หมอชี้ ฉีดโบท็อกซ์-ฟิลเลอร์-รับวิตามิน บริจาคเลือดได้ตามปกติ

24.02.25 | 09:58 น.

หมอชี้ ฉีดโบท็อกซ์-ฟิลเลอร์-รับวิตามิน  สามารถบริจาค ได้ตามปกติ แนะเว้นระยะ1-7วันป้องกันอาการแทรกซ้อน

กรณีในโลกโซเชียล มีการพูดคุยกันในประเด็น ผู้ที่ไปทำโบท็อกซ์ หรือ รับวิตามิน โดยผ่านสายน้ำเกลือ สามารถบริจาคเลือดได้หรือไม่ เพราะหลายครั้ง ที่ไปบริจาคเลือดด แล้ว มีการซักประวัติ เมื่อทราบว่าผู้ประสงค์จะบริจาค ไปฉีด โบทูลินัมท็อกซิน หรือทำโบท็อกซ์ หรือกระทั่งการฝังเข็มรักษาโรค รวมทั้งการรับวิตามินผ่านทางการให้น้ำเกลือไม่สามารถบริจาคโลหิตได้ โดยต้องเว้นยะยะถึง 4 เดือน จึงจะสามารถบริจาคโลหิตได้เหมือนคนทั่วไป ทำให้ปริมาณคนบริจาคโลหิตลดลงอย่างมากนั้น

วันที่ 24 กุมภาพันธ์ น.พ.ฆนัท ครุธกูล อายุแพทย์ นายกสมาคมสมาพันธ์ผู้สูงอายุแห่งประเทศไทย โพสต์เรื่องนี้ ในเพจ คุยกับหมอฆนัท ว่า โดยทั่วไป คนที่ฉีดโบทูลินัมท็อกซิน (โบท็อกซ์) ฉีดฟิลเลอร์ หรือให้วิตามินสามารถบริจาคโลหิตได้เหมือนคนปกติ โดยไม่มีข้อเสียหรือความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญ ต่อคุณภาพของเลือดที่นำไปใช้ แต่ยังมีประเด็นที่ควรพิจารณา คือ

1. โบทูลินัมท็อกซิน (โบท็อกซ์) และฟิลเลอร์ไม่มีผลต่อคุณภาพเลือดทั้งนี้ สารโบทูลินัมท็อกซินเป็นโปรตีนที่ออกฤทธิ์เฉพาะบริเวณที่ฉีดและไม่เข้าสู่กระแสเลือดในปริมาณที่มีผลกระทบต่อผู้รับบริจาค

ทั้งนี้ ช่วงเวลาหลังฉีด: บางหน่วยงานแนะนำให้เว้น อย่างน้อย 24 ชั่วโมง – 1 สัปดาห์ หลังฉีดโบท็อกซ์ก่อนบริจาคเลือด เพื่อสังเกตภาวะแทรกซ้อน และอาการแพ้ รวมทั้งรอให้ร่างกายฟื้นตัวก่อน ดังนั้น จึงไม่มีผลต่อคุณภาพของเลือดโดยตรง

Advertisement

2. วิตามินและอาหารเสริม  ไม่มีผลกระทบต่อคุณภาพเลือด: วิตามินและอาหารเสริมทั่วไป (เช่น วิตามินซี วิตามินบี ธาตุเหล็ก) ไม่ได้ทำให้เลือดมีคุณสมบัติต่างจากคนปกติ  อาจเป็นข้อดี: หากได้รับสารอาหารที่เพียงพอ เช่น ธาตุเหล็กและโฟเลต อาจช่วยให้การฟื้นตัวของร่างกายหลังบริจาคโลหิตดีขึ้น แต่ ข้อควรระวังคือวิตามินบางชนิด เช่น วิตามินเอ (ในปริมาณสูง) หรืออาหารเสริมที่มีส่วนผสมของฮอร์โมน ดังนั้นหากรับประทานควรปรึกษาแพทย์ก่อน

น.พ.ฆนัท กล่าวว่า โดยสรุป  ไม่มีความแตกต่างด้านคุณภาพของเลือด ระหว่างคนที่ฉีดโบท็อกซ์ หรือฉีดฟิลเลอร์ รวมทั้งการรับวิตามิน เมื่อเทียบกับคนทั่วไป

“แต่ เงื่อนไขหลังฉีดโบท็อกซ์: ควรเว้นระยะ 1 สัปดาห์เพื่อรอร่างกายฟื้นตัว  แต่ไม่มีผลเสียต่อการบริจาคเลือด หากต้องการความมั่นใจ แนะนำให้สอบถามจากหน่วยงานรับบริจาคโลหิต เช่น ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย หรือโรงพยาบาลที่เกี่ยวข้อง”น.พ.ฆนัท กล่าว

เมื่อถามว่า กรณีนี้รวมไปถึงการการ ฝังเข็มรักษาโรค ในโรงพยาบาล ด้วยหรือไม่ น.พ.ฆนัท กล่าวว่า ทั้งนี้การที่ทางเจ้าหน้าที่ ให้ระยะเว้น 4 เดือน ข้อกำหนดระยะเว้นนี้สำหรับการทำรอยสักและการเจาะรู รวมถึงการมีเพศสัมพันธ์ที่มีความเสี่ยง เกี่ยวข้องกับความกังวลเกี่ยวกับไวรัสตับอักเสบ และเชื่อ HIV ซึ่งสามารถแพร่เชื้อจากผู้บริจาคไปยังผู้รับโลหิตได้อย่างง่ายดายผ่านการถ่ายเลือด

“ทั้งนี้ ทุกการบริจาคโลหิตจะได้รับการตรวจด้วยหลายวิธีเพื่อค้นหาเชื้อ HIV ไวรัสตับอักเสบชนิด B และชนิด C แต่เนื่องจากการตรวจเหล่านี้อาจยังมีข้อจำกัดอยู่ ผู้ที่อาจติดเชื้อไวรัสตับอักเสบจึงไม่ควรบริจาคโลหิต ภายในระยะเวลา 4 เดือนหลังจากมีพฤติกรรมเสี่ยง “นพ.ฆนัท กล่าว

ทั้งนี้ทางศูนย์บนิการโลหิตแห่งชาติสภากาชาดไทย ได้กำหนดคุณสมบัติสำหรับผู้บริจาคโลหิตเอาไว้ ต่อไปนี้

1. อายุ 17 ปีบริบูรณ์ – 70 ปี
2. น้ำหนัก 45 กิโลกรัมขึ้นไป
3. รู้สึกสบายดี สุขภาพแข็งแรง พร้อมบริจาคโลหิต
4. นอนหลับสนิท พักผ่อนเพียงพอ อย่างน้อย 5 ชม.
5. รับประทานอาหารประจำมื้อ โดยไม่รับประทานอาหารที่มีไขมันสูง หวานจัด เค็มจัดภายใน 6 ชม.
6. โรคประจำตัวไม่ส่งผลกับการบริจาคโลหิต
7. ต้องไม่อยู่ในระหว่างรับประทานยาต่างๆ ที่ส่งผลกับการบริจาคโลหิต
8. งดดื่มแอลกอฮอล์ก่อนมาบริจาคโลหิต 24 ชม.
9. ต้องไม่อยู่ในระหว่างตั้งครรภ์ หรือให้นมบุตร
10. ต้องไม่อยู่ในช่วงที่เพิ่งคลอดบุตร หรือแท้งบุตร
11. มีเพศสัมพันธ์เฉพาะกับคู่ของตนและไม่มีพฤติกรรมเสี่ยงทางเพศสัมพันธ์
12. ต้องไม่เคยใช้ยารักษาหรือป้องกันโรคเอชไอวี
13. เว้นระยะจากเข้ารับการอุดฟัน ขูดหินปูน ถอนฟัน หรือรักษารากฟัน มาแล้วอย่างน้อย 1 สัปดาห์
14. หากมีอาการท้องเสีย ท้องร่วง ต้องหายขาดอย่างน้อย 7 วัน
15. เว้นระยะจากการทำหัตถการความงามผ่านผิวหนังทุกชนิด ได้แก่ เจาะหู สัก ลบรอยสัก ฝังเข็ม ฉีดสารต่างๆ มาแล้วอย่างน้อย 4 เดือน
16. เว้นระยะจากการเข้ารับการผ่าตัดมาแล้วอย่างน้อย 1 ปี
17. เว้นระยะจากการป่วยและได้รับโลหิตหรือส่วนประกอบโลหิต ในช่วงเวลา 1 ปี
18. ต้องไม่เคยได้รับการปลูกถ่ายอวัยวะ หรือเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดโลหิต
19. เว้นระยะจากการถูกเข็มที่เปื้อนเลือดตำ มาแล้วอย่างน้อย 1 ปี
20. ไม่เคยป่วยเป็นโรคตับอักเสบ
21. คู่ของท่านหรือบุคคลในครอบครัว ไม่ได้เป็นโรคตับอักเสบ ในระยะเวลา 1 ปีที่ผ่านมา
22. ไม่เคยตรวจพบว่าเป็นพาหะของโรคตับอักเสบ
23. ไม่เคยป่วยเป็นโรคมาลาเรีย ในระยะ 3 ปีที่ผ่านมา
24. ไม่เคยเข้าไปในพื้นที่มีเชื้อมาลาเรียชุกชุม ในระยะ 1 ปีที่ผ่านมา
25. ไม่มีประวัติป่วยเป็นโรคไข้หวัดใหญ่ / โรคไข้เลือดออก/ โรคไข้ซิกา / โรคโควิด-19 หรือ
โรคชิคุนกุนยา ในระยะ 1 เดือนที่ผ่านมา
26. ไม่อยู่ในระยะที่เพิ่งได้รับวัคซีนป้องโรคบางชนิด
27. ไม่เคยมีประวัติเสพยาเสพติดหรือสารควบคุมที่มีฤทธิ์ต่อจิตประสาท
28. ไม่เคยถูกควบคุมตัวหรือจองจำในเรือนจำติดต่อกันเกิน 72 ชั่วโมง ในช่วง 1 ปีที่ผ่านมา
29. ไม่เคยมีน้ำหนักลด มีไข้ มีต่อมน้ำเหลืองโต โดยไม่ทราบสาเหตุ ในระยะ 3 เดือนที่ผ่านมา หรือเคยตรวจพบว่าติดเชื้อเอชไอวี
30. ไม่เคยพำนักอาศัยอยู่ในประเทศอังกฤษ ไอร์แลนด์เหนือ สก๊อตแลนด์เวลส์เป็นเวลาสะสมมากกว่า 3 เดือน ในช่วง พ.ศ. 2523 – 2539
31. ไม่เคยพำนักอาศัยอยู่ในประเทศฝรั่งเศสและไอร์แลนด์เป็นระยะเวลาสะสมมากกว่า 5 ปี ในช่วง พ.ศ. 2523 – 2544
32. ไม่มีแผลหรือผื่นบนร่างกาย