‘เดชา พฤกษ์พัฒนรักษ์’ เปิดแผนปรับองค์กร แก้อุปสรรคพัฒนาแรงงาน

19.02.25 | 16:35 น.

หมายเหตุ – นายเดชา พฤกษ์พัฒนรักษ์ อธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน (กพร.) กระทรวงแรงงาน ให้สัมภาษณ์ “มติชน” ถึงแนวคิดและนโยบายการทำงานในปี 2568 ในระยะเวลาไม่ถึง 1 ปี ก่อนจะเกษียณอายุราชการ

แม้จะมีเวลาทำงานในตำแหน่งอธิบดีไม่มาก แต่ผมมุ่งมั่น ตั้งใจ ที่จะปรับเปลี่ยนองค์กรให้ทันสมัย นำระบบเทคโนโลยีเข้ามาช่วยทำงาน เริ่มจากการพัฒนาศักยภาพด้านดิจิทัลให้กับคนในองค์กรก่อน ซึ่งได้เริ่มดำเนินการแล้ว 1 รุ่น จากเป้าหมาย 4 รุ่น โดยเบื้องต้น มีครูต้นแบบ 150 คน และพร้อมสนับสนุนให้ครูต้นแบบขยายผล ถ่ายทอดองค์ความรู้ให้บุคลากรในหน่วยงานของรัฐอื่นๆ ด้วย

อีกหนึ่งสิ่งที่สำคัญคือ ต้องปรับแก้กฎหมายที่เป็นข้อจำกัด เช่น เสนอปรับแก้ระเบียบในการใช้จ่ายเงินกองทุนพัฒนาฝีมือแรงงาน ซึ่ง ณ ปัจจุบันมีเงินสะสมอยู่ที่ 1,200 ล้านบาท แต่นำไปใช้สำหรับการพัฒนาศักยภาพของเจ้าหน้าที่กองทุนเท่านั้น จึงเตรียมแก้ระเบียบให้สามารถนำเงินไปลงทุนซื้อพันธบัตร หรือฝากธนาคารของรัฐ เพื่อสร้างผลตอบแทน และสามารถนำเงินไปจัดฝึกอบรมให้กับประชาชนที่ลงทะเบียนฝึกอบรมพัฒนาทักษะแรงงานไม่ทัน ซึ่งจะเป็นการต่อยอดโครงการเดิมที่มีอยู่แล้ว เนื่องจากพบปัญหาที่ผ่านมา คือ เมื่อเปิดรับสมัครเพียงเวลาไม่นาน พบว่าคนสมัครเต็มจำนวน ซึ่งจำกัดหลักสูตรละ 20-30 คนเท่านั้น ทำให้ประชาชนที่ตั้งใจจะเข้าฝึกอบรมเสียโอกาส “หากปรับแก้ระเบียบนี้แล้ว ต่อไปคนที่อยากฝึกต้องได้ฝึก หากมีผู้สมัครเข้ามาเกินจำนวนที่เปิดรับต้องได้ฝึกทุกคน และหากผู้ที่สมัครแล้วมาฝึกไม่ครบหลักสูตร หรือไม่ครบวันที่กำหนด จะถูกขึ้นแบล๊กลิสต์ไว้ รวมถึงต้องสามารถสุ่มตรวจได้ว่าฝึกจริงหรือไม่ ซึ่งเบื้องต้นคณะกรรมการกองทุนเห็นด้วยกับการดำเนินการดังกล่าว”

นอกจากนี้ จะเสนอให้นำเงินกองทุนสามารถนำไปใช้ในการสนับสนุนการแข่งขันฝีมือแรงงาน จากงบประมาณที่มีจำกัด ทำให้ประเทศไทยสามารถส่งเยาวชนไปแข่งขันได้ประมาณ 10 สาขา ขณะที่หลายประเทศส่งแข่งขันถึง 50 สาขา จึงต้องมีการจัดระบบใหม่ โดยจัดให้มีเวทีการแข่งขันตั้งแต่อายุยังน้อย เพื่อกระตุ้นให้เกิดการพัฒนาฝีมือ จากนั้นต้องประเมินผลลัพธ์ในการใช้จ่ายงบประมาณว่าคุ้มค่าหรือไม่

