ ขาวทอง รัฐมนตรีช่วยว่าการ สธ. นพ.โอภาส การย์กวินพงศ์ ปลัด สธ. ลงพื้นที่ติดตามความก้าวหน้าของโครงการเชื่อมโยงและแบ่งปันข้อมูลสุขภาพ ระหว่าง สธ.กับ ม.อ.โดยมี ผศ.นิวัติ แก้วประดับ อธิการบดี ม.อ. และคณะผู้บริหาร ให้การต้อนรับ

นายสมศักดิ์ เปิดเผยว่า สธ.มุ่งพัฒนาระบบสุขภาพดิจิทัลอย่างต่อเนื่อง ผ่าน Digital Health Platform ของสธ. อาทิ “หมอพร้อม”, “MOPH Refer”, และ “Imaging HUB” เพื่อยกระดับระบบสาธารณสุขไทยให้ก้าวสู่ยุคดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบ โดยการเชื่อมโยงข้อมูลสุขภาพในครั้งนี้เป็นไปตามกรอบธรรมาภิบาลและมาตรการด้านความปลอดภัยของข้อมูลส่วนบุคคล เพื่อประโยชน์ในการเข้าถึงบริการด้านสาธารณสุขอย่างไร้รอยต่อ ปัจจุบันมีหน่วยบริการทั่วประเทศเชื่อมโยงระเบียนประวัติสุขภาพอิเล็กทรอนิกส์ส่วนบุคคล (PHR) แล้วทั้งสิ้น 10,435 แห่ง โดยในส่วนของ ม.อ. มีการลงนามข้อตกลงการแบ่งปันข้อมูลสุขภาพส่วนบุคคล (Data Sharing Agreement : DSA) ร่วมกับ สธ. เมื่อวันที่ 16 มกราคม 2568 ทำให้เกิดการเชื่อมโยงข้อมูลที่สำคัญและจำเป็นในการรักษา ระหว่างโรงพยาบาล (รพ.) สงขลานครินทร์ สังกัด ม.อ. กับโรงพยาบาลสังกัดสธ. บุคลากรการแพทย์ของทั้งสองส่วน สามารถเข้าถึงข้อมูลผ่านการยืนยันตัวตนตามมาตรฐานปลอดภัยระดับสูงสุด เกิดระบบตรวจสอบประวัติผู้ป่วยได้รวดเร็ว นำไปสู่การวินิจฉัยโรคและวางแผนการรักษาได้อย่างแม่นยำและปลอดภัย ช่วยลดความซ้ำซ้อนในการทำงาน รวมทั้งนำไปใช้ในการพัฒนาการให้บริการด้านสุขภาพที่ดียิ่งขึ้น

Advertisement

“การเชื่อมโยงข้อมูลสุขภาพผ่านระบบต่างๆ ช่วยให้แพทย์สามารถส่งต่อผู้ป่วยด้วยใบส่งตัวอิเล็กทรอนิกส์และเข้าถึงข้อมูลสุขภาพผ่านระบบออนไลน์ ซึ่งตอบโจทย์ความต้องการด้านบริการสุขภาพในยุคปัจจุบัน ที่เน้นความสะดวกและมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ ยังช่วยให้ประชาชนในพื้นที่ภาคใต้เขตสุขภาพที่ 12 ซึ่งมีผู้ใช้งานแอพพลิเคชั่นหมอพร้อม 1,648,375 คน สามารถรับรู้ข้อมูลสุขภาพในการเข้ารับบริการกับหน่วยบริการสาธารณสุขจากโทรศัพท์มือถือของตนเอง” นายสมศักดิ์ กล่าว

ด้านนายเดชอิศม์ กล่าวว่า คณะแพทยศาสตร์ ม.อ.เป็นสถาบันการแพทย์ชั้นนำของภาคใต้ มีบทบาทสำคัญในการผลิตบุคลากรทางการแพทย์ และเป็นศูนย์กลางองค์ความรู้ด้านสุขภาพ ความร่วมมือกับ สธ.ในครั้งนี้ ไม่เพียงแต่จะช่วยช่วยเพิ่มศักยภาพของระบบสุขภาพ แต่ยังลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงบริการ และเป็นตัวอย่างความร่วมมือระหว่างองค์กรต่างกระทรวง นำไปสู่การต่อยอดความร่วมมือของภาคีเครือข่ายทั้งภาครัฐและเอกชน เสริมสร้างระบบบริการสุขภาพให้แก่ประชาชนชาวใต้และในภูมิภาคต่างๆ ได้ดียิ่งขึ้น และจะเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญในการพัฒนาเพื่อยกระดับและสร้างเครือข่ายการบริการสาธารณสุขของประเทศไทย
ให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้นต่อไป

