รักชนก แนะยกสิทธิรักษาพยาบาลให้สปสช. ดูแล พิพัฒน์ โต้บอร์ดฯ ต้องมาจากหลายฝ่าย ชี้ไปดูงานตปท. ได้ประโยชน์ ไอซ์ ท้วงสปส. ใช้งบทำปฏิทิน ควรถูกลงกว่านี้ ‘พิพัฒน์’ เผยอยู่ระหว่างเปิดรับฟังประชาชน ยินดีกลับไปตรวจสอบ
เมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน พร้อมด้วย น.ส.รักชนก ศรีนอก ส.ส.กทม.พรรคประชาชน ได้ให้สัมภาษณ์ผ่านรายการ “กรรมกรข่าว คุยนอกจอ” ถึงประเด็นคำถามการทำงานของสำนักงานประกันสังคม (สปส.) ซึ่งเป็นการพบกันครั้งแรกของทั้ง 2 คน
น.ส. รักชนก กล่าวถึงประเด็นคำถามการสังเกตเทียบเคียงสิทธิประโยชน์ของประกันสังคมและบัตรทองของสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปส.)ว่า สปส. เคยไปชี้วัดความพึงพอใจในผู้ใช้ประกันสังคมหรือไม่ จึงอยากเสนอให้มีสัดส่วนของฝ่ายผู้ประกันตน ที่มาจากประชาชนในคณะกรรมการการแพทย์ กองทุนประกันสังคม (บอร์ดแพทย์ประกันสังคม) ที่ไม่เคยมีมาก่อน
นายพิพัฒน์ กล่าวว่า ตนได้หารือกับทาง สปส. มาโดยตลอดว่า ขณะนี้มีผู้ประกันตนเข้ามาวิพากษ์วิจารณ์มาพอสมควร พวกเราต้องรีบแก้ปัญหา ไม่ใช่พวกเราไม่คุยกัน แต่การแก้ปัญหาตรงนี้ ไม่ใช่แก้วันนี้และจะจบวันนี้ การแก้ปัญหาโดยเฉพาะการเข้าถึงการดูแลรักษาพยาบาล นอกเหนือจากการเข้าไปพบแพทย์ที่โรงพยาบาล (รพ.) มันควรจะมีสิ่งอำนวยความสะดวกให้กับผู้ประกันตนว่า หากรพ. ไม่ว่าง จะมีช่องทางอื่น หรือตู้คีออสที่เราไปตรวจสอบสุขภาพของเราเองได้หรือไม่ เรามีแพทย์ที่พร้อมจะให้คำปรึกษากับผู้ประกันตนหรือไม่ เราพูดคุยกันตลอดเวลา ซึ่งบอร์ดแพทย์นำเสนอว่า เรากำลังจัดซื้อจัดจ้าง เพื่อให้เกิดความสะดวกที่สุด

“อะไรที่ของเขา (บัตรทอง) ดีกว่า ผมไม่อายที่จะบอกว่าขอเลียนแบบ อะไรที่คิดว่าดีก็นำมาปรับใช้ ผมจี้ไปที่บอร์ดแพทย์เลยว่า อันนี้ของเขาดีทำไมเราไม่ทำ แต่บอร์ดแพทย์ก็กำลังดำเนินการด้านนี้อยู่ ซึ่ง อย่าไปอาย ทุกอย่างต้องมีครู ถ้าครูเป็นครูที่ดี ก็ขอให้ตามแบบที่สอนเถอะ แต่ผมให้นโยบายไม่ได้ เพราะไม่มีสิทธิเข้าไปนั่งในที่ประชุม แต่เราให้นโยบายโดยเชิญคณะกรรมการในแต่ละชุดเข้ามาพูดคุยกันได้” นายพิพัฒน์ กล่าว
นายพิพัฒน์ กล่าวถึงประเด็นการที่มีตัวแทนจากรพ. เอกชนเป็นกรรมการในบอร์ดแพทย์ว่า ในส่วนของกรรมการที่มาจากรพ. เอกชน ต้องบอกว่าเราควรจะมีตัวแทนอย่างน้อย 1 คนที่เข้ามาเป็นเสียงสะท้อน ไม่ใช่เสียงเด็ดขาด เขาเข้ามาเพื่อสะท้อนปัญหาของเขา ซึ่งรพ. เอกชนที่เป็นเครือข่ายของประกันสังคม ก็มีปัญหาเงินไม่พอ จะออกเป็นคู่สัญญาของประกันสังคม จึงควรเอาผู้เชี่ยวชาญหรือแพทย์เข้ามาเป็นหลัก ซึ่งแน่นอนทางประกันสังคมก้าวหน้าส่งตัวแทนเข้ามาได้แต่ขอให้ส่งเป็นแพทย์เข้ามา เพราะเราต้องการคนที่มีความรู้จริงๆ
ด้านของ น.ส. รักชนก กล่าวต่ออีกว่า เมื่อเทียบกันในโครงสร้างบอร์ดแพทย์ของสปสช. มีกรรมการที่เชี่ยวชาญด้านสิทธิ และรับฟังเสียงเรียกร้องจากประชาชน จึงอยากขอเสนอให้กรรมการในบอร์ดแพทย์สปสช. ที่สู้เรื่องสิทธิ และมีความเชี่ยวชาญและวิชาชีพเรื่องบัตรทอง เข้ามาอยู่ในบอร์ดแพทย์ประกันสังคม หรือเป็นการยกการรักษาพยาบาลหรือการแพทย์ เป็นหน้าที่ของ สปสช. เลย ซึ่งเป็นเรื่องที่มีมานานแล้ว
นายพิพัฒน์ กล่าวว่า ไม่ใช่ทางประกันสังคมไม่มีกรรมการที่มาจากสปสช. เลย แต่การที่เราจะไปนำกรรมการของสปสช. มา เราก็ไม่กล้าละลาบละล้วงเพราะเป็นเรื่องของกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) แต่ตรงนี้เป็นเรื่องของประกันสังคม เพราะฉะนั้น สปส. ควรจะได้สิทธิในการคัดเลือกกรรมการของตัวเอง ซึ่งกรรมการก็ควรมาจากหลายๆฝ่าย
“การที่จะมองมุมให้กว้างที่สุด ควรจะเชิญคนจากหลากหลายหน่วยงาน เข้ามาเป็นคณะกรรมการฯ แต่ขอให้เป็นผู้เชี่ยวชาญ เป็นแพทย์ หรือขอให้มีความรู้ความเข้าใจ ในเรื่องการพัฒนาการรักษาพยาบาลของผู้ประกันตน บอร์ดแพทย์เองจำเป็นต้องมีเหตุจำเป็นต้องออกไปดูงานต่างประเทศ เพื่อดูความก้าวหน้าในบางสาขา เพราะฉะนั้น อะไรที่เราด้อย ควรจะไปศึกษาและเข้ามาเติมเต็มในประกันสังคม ผมไม่เคยบอกเลยว่า การที่บอร์ดแพทย์ฯ ไปดูงานต่างประเทศเป็นสิ่งที่ไม่ดี หรือไม่ว่าจะเป็นบอร์ดไหน กระทรวงไหน การไปดูงานต่างประเทศล้วนแต่เอาสิ่งที่ดีๆ กลับมาเพื่อพัฒนาประเทศไทย“ นายพิพัฒน์กล่าว

