พยัคฆ์ไพร เปิดปฏิบัติการพิทักษ์ป่าตะวันออก วันที่2 ยึดที่ลอบปลูกทุเรียนในป่าสงวนได้อีก111 ไร่
เมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ กรมป่าไม้ โดยหน่วยเฉพาะกิจปราบปรามพิเศษ (พยัคฆ์ไพร) นำโดยนายชาญชัย กิจศักดาภาพ ผู้อำนวยการส่วนปฏิบัติการพิเศษ และหัวหน้าหน่วยเฉพาะกิจปราบปรามพิเศษ (พยัคฆ์ไพร) มอบหมายให้นายพลกฤษณ์ ผิวคล้ำ หัวหน้าฝ่ายปราบปรามและคดีพิเศษ นำกำลังเจ้าหน้าที่ร่วมกับ ศูนย์ป้องกันและปราบปรามที่ 1 (ภาคกลาง) หน่วยงานในสังกัดสำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 9 (ชลบุรี) ตำรวจกองกำกับการ 2 กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และตำรวจสถานีตำรวจภูธรตกพรม เปิดยุทธการ “พิทักษ์ผืนป่าตะวันออก” ต่อเนื่องเป็นวันที่ 2 เข้าตรวจสอบเป้าหมายในท้องที่จังหวัดจันทบุรี ที่มีการบุกรุก แผ้วถาง ยึดถือครอบครอง และเข้าทำประโยชน์ในพื้นที่ป่าไม้โดยไม่ได้รับอนุญาต เพื่อดำเนินคดีกับผู้กระทำผิด

ปฏิบัติการวันนี้ เจ้าหน้าที่แบ่งกำลังออกเป็น 2 ชุด เข้าตรวจสอบเป้าหมาย 2 จุด ในพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติป่าตกพรม ท้องที่ตำบลบ่อเวฬุ อำเภอขลุง จังหวัดจันทบุรี หลังจากวิเคราะห์การเปลี่ยนแปลงพื้นที่ป่าไม้ พบว่ามีการบุกรุกเข้าทำประโยชน์ในพื้นที่ป่าไม้ เพื่อทำพืชเกษตรปลูกพืชเชิงเดี่ยว โดยเฉพาะทุเรียน และยางพารา
โดยจุดแรกเจ้าหน้าที่ได้เข้าตรวจยึดพื้นที่ป่าที่ถูกบุกรุก จากการตรวจสอบพบพื้นที่ถูกปรับเป็นขั้นบันไดโดยใช้เครื่องจักรกลหนัก มีการปลูกทุเรียนอายุประมาณ 5 เดือน จำนวน 298 ต้น โดยรอบพื้นที่พบไม้หวงห้ามขนาดใหญ่ถูกตัดโค่นจำนวนมาก ซึ่งมีความโตที่พบมากที่สุด 290 เซ็นติเมตร ไม้บางส่วนถูกทิ้งไว้บริเวณลำห้วย ขณะเดียวกันปรากฏร่องรอยตอไม้กระจายในพื้นที่ จากการตรวจสอบพบเป็นไม้ท่อนตระกูลยาง รวมปริมาตร 19.60 ลูกบาศก์เมตร

เจ้าหน้าที่จึงได้จับค่าพิกัดรอบแปลงที่ดิน คำนวณเนื้อที่ได้ 54 – 3 – 48 ไร่ และใช้อากาศยานไร้คนขับ ปฏิบัติการบินถ่ายภาพบริเวณแปลงที่ดินเกิดเหตุจากมุมสูง เมื่อตรวจสอบกับระบบภูมิสารสนเทศ พบว่าแปลงที่ดินดังกล่าวตั้งอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติป่าตกพรมทั้งแปลง ไม่ปรากฏการสำรวจถือครองตามโครงการจัดที่ดินทำกินให้ชุมชนตามนโยบายรัฐบาล (คทช.) และไม่พบการอนุญาตครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินตามกฎหมายแต่อย่างใด เจ้าหน้าที่จึงได้ดำเนินการตรวจยึดพื้นที่ พร้อมรวบรวมพยานหลักฐานแจ้งความกล่าวโทษต่อพนักงานสอบสวน สถานีตำรวจภูธรตกพรม เพื่อนำตัวผู้กระทำผิดมาดำเนินคดีตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ฐานกระทำความผิดตามมาตรา 14 มาตรา 31 มาตรา 26/4 และพระราชบัญญัติป่าไม้ พุทธศักราช 2484 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ในฐานความผิดตามมาตรา 11 มาตรา 73 มาตรา 54 มาตรา 55 มาตรา 72 ตรี และมาตรา 69

ขณะที่อีกจุด เจ้าหน้าที่พบกลุ่มบุคคล 7 คน ใช้เลื่อยโซ่ยนต์ตัดไม้ยางพารา และพบรถแบคโฮดัดแปลงเป็นหัวคีบไม้ท่อน กำลังเดินเครื่องคีบใส่รถบรรทุก 6 ล้อ ซึ่งมีไม้ยางพาราท่อนอยู่เต็มคัน จากการตรวจสอบฐานข้อมูล พบว่าจุดที่ดำเนินการตรวจสอบ บางส่วนเป็นที่ดินที่มีการสำรวจถือครองตามโครงการจัดที่ดินทำกินให้ชุมชนตามนโยบายรัฐบาล (คทช.) แต่ยังไม่มีการอนุญาต และบางส่วนอยู่ในพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติป่าตกพรม เจ้าหน้าที่จึงได้จับค่าพิกัดรอบแปลงที่ดิน คำนวณเนื้อที่ได้ 56 – 0 – 92 ไร่ และได้ควบคุมตัวทั้ง 7 คน มายังสถานีตำรวจภูธรตกพรม เพื่อดำเนินการสอบสวนหาข้อเท็จจริง ซึ่งตำรวจ บก.ปทส. ได้ทำการสอบสวนเบื้องต้นพบว่า ชาวกัมพูชา 5 คน เข้ามาและอยู่ในประเทศไทยโดยไม่ได้รับอนุญาต และทำงานโดยไม่ได้รับอนุญาต

ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจจะดำเนินการตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ในส่วนของเจ้าหน้าที่ป่าไม้ได้ตรวจยึดพื้นที่ และของกลางเป็นรถบรรทุก รถแบคโฮ รถไถ เลื่อยโซ่ยนต์ พร้อมแจ้งความดำเนินคดีตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ในฐานความผิดตามมาตรา 14 มาตรา 31 มาตรา 26/4 พระราชบัญญัติป่าไม้ พุทธศักราช 2484 และที่แก้ไขเพิ่มเติมในฐานความผิดตามมาตรา 54 มาตรา 55 มาตรา 72 ตรี พระราชบัญญัติเลื่อยโซ่ยนต์ พ.ศ. 2545 และที่แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 4 มาตรา 17 ต่อไป

