รพ.เอส สไปน์ ก้าวสู่ปีที่ 9 เดินหน้าศูนย์กลางรักษาโรคกระดูกสันหลังและข้อระดับเอเชีย

5.03.25 | 16:54 น.

รพ.เอส สไปน์ ก้าวสู่ปีที่ 9 เดินหน้าศูนย์กลางรักษาโรคกระดูกสันหลังและข้อระดับเอเชีย

นพ.ดิตถพงษ์ บุญอำพล ผู้อำนวยการโรงพยาบาล (รพ.) เอส สไปน์ (S Spine Hospital) โรงพยาบาลเฉพาะทางด้านกระดูกสันหลัง เปิดเผยว่า รพ.เอส สไปน์ ก่อตั้งขึ้นในปี 2018 ด้วยวิสัยทัศน์ที่มองเห็นแนวโน้มของสังคมผู้สูงอายุและผลกระทบที่มีต่อโรคกระดูกสันหลังและข้อ ตลอดระยะเวลา 8 ปีที่ผ่านมา โรงพยาบาลมีอัตราการเติบโตของผู้ป่วยอย่างต่อเนื่อง 3 เท่า โดยในช่วงแรกผู้ป่วยส่วนใหญ่มาด้วยปัญหากระดูกสันหลังส่วนล่าง แต่ปัจจุบันพบว่า มีผู้ป่วยโรคกระดูกสันหลังส่วนคอเพิ่มขึ้น จากพฤติกรรมการใช้ชีวิตที่เปลี่ยนแปลงไป เพื่อรองรับความต้องการของผู้ป่วยที่เพิ่มขึ้น โรงพยาบาลเอส สไปน์ จึงมีแผน ขยายการรักษาด้านกระดูกและข้อ ให้ครอบคลุมมากยิ่งขึ้น โดยยังคงมุ่งเน้นการนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่ทันสมัย มาใช้ในการรักษา รวมถึงยกระดับมาตรฐานการให้บริการเพื่อตอบโจทย์การเป็นเมดิคัล ฮับ (Medical Hub) ของไทยอย่างเต็มรูปแบบ

นพ.ดิตถพงษ์กล่าวว่า เพื่อตอบสนองจำนวนผู้ป่วยที่เพิ่มขึ้น และรองรับมาตรฐานการรักษาระดับสากล รพ.เอส สไปน์ เตรียมเปิดโรงพยาบาลใหม่ภายใต้ชื่อ “รพ.เอส โรงพยาบาลเฉพาะทางด้านกระดูกสันหลังและข้อ” (S Spine & Joint Hospital) ในไตรมาสที่ 3 ของปี 2025 สามารถรองรับผู้ป่วยได้มากกว่าเดิม 4 เท่า พร้อมเทคโนโลยีการรักษาที่ทันสมัยและครบวงจร

ทั้งนี้ นพ.ดิตถพงษ์กล่าวว่า จุดเด่นของ รพ.เอส โรงพยาบาลเฉพาะทางด้านกระดูกสันหลังและข้อ คือ
1.การผ่าตัดส่องกล้อง Endoscope ครบวงจร ให้บริการผ่าตัดส่องกล้อง Endoscopic Spine Surgery แบบครบวงจร ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่ทันสมัยและช่วยให้การรักษาโรคกระดูกสันหลังมีประสิทธิภาพมากขึ้น
การผ่าตัดแบบนี้ช่วยลดการบาดเจ็บต่อเนื้อเยื่อโดยรอบ ลดอาการปวดหลังผ่าตัด และทำให้ฟื้นตัวได้เร็วกว่าการผ่าตัดแบบเปิดแบบดั้งเดิม ผู้ป่วยสามารถกลับบ้านได้ภายใน 1 วัน และสามารถกลับไปใช้ชีวิตประจำวันได้เร็วขึ้น

Advertisement

2.Minimally Invasive Surgery (MIS) ผ่าตัดแผลเล็ก ลดภาวะแทรกซ้อน เป็นเทคนิคที่ลดขนาดของแผลผ่าตัดให้เล็กลง ช่วยให้ผู้ป่วยฟื้นตัวเร็ว ลดความเสี่ยงของภาวะแทรกซ้อน และลดโอกาสเกิดพังผืดหลังการผ่าตัด ซึ่งเหมาะสำหรับการรักษา เช่น การเปลี่ยนข้อเข่าและข้อสะโพกเทียม ช่วยให้ผู้ป่วยสามารถกลับมาเคลื่อนไหวได้เร็วขึ้น

3.เครื่อง MRI แบบยืน (Standing MRI) วินิจฉัยโรคได้อย่างแม่นยำและครอบคลุมมากขึ้น รพ.เอส นำเข้าเครื่อง MRI แบบยืนเครื่องแรกของประเทศไทย ซึ่งช่วยให้แพทย์สามารถตรวจวินิจฉัยโรคได้แม่นยำขึ้นกว่าการตรวจ MRI แบบเดิม เนื่องจากสามารถประเมินการทำงานของกระดูกสันหลังในท่าทางที่ใกล้เคียงกับการใช้งานจริง ไม่ว่าจะเป็นท่ายืน นั่ง หรือก้มเงย ทำให้สามารถตรวจพบปัญหาเกี่ยวกับหมอนรองกระดูกสันหลังที่อาจไม่แสดงอาการในขณะนอนตรวจแบบเดิม

4.ศูนย์กายภาพบำบัดครบวงจร รพ.เอส มีศูนย์กายภาพบำบัดที่ทันสมัย รองรับการฟื้นฟูผู้ป่วยหลังการผ่าตัดกระดูกสันหลังและข้อ รวมถึงผู้ที่มีอาการปวดจากโรคกล้ามเนื้อและกระดูก โดยมีบริการที่ครอบคลุม เช่น การฟื้นฟูสมรรถภาพร่างกายหลังผ่าตัด, กายภาพบำบัด โดยใช้เทคนิค Shockwave Therapy, Hydrotherapy และ High-intensity Laser Therapy, การฝึกเดินด้วยระบบหุ่นยนต์ (Robotic Gait Training) สำหรับผู้ป่วยที่มีปัญหาด้านการเดิน

5.ศูนย์อุปกรณ์และสินค้าเพื่อสุขภาพ เพื่อช่วยให้ผู้ป่วยสามารถดูแลสุขภาพของตนเองได้อย่างมีประสิทธิภาพ รพ.เอส ได้จัดตั้งศูนย์อุปกรณ์และสินค้าเพื่อสุขภาพ ที่รวบรวมอุปกรณ์ทางการแพทย์คุณภาพสูง เช่น อุปกรณ์พยุงหลัง ข้อเข่า ข้อสะโพก, หมอนและที่นอนเพื่อสุขภาพที่ออกแบบมาเพื่อลดแรงกดทับ, ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารสำหรับกระดูกและข้อที่ผ่านการรับรองทางการแพทย์

6.ทำเลที่เดินทางสะดวก รพ.เอส ตั้งอยู่ในทำเลที่สะดวกสบาย ใกล้ทางลงทางด่วนลาดพร้าว พร้อมที่จอดรถรองรับกว่า 500 คัน และใกล้กับรถไฟฟ้าสายสีเหลือง สถานีลาดพร้าว 71

“รพ.เอส สไปน์ เดิม เปลี่ยนชื่อเป็น รพ.เอส โรงพยาบาลเฉพาะทางด้านระบบประสาท และรักษาความพิการพร้อมยกระดับการรักษาเฉพาะทาง เพื่อตอกย้ำความเชี่ยวชาญด้านการรักษาโรคที่เกี่ยวข้องกับระบบประสาทและกล้ามเนื้ออย่างลึกซึ้ง โดยโรงพยาบาลแห่งนี้ จะเน้นการดูแลและรักษาผู้ป่วยที่มีปัญหาทางระบบประสาทที่ส่งผลต่อคุณภาพชีวิต จุดเด่นของโรงพยาบาล คือ 1.โรงพยาบาลเฉพาะทางผ่าตัดรักษาความพิการ ทั้งโรคทางระบบประสาท สมอง และอุบัติเหตุ ซึ่งมีไม่กี่แห่งในโลกที่สามารถรักษาได้ 2.โรงพยาบาลเฉพาะทางด้านกายภาพบำบัดครบวงจร รองรับการกายภาพบำบัดขั้นสูง เพื่อผลการรักษาที่ดีที่สุดในการฟื้นฟูความพิการ สามารถใช้ได้กับคนไข้ที่เคยได้รับการผ่าตัดรักษาความพิการมาแล้ว หรือคนไข้ที่เป็นโรคสมอง ไขสันหลัง ระบบประสาท ที่ไม่เคยผ่าตัด แต่ต้องการการรักษาด้านกายภาพขั้นสูง เพื่อลดความพิการให้ได้มากที่สุด” นพ.ดิตถพงษ์กล่าว และว่า นอกจากนี้ พร้อมพัฒนาศูนย์เฉพาะทางใหม่ๆ ที่จะช่วยให้ผู้ป่วยสามารถกลับไปใช้ชีวิตได้อย่างมีคุณภาพ เพื่อเข้าสู่การเป็นกลุ่มโรงพยาบาลเฉพาะทาง (Group of Specialty Hospital) ตอกย้ำแนวคิด “Bring Back Quality Time” ไม่เพียงให้ผู้ป่วยหายจากโรค แต่ยังต้องการให้สามารถกลับไปใช้ชีวิตปกติได้อย่างเต็มที่ พร้อมยกระดับมาตรฐานการรักษาสู่ระดับสากล ISO 9001 และ AACI

นพ.ดิตถพงษ์กล่าวว่า โรงพยาบาลยังมี S Academy ศูนย์วิชาการเฉพาะทาง เพื่อวิจัยและพัฒนาองค์ความรู้ด้านระบบประสาท กระดูกสันหลัง และข้อ รวมถึงจัด Master Class เพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ และร่วมมือกับหน่วยงานต่างๆ เพื่อให้ความรู้แก่บุคลากรทางการแพทย์และประชาชน

“เราไม่ต้องการเป็นเพียงแค่โรงพยาบาล แต่ต้องการเป็นแหล่งความรู้ที่ช่วยให้คนไทยดูแลสุขภาพของตนเองได้อย่างถูกต้อง ไม่ต้องมารักษากับผมก็ได้ แต่ขอให้ได้นำความรู้จากเว็บไซต์ของเราไปใช้ เพื่อป้องกันและดูแลสุขภาพของตัวเอง” นพ.ดิตถพงษ์กล่าว