ขณะที่การฝึกอบรมสร้างทักษะอาชีพให้กับคนพิการ ทุกปีมีงบประมาณจำกัด สามารถจัดฝึกอบรมทั่วประเทศได้เพียง 600 คนเท่านั้น แต่ปี 2568 ได้ประสานความร่วมมือกับกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ยินดีสนับสนุนงบประมาณ จำนวน 22 ล้านบาท เพื่อนำมาจัดฝึกอบรมให้คนพิการได้อย่างทั่วถึง ในหลักสูตรที่คนพิการต้องการ และสามารถนำไปต่อยอดประกอบอาชีพ สร้างรายได้ และพัฒนาคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น การริเริ่มครั้งนี้ถือเป็นจุดเริ่มต้นและจะเป็นความร่วมมือในระยะยาวต่อไป รวมถึงจะเร่งฝึกอบรมเสริมทักษะฝีมือให้กับผู้สูงอายุ ในงานที่ไม่ซับซ้อน และเป็นทักษะที่สถานประกอบการต้องการ หลังฝึกเสร็จสิ้นก็จะประสานให้เข้าทำงานต่อไป

Advertisement

“ส่วนทักษะที่จะเน้นฝึกอบรมในปีนี้ คือความรู้เบื้องต้นด้านรถยนต์ EV และรถยนต์ไฮบริด เช่น เวลาเกิดอุบัติเหตุกับรถยนต์ EV วิธีช่วยเหลือที่ปลอดภัยจากกระแสไฟฟ้าควรทำอย่างไร โดยจะจัดฝึกอบรมให้กับอาสาสมัครป่อเต็กตึ๊งและอาสาสมัครร่วมกตัญญู จากนั้นจัดทำคลิปเผยแพร่ในหน่วยกู้ภัยทั่วประเทศ”

นอกจากนี้ ยังเตรียมจัดฝึกอบรมให้กับผู้ขับขี่รถโดยสารสาธารณะ ถอดบทเรียนจากกรณีเด็กนักเรียนไปทัศนศึกษาแล้วเกิดเหตุบนรถโดยสาร ส่งผลต่อชีวิตเด็กจำนวนมาก โดยจะร่วมมือกับสมาคมขนส่งทางบกแห่งประเทศไทย และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) ที่มีความเชี่ยวชาญด้านนี้ ในการจัดฝึกอบรมความปลอดภัยในรถโดยสาร โดยเฉพาะการขับขี่ปลอดภัย การบำรุงรักษารถ เพื่อลดเหตุที่จะเกิดขึ้น รวมถึงส่งเสริมให้คนเรียนรู้เพิ่มทักษะเรื่อง AI และเทคโนโลยีด้วย

ขณะเดียวกัน ยังมีแนวคิดเรื่องนำร่องลดค่าต่ออายุหนังสือรับรองความรู้ความสามารถ (Certification) ให้กับช่างไฟฟ้าภายในอาคาร จากเดิม 1,000 บาท ในทุก 5 ปี เหลือเพียง 1 บาท เบื้องต้นจะนำร่องในปีแรกก่อนเพื่อประเมินผลลัพธ์ เนื่องจากปัจจุบันช่างไฟฟ้าที่มีหนังสือรับรองมีประมาณ 100,000 คน ในจำนวนนี้มี 50,000 คน เลือกไม่ต่อหนังสือรับรอง พร้อมกันนี้ต้องปรับแบบทดสอบใหม่ให้ทันสมัยยิ่งขึ้น แต่ยังคงเก็บอัตราเดิมสำหรับการทดสอบความรู้ความสามารถในครั้งแรก คือ 1,000 บาท

นอกจากนี้ ยังมีแนวคิดที่จะทำระบบทดสอบความรู้ความสามารถด้านไอที และการสอบวัดระดับด้านภาษาอังกฤษ ในลักษณะ TOEIC, TOEFL เพื่อใช้เป็นหลักเกณฑ์คัดคนเข้าทำงานในระบบราชการ ค่าสอบประเมินเพียง 100 บาท ตามมาตรฐานของ กพร. และจะเปิดศูนย์ทดสอบในจังหวัดต่างๆ เพื่ออำนวยความสะดวก

“กระบวนการทั้งหมดข้างต้นคาดว่าจะเริ่มต้นดำเนินการให้ได้ภายในปีนี้ ระหว่างที่ผมดำรงตำแหน่งอธิบดี กพร. ซึ่งมั่นใจว่าข้าราชการภายใต้กระทรวงแรงงานจะสานต่อเพื่อประโยชน์ของประชาชนคนไทยและพี่น้องผู้ใช้แรงงานอย่างแน่นอน” นายเดชา กล่าว