บอร์ด 3 กองทุนสุขภาพ ถกนัดแรก ออก 8 มาตรการ-ตั้งเป้าลดค่ารักษา ไม่คุยควบรวม

12.03.25 | 17:57 น.

“บอร์ดพิจารณาค่ารักษาพยาบาล” ประชุมนัดแรก เปรียบเทียบจุดแข็งจุดอ่อนระบบสุขภาพ 4 ระบบ เป้าหมายลดค่าใช้จ่านด้านรักษาพยาบาล ก่อนคลอด 8 มาตรการใช้เป็นกรอบทำงาน พร้อมตั้งอนุฯ 2 ชุด เร่งรัด 2 มาตรการเร่งด่วน ด้าน “เลขาฯ สปสช.” เผยยังไม่มีคุยเรื่องรวมกองทุน ทุกสิทธิยังคงเหมือนเดิม แต่ในอนาคตจะปรับปรุงพัฒนาให้ดีขึ้น แต่ที่ประชุมเห็นด้วย สิทธิสุขภาพขั้นพื้นฐาน ทุกคนต้องเท่าเทียม

เมื่อวันที่ 12 มีนาคม ที่กระทรวงการคลัง มีการประชุมคณะกรรมการพิจารณาค่ารักษาพยาบาลของสวัสดิการรักษาพยาบาลของประเทศไทย ครั้งแรก ภายหลัง นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ได้ลงนามแต่งตั้งเมื่อวันที่ 27 มกราคมที่ผ่านมา โดยมีนายพิชัย ชุณหวชิร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ในฐานะประธานบอร์ดพิจารณาค่ารักษาพยาบาล เป็นประธานการประชุม และกรรมการเข้าร่วมครบองค์ประชุมทั้ง 22 คน ใช้เวลาหารือนานกว่า 2 ชั่วโมง

นพ.จเด็จ ธรรมธัชอารี เลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ในฐานะกรรมการ และเลขานุการร่วมคณะกรรมการชุดนี้ เปิดเผยถึงผลการประชุมว่า ที่ประชุมได้มีการนำเสนอข้อมูลของระบบบริการสุขภาพในประเทศไทยทั้ง 4 ระบบ ประกอบด้วย ระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บัตรทอง) ระบบประกันสังคม ระบบสวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการ และระบบการดูแลพนักงานองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ที่หน่วยงานที่บริหารจัดการและรับผิดชอบได้นำเสนอข้อมูล เพื่อให้ได้เห็นถึงจุดเด่นของแต่ละระบบที่ให้บริการสุขภาพกับประชาชน และจะได้เปรียบเทียบจุดแข็งจุดอ่อนของแต่ละระบบ พร้อมกันนี้ ยังได้เสนอ 8 มาตรการที่จะใช้เป็นกรอบการทำงานของคณะกรรมการฯ ซึ่งภายใต้ 8 มาตรการ จะมีอนุกรรมการ 2 ชุด มาขับเคลื่อน

“โดยชุดแรก อนุกรรมการฝ่ายวิชาการ มี นพ.วิโรจน์ ตั้งเจริญเสถียร เป็นประธาน จะทำหน้าที่ลงรายละเอียดการทำงานของ 8 มาตรการ และ ชุดที่ 2 คือ ชุดขับเคลื่อน มี ศ.นพ.ปิยะมิตร ศรีธรา อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหิดล เป็นประธาน ซึ่งจะมีตัวแทนจากหน่วยบริการ และองค์ประกอบต่างๆ ที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบมาร่วมทำงานและขับเคลื่อน” นพ.จเด็จ กล่าว

เลขาธิการ สปสช. กล่าวว่า อย่างไรก็ตาม คณะกรรมการฯ ขอให้เร่งรัด 2 มาตรการสำคัญ เพื่อให้ขับเคลื่อนก่อน ได้แก่ 1.เรื่องงบประมาณด้านการรักษาพยาบาลในภาพรวมของประเทศ จะมีแนวทางการบริหารจัดการที่เหมาะสมอย่างไร และ 2.เรื่องการนำเข้ายามาใช้ในระบบสุขภาพ ซึ่งอยากให้มีการหารือและประชุมร่วมกันในหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อพัฒนาระบบยา โดยเฉพาะแนวทางที่เป็นไปได้หรือไม่ ในการใช้ชื่อยาเป็นชื่อสามัญแทนชื่อการค้า ซึ่งอาจทำให้ประเทศลดค่าใช้จ่ายในส่วนนี้ได้ พร้อมทั้งให้มีแนวทางผลิตยา และการลงทุนด้านยาในประเทศ รวมถึงการรวมกลไกการซื้อยาเวชภัณฑ์แต่ละระบบ ที่จะรวมกันได้หรือไม่ เพื่อให้มีอำนาจการต่อรองราคายาที่ดีมากขึ้น

