สสจ.สมุทรปราการ ชี้ ‘ไข้อีดำอีแดง’ ยังไม่ถือเป็นการระบาด หลังพบ นร.ป่วย 5 รายในโรงเรียนแห่งหนึ่ง

27.02.25 | 17:42 น.

เมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ นพ.ประภาส ผูกดวง นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดสมุทรปราการ เปิดเผยถึงกรณีที่มีการประกาศแจ้งเตือนการหยุดเรียนเนื่องจากมีการระบาดของโรคไข้อีดำอีแดง ในโรงเรียนแห่งหนึ่ง จ.สมุทรปราการ ว่า สำหรับโรคไข้อีดำอีแดงเกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย สเตร็ปโตคอสคัสชนิดเอ โดยการรับเชื้อผ่านการสัมผัสสารคัดหลั่ง โรคไข้อีดำอีแดงอยู่ในโรคที่ต้องเฝ้าระวัง แต่การระบาดจะไม่สูงเหมือนกับโรคที่ติดเชื้อจากไวรัส ที่ผ่านมามีการรายงานในทุกพื้นที่ของประเทศ ทั้งนี้ จ.สมุทรปราการ มีรายงานทุกวัน แต่ไม่มีระบาดเป็นกลุ่มก้อน หรือการระบาดในชุมชน ข้อมูลรายงานเดือนกุมภาพันธ์ พบผู้ป่วย 82 ราย ส่วนใหญ่เป็นเด็กอายุ 5-9 ปี ไม่เกิน 15 ปี ส่วนข่าวที่มีการระบาดในโรงเรียนแห่งดังกล่าวนั้น พบผู้ป่วย 5 ราย เป็นระดับชั้นอนุบาลและชั้นประถมศึกษา ทางโรงเรียนจึงประกาศหยุดเรียนเพื่อล้างทำความสะอาดโรงเรียนตามมาตรการควบคุมโรคเบื้องต้น ซึ่งจะเหมือนกับโรคติดต่ออื่นๆ เช่น โรคมือเท้าปาก ที่พบมากในเด็ก

นพ.ประภาสกล่าวว่า เหตุการณ์ดังกล่าวนั้นยังไม่ถึงขั้นระบาด เพราะไม่มีการติดเชื้อในชุมชน ผู้ที่ติดเชื้อสามารถรักษาได้ด้วยการกินยา หรือให้ยาฉีด ส่วนการแพร่กระจายของเชื้อแบคทีเรียเกิดจากการไอ จาม สัมผัสสิ่งของที่มีเชื้อดังกล่าว ฉะนั้น สามารถป้องกันการติดเชื้อด้วยการสวมหน้ากากอนามัย ล้างมือทุกครั้งหลังเข้าห้องน้ำ ก่อนรับประทานอาหาร และไม่ใช่สิ่งของร่วมกับผู้อื่น

ทั้งนี้ โรคไข้อีดำอีแดง (scarlet fever) เป็นโรคที่เกิดจากพิษของเชื้อแบคที่เรียชื่อสเตร็ปโตคอสคัสชนิดเอ ทำให้มีผื่นแดงตามตัวร่วมกับคอหอย หรือทอนซิลอักเสบ พบบ่อยในช่วงอายุระหว่าง 5-15 ปี ปัจจุบันพบโรคนี้ได้น้อยลงมากเนื่องจากผู้ป่วยได้รับยาปฏิชีวนะตั้งแต่ระยะแรกเริ่ม

เชื้อสเตร็ปโตคอสคัสชนิดเอ คืออะไร เชื้อแบคทีเรีย สเตร็ปโตคอสคัสชนิดเอ (Streptococcus group A) เป็นเชื้อก่อโรคสำคัญของคอหอยอักเสบ เชื้อนี้สามารถสร้างสารพิษเรียกว่า อิริโทรเจนิกท็อกซิน (Erythrogenic toxin) ซึ่งเป็นทำให้เกิดผื่นในไข้อีดำอีแดง โรคอื่นๆ ที่เกิดจากการติดเชื้อนี้ ได้แก่ โรคติดเชื้อผิวหนัง โรคหัวใจรูมาติก เป็นต้น

การติดต่อของโรค เชื้อชนิดนี้จะมีอยู่ในน้ำลาย เสมหะ หรือสารคัดหลั่งของผู้ป่วย เช่น น้ำมูก สามารถติดต่อได้โดยการหายใจสูดเอาละอองฝอยของเสมหะที่ผู้ป่วยไอ หรือจามรด หรือติดต่อโดยการสัมผัสโดยตรงผ่านทางมือผู้ป่วย สิ่งของเครื่องใช้ต่างๆ เช่น แก้วน้ำ จาน ชาม ผ้าเช็ดหน้า เป็นต้น