ต่อมา น.ส. รักชนก กล่าวถึงประเด็นการใช้งบประมาณทำปฏิทินของสำนักงานประกันสังคม (สปส.) ว่า สิ่งที่สปส. กำลังประชาสัมพันธ์โดยการแจกของต่างๆนั้น ซึ่งสามารถดูสิทธิประโยชน์ได้ ไม่ได้บอกว่าเป็นเรื่องที่ดีหรือไม่ดี แต่การใช้งบประมาณทำปฏิทินปีละ 70 ล้านบาท และใช้วิธีการจัดซื้อจัดจ้างแบบเฉพาะเจาะจง และปฏิทินที่ทำทุกวันนี้ หากทำระดับ 4 ล้านชิ้น ควรได้ราคาที่ถูกกว่านี้ จึงตั้งคำถามว่า งบประมาณแบบนี้ คุ้มค่าหรือไม่
นายพิพัฒน์ กล่าวว่า จากการที่ตนเข้ามาเป็นรมว. ปีนึงใช้งบประมาณในส่วนนี้ราว 55 ล้านบาท แต่ส่วนย้อนหลังตนไม่ทราบ แต่สิ่งเหล่านี้เป็นสิทธิประโยชน์ต่างๆที่ผู้ประกันจะได้รับ ท่านไม่จำเป็นต้องดูในโทรศัพท์ สามารถดูได้ในปฏิทิน โดยเฉพาะแบบตั้งโต๊ะจะมีสิทธิประโยชน์ให้เห็น ส่วนปฏิทินแบบแขวน มีคิวอาร์โค้ดที่สามารถสแกนเพื่อดูสิทธิประโยชน์ได้เลย
นายพิพัฒน์ กล่าวอีกว่า ขณะนี้เรากำลังทำประชาวิจารณ์กับผู้ประกันตนว่า สุดท้ายแล้วระบบปฏิทินยังจะเอาหรือไม่ สำหรับปีถัดๆไป หากยังเอาอยู่ ก็จะทำให้ต่อไป แต่หากเสียงออกมาไม่เอา เราก็จะยกเลิก และประหยัดงบก้อนนี้ นำไปประชาสัมพันธ์ในด้านอื่น โดยสปส. จะต้องมีการประชาสัมพันธ์และสื่อสารให้ผู้ประกันตนได้ทราบถึงสิทธิประโยชน์อะไรบ้าง

“สิ่งเหล่านี้เราได้ทำมาตั้งแต่ก่อนเริ่มมีการตั้งคำถามแล้ว เพราะต้องเตรียมความพร้อมมาก่อน 1 ปี และทุกสิ่งสามารถตรวจสอบกลับไปได้อยู่แล้ว แต่เราไม่สามารถทราบได้ว่าเบื้องหลังจะมีการฮั้วหรือไม่ เพราะทำเป็นแบบรัฐต่อรัฐ จึงต้องขอกลับไปดูว่าการที่ประมูลนั้นได้ราคาถูกกว่านี้หรือแพงกว่านี้ เราจะนำมาเป็นข้อมูลพิจารณารับไปตรวจสอบ นำไปทำงานในไปถัดไป” นายพิพัฒน์ กล่าว
นายพิพัฒน์ กล่าวอีกว่า ปกติแล้วเราจะไปออกบูธเพื่อประชาสัมพันธ์และแจกของประชาสัมพันธ์เหล่านั้น เพื่อเชิญชวนให้ผู้ประกอบอาชีพอิสระ มาเข้าเป็นผู้ประกันตนในมาตรา 40
ขณะที่น.ส. รักชนก กล่าวเสริมว่า การประชาสัมพันธ์มีหลากหลายรูปแบบ ไม่ได้อยากจะบอกให้ยกเลิก เห็นด้วยในสิ่งที่ควรจะทำซึ่งเป็นเรื่องที่ดีต่อผู้ประกันตน แต่สิ่งที่อยากจะบอกคือ การที่ท่านใช้เงินของผู้ประกันตนทำอะไร ช่วยดูของที่มันถูกที่สุดได้ไหม