Advertisement

“ถือว่าคุยกันได้เยอะ มีกรอบแนวคิด กรอบการทำงานและมาตรการออกมา แต่ยังไม่ได้กำหนดการประชุมครั้งถัดไป ซึ่งอยู่ที่คณะอนุกรรมการทางวิชาการจะทำเรื่องใดเสร็จก่อน หากเสร็จแล้วก็จะเชิญประชุม แต่ที่ประชุมก็ให้เดินหน้าทำงานกันได้เลย แต่ขอเน้นไปที่ 2 เรื่องนี้ก่อน และหากมีความคืบหน้าต้องแจ้งกับที่ประชุม ก็ขอให้ดำเนินการได้เลยทันที” นพ.จเด็จ กล่าว

ผู้สื่อข่าวถามว่า ภาพรวมงบประมาณด้านการรักษาพยาบาลในประเทศไทยปัจจุบันเป็นอย่างไร นพ.จเด็จ กล่าวว่า ในปี 2567 จากข้อมูลที่นำเสนอเข้ามาในที่ประชุม พบว่ารัฐบาลใช้งบประมาณ 3.4 แสนล้านบาท ไปกับ 4 ระบบบริการสุขภาพ ซึ่งคิดเป็นร้อยละ 10 ของงบประมาณทั้งหมด ส่วนการเติบโตของงบในส่วนนี้ พบว่าเติบโตร้อยละ 11 ต่อปี ซึ่งเติบโตมากกว่าจีดีพีประเทศที่อยู่ที่ร้อยละ 2 – 2.5 ซึ่งเป็นต้นเหตุที่ทำให้กังวล และต้องยอมรับว่าอาจต้องมีการพิจารณาในเรื่องการใช้งบด้านการรักษาพยาบาล

เมื่อถามอีกว่า ในการประชุมครั้งนี้ คณะกรรมการฯ ได้มีการหารือถึงประเด็นการปรับสิทธิประโยชน์สุขภาพขั้นพื้นฐานบนมาตรฐานเดียวกันของทุกระบบบริการสุขภาพด้วยหรือไม่ นพ.จเด็จ กล่าวว่า มีการพูดถึงเรื่องนี้เช่นกัน แต่ต้องบอกว่า สถานะตอนนี้ทุกสิทธิการรักษา และทุกระบบบริการสุขภาพในขณะนี้ ขอให้มีการคงไว้แบบเดิมก่อน แต่ในอนาคต ประชาชนที่จะเข้ามาในสิทธิสุขภาพต่างๆ ของแต่ละกองทุน อาจจะต้องมีการปรับเปลี่ยนระบบให้มีมาตรฐานเดียวกัน รวมไปถึงปรับระบบให้กับคนที่ใช้สิทธิเดิมด้วย ก็ต้องพิจารณาด้วยเช่นกัน

“ในส่วนค่าใช้จ่ายรักษาพยาบาลของประเทศ คณะกรรมการเห็นตรงกันว่า เราสามารถเทียบกับประเทศชั้นนำในการจัดบริการสุขภาพได้ แต่ไม่จำเป็นต้องใช้งบเหมือนกับอีกหลายประเทศ หรือต้องใช้ระบบเดียวกัน แต่จะทำอย่างไรให้ดีเหมือนกับประเทศชั้นนำ ผ่านกลไกที่เรามี โดยรัฐบาลเข้ามาบริหารจัดการและดูแลขับเคลื่อนโดยตรง” นพ.จเด็จ กล่าว

เมื่อถามว่า มีการหารือที่จะเฉลี่ยค่าใช้จ่ายรายหัวประชากรระหว่างแต่ละกองทุนสุขภาพ ให้เท่าเทียมกันด้วยหรือไม่ นพ.จเด็จ กล่าวว่า ไม่มี คณะกรรมการฯ ยืนยันว่า แต่ละระบบบริการสุขภาพที่ผู้มีสิทธิได้รับบริการอย่างไร ก็ยังคงเดิม แต่ในอนาคตจะมีการพัฒนาและทำให้ดีขึ้น เพื่อวางระบบให้กับประชาชนรุ่นต่อไป ข้าราชการรุ่นต่อไป คนทำงานรุ่นต่อไป

เมื่อถามว่า ผลการหารือจากบอร์ดพิจารณาค่ารักษาพยาบาล จะต้องรายงานต่อนายกรัฐมนตรีด้วยหรือไม่ นพ.จเด็จ กล่าวว่า ต้องรายงานให้นายกฯ ได้รับทราบทุกระยะ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับ 8 มาตรการ ที่เป็นแนวทางบริหารงบค่ารักษาพยาบาล ที่คณะกรรมการพิจารณาค่ารักษาพยาบาลฯ เห็นชอบให้เป็นกรอบการทำงาน ประกอบด้วย