Advertisement

อาการสำคัญ แรกเริ่มผู้ป่วยจะมีไข้สูงฉับพลัน หนาวสั่น ปวดศีรษะ อ่อนเพลีย ปวดเมื่อยตามตัวและเจ็บคอ อาจพบตุ่มสีแดงที่ลิ้นคล้ายผลสตรอเบอรี่ ทอนซิลก็จะบวมแดงและมีหนอง อาจคลำได้ต่อมน้ำเหลืองที่ข้างลำคอโต หลังจากมีไข้ 1-2 วัน ผู้ป่วยจะเริ่มมีผื่นแดงขึ้นบริเวณรอบคอ หน้าอก และกระจายไปตามลำตัวและแขนขาอย่างรวดเร็วภายใน 24 ชั่วโมง ผู้ป่วยบางรายอาจจะมีผื่นเป็นอาการแรกก็ได้ ผื่นจะมีลักษณะเป็นเม็ดหยาบๆ เมื่อลูบจะรู้สึกสากๆ คล้ายกระดาษทราย มักจะไม่ขึ้นที่ใบหน้า แต่อาจจะพบในลักษณะที่แก้มแดงและรอบปากซีด อาจจะมีอาการคันบริเวณผื่นได้ ต่อมาผื่นจะมีสีเข้มขึ้นบริเวณรอยพับตามผิวหนัง โดยเฉพาะที่ข้อพับแขน เรียกว่า เส้นพาสเตีย (Pastia’s line) หลังจากผื่นขึ้น 3-4 วันจะเริ่มจางหายไป หลังจากผื่นจางได้ 1 สัปดาห์จะมีอาการลอกเป็นแผ่นของผิวหนังบริเวณรักแร้ ขาหนีบ ปลายนิ้วมือเท้า ส่วนตามลำตัวมักลอกเป็นขุยๆ อาการผิวลอกนี้บางรายอาจจะพบติดต่อกันได้นานเป็นเดือน

อาการแทรกซ้อนที่สำคัญ ได้แก่ โรคไข้รูมาติกและหน่วยไตอักเสบเฉียบพลันซึ่งมักเกิดหลังต่อมทอนซิลอักเสบประมาณ 1-4 สัปดาห์ (เกิดจากปฏิกิริยาของแอนติบอดีที่ถูกกระตุ้นด้วยเชื้อสเตร็ปโตคอคคัสชนิดเอต่ออวัยวะต่างๆ ของร่างกาย)

การวินิจฉัย โรคนี้สามารถวินิจฉัยได้จากประวัติและอาการแสดงของโรคเป็นหลัก การส่งตรวจเพิ่มเติมเพื่อยืนยันการติดเชื้อชนิดนี้ ได้แก่ การเพาะเชื้อจากคอหอยผู้ป่วยซึ่งใช้เวลาอย่างน้อย 3-4 วัน หรือการตรวจหาเชื้อจากคอหอยโดยวิธี rapid strep test ซึ่งใช้เวลาไม่เกิน 1 ชั่วโมง แต่สามารถส่งตรวจได้บางโรงพยาบาลเท่านั้น

การรักษาทำอย่างไร รักษาที่ด้วยยาปฏิชีวนะ ได้แก่ เพนนิซิลิน (Penicillin) อะมอกซิซิลิน (Amoxycillin) หรืออิริโทรมัยสิน (Erythromycin) เป็นเวลา 10 วัน และแม้อาการจะหายไปภายใน 3-4 วันก็ต้องรับประทานยาต่อไปจนครบ 10 วันเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดโรคไข้รูมาติกและหน่วยไตอักเสบแทรกซ้อน
ให้การรักษาตามอาการอื่นๆ ที่ตรวจพบ แนะนำให้นอนพักผ่อน ดื่มน้ำมากๆ
ควรกลับมาพบแพทย์เมื่อได้รับการรักษาแล้วกลับเกิดภาวะแทรกซ้อนตามมา ได้แก่ มีไข้ร่วมกับอาการเหนื่อยง่าย ปวดข้อ หรือตุ่มหรือก้อนที่ใต้ผิวหนัง หรือมีอาการบวม ปัสสาวะเป็นสีแดงหรือเลือดปน เป็นต้น

ระยะเวลาการติดต่อและควรหยุดโรงเรียนนานแค่ไหน
ควรให้หยุดเรียน หรือแยกตัวออกจากผู้อื่นจนกว่าได้ยาปฏิชีวนะไปแล้วอย่างน้อย 24 ชั่วโมง จึงจะไม่แพร่เชื้อให้ผู้อื่น

การป้องกันการติดเชื้อ เนื่องจากยังไม่มีวัคซีนเพื่อป้องกันการติดเชื้อสเตร็ปโตคอสคัสชนิดเอ การป้องกันการติดเชื้อจึงสามารถทำได้โดยปฏิบัติดังต่อไปนี้

ดูแลสุขภาพร่างกายให้แข็งแรงอยู่เสมอด้วยการรับประทานอาหารที่ประโยชน์ครบ 5 หมู่ และนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ หลีกเลี่ยงการสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ป่วย แต่หากมีความจำเป็นที่ต้องใกล้ชิดกับผู้ป่วยจะต้องสวมหน้ากากอนามัยตลอดเวลาร่วมกับล้างมือก่อนและหลังสัมผัสผู้ป่วย หรือของใช้ของผู้ป่วย อย่าใช้สิ่งของร่วมกับผู้ป่วย โดยเฉพาะของใช้ส่วนตัว เช่น แก้วน้ำ ผ้าเช็ดหน้า เป็นต้น