“ความร่วมมือครั้งนี้ เป็นก้าวสำคัญในการพัฒนาระบบสุขภาพของไทยให้ก้าวสู่มาตรฐานระดับสากล และเป็นต้นแบบของการเชื่อมโยงข้อมูลสุขภาพที่สามารถขยายผลไปยังพื้นที่อื่นๆ ได้ในอนาคต” นายเดชอิศม์ กล่าว

ด้าน ผศ.นพ.กิตติพงศ์ เรียบร้อย คณบดีคณะแพทยศาสตร์ ม.อ. กล่าวถึงการเชื่อมโยงข้อมูลสุขภาพในครั้งนี้ ว่า คณะแพทยศาสตร์มีบทบาทในการศึกษา ออกแบบระบบ รวมทั้งสนับสนุนงานด้านสาธารณสุข การแพทย์ การวิจัย ตลอดจนให้คำปรึกษาและประมวลผลข้อมูลบริการด้านสาธารณสุขในระดับภูมิภาค โดยมีการประสานและดำเนินงานร่วมกันกับหน่วยงานสำคัญในพื้นที่ ได้แก่ สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด (สสจ.) สงขลา องค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) สงขลา และ รพ.กรุงเทพหาดใหญ่ โดยคณะทำงานร่วมกันการออกแบบและพัฒนาระบบเชื่อมโยงข้อมูล เพื่อให้หน่วยงานใน สธ. และหน่วยงานส่วนอื่นที่เกี่ยวข้องสามารถใช้ประโยชน์จากข้อมูลสุขภาพและข้อมูลที่เกี่ยวข้องได้อย่างถูกต้องและมีประสิทธิภาพ ภายใต้มาตรการรักษาความมั่นคงปลอดภัยในการบริหารจัดการข้อมูลและสอดคล้องกับกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ด้วยความมุ่งมั่นและตั้งใจในการยกระดับการบริการด้านสาธารณสุข เพื่อให้ผู้ป่วยได้รับการบริการที่สะดวก รวดเร็วมากขึ้น และปลอดภัยสูงสุด ลดภาระและระยะเวลาที่จะต้องขอประวัติการรักษาจากโรงพยาบาลเดิม ลดค่าใช้จ่ายในการเดินทาง เมื่อผู้ป่วยต้องการรับการรักษาจากโรงพยาบาลอื่นๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีที่เกิดอุบัติเหตุหรือเจ็บป่วยฉุกเฉิน ทีมแพทย์และผู้ให้การรักษาจะทราบข้อมูลรวมถึงประวัติการรักษาเดิมของผู้ป่วย ทำให้สามารถรักษาและช่วยชีวิตผู้ป่วยได้อย่างทันท่วงที

“ในส่วนของแพทย์ ระบบข้อมูลสุขภาพนี้ช่วยให้แพทย์ทราบประวัติ อาการของโรค และยาที่ผู้ป่วยเคยได้รับ ซึ่งข้อมูลเหล่านี้ มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการวินิจฉัยและการรักษา โดยเฉพาะในกรณีที่ผู้ป่วยไม่สามารถให้ข้อมูลแก่แพทย์ได้อย่างครบถ้วน อาจไม่ทราบว่าตนเองเป็นโรคอะไร และรับประทานยาอะไรอยู่บ้าง ดังนั้นการเชื่อมโยงและแบ่งปันข้อมูลสาธารณสุขระหว่าง สธ. กับ คณะแพทยศาสตร์ ม.อ.ในครั้งนี้ ย่อมเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการพัฒนาระบบสุขภาพของประเทศไทยต่อไปในอนาคต” ผศ.นพ.กิตติพงศ์ กล่าว