1.สปสช. เป็นหน่วยงานหลัก ร่วมกับกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) และหน่วยบริการอื่นๆ นอกสังกัด สธ. รับผิดชอบทบทวนหลักเกณฑ์การเบิกจ่ายค่ารักษาพยาบาลของระบบสวัสดิการรักษาพยาบาลของประเทศไทย ควบคุมการใช้จ่ายของทุกสิทธิให้เหมาะสมภายใต้วงเงินที่ได้รับจัดสรร ไม่ให้เกิดภาระต่อเงินคงคลังของประเทศ ทั้งนี้ เพื่อเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพและลดความเหลื่อมล้ำระหว่างสิทธิการรักษา ตลอดจนร่วมกันหาแนวทางพิจารณาค่ารักษาพยาบาล โดยเฉพาะสิทธิสวัสดิการข้าราชการที่ควรจะมีแนวโน้มลดลง

2.สปสช. พิจารณานำงบเหลือจ่ายจากการดำเนินงาน หรือรายได้สูงกว่ารายจ่ายสะสมมาสมทบกับงบรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2568 เป็นลำดับแรก และหากเงินรายได้สูงกว่ารายจ่ายสะสมไม่เพียงพอ ก็ขอรับจัดสรรงบรายจ่ายงบกลาง รายงานเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น ตามระเบียบว่าด้วยการบริหารงบรายจ่ายงบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น พ.ศ.2562 ตามขั้นตอนต่อไป และให้ขยายมาตรการนี้ไปยังเงินนอกงบของหน่วยบริการภาครัฐต่อไป

3.สธ. ในฐานะที่เป็นหน่วยผู้ให้บริการ ร่วมกับหน่วยบริการสาธารณสุขอื่นนอกสังกัด สธ. ต้องมีมาตรการ หลักเกณฑ์ ในการสั่งจ่ายาให้เป็นมาตรฐานเดียวกันในทุกสิทธิการรักษาพยาบาล และควรพิจารณาการใช้ยาสามัญ (Generic Drugs) เป็นลำดับแรกแทนยาต้นตำรับ (Original Drugs) เนื่องจากยาต้นตำรับมีราคาที่ค่อนข้างสูง

4.ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการนำร่องเรื่อง การพัฒนาการเชื่อมโยงข้อมูลให้เป็นระบบเดียวกัน เพื่อให้ทั้งประเทศใช้ระบบเดียวกัน ส่งผลให้มีข้อมูลที่ตรงกัน ทุกหน่วยบริการสามารถเข้าถึงข้อมูลการเบิกจ่ายยา ข้อมูลสุขภาพของประชาชน และเชื่อมโยงข้อมูลด้วยกันได้

5.สปสช. ในฐานะที่รับผิดชอบการสร้างเสริมสุขภาพ่าและป้องกันโรค (P&P) ให้กับประชาชนไทยทุกคน ควรเร่งดำเนินการเชิงรุก ตลอดจนพิจารณาทบทวนการใช้ DRGs ให้สอดคล้องกับต้นทุนค่ารักษาพยาบาลที่แท้จริง และพิจารณานำแนวทางการจัดทำงบประมาณฐานศูนย์ (Zero-Based Budgeting) มาปรับใช้ในการจัดทำงบมากขึ้นในปีถัดไป

6.กรมบัญชีกลาง สำนักงานข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมกันพิจารณาหลักเกณฑ์การจัดสวัสดิการค่ารักษาพยาบาลสำหรับข้าราชการในระบบ และที่บรรจุใหม่

7.สธ.หน่วยบริการสาธารณสุขอื่นนอกสังกัด สธ. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมกันกำหนดมาตรฐานราคากลางของยา วัคซีน เวชภัณฑ์ และอุปกรณ์อวัยวะเทียม เพื่อเป็นมาตรฐานเดียวกันทังประเทศ และพิจารณาการจัดซื้อยา วัคซีน เวชภัณฑ์ และอุปกรณ์อวัยวะเทียมจากองค์การเภสัชกรรม (อภ.) และการจัดซื้อในปริมาณที่มาก จะทำให้ต่อรองราคาเพื่อให้เกิดความประหยัดและคุ้มค่าได้ รวมถึงดึงดูดให้เกิดการลงทุนในประเทศ และการถ่ายอดเทคโนโลยีการผลิต

8.กระทรวงการคลัง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ควรพิจารณามาตรการทางภาษี เช่น การเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บภาษีเพื่อให้รัฐบาลมีรายได้เพิ่มขึ้น การเก็บภาษีสินค้าที่ทำลายสุขภาพเพิ่ม และสร้างแรงจูงใจทางอ้อมให้กับประชาชนที่ได้รับสวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการ