ษัษฐรัมย์ ไม่ขัด สปส.เพิ่มกรอบลงทุนนอกตลาด กังวลความโปร่งใส แนะกระจายความเสี่ยง

13.03.25 | 16:43 น.

ษัษฐรัมย์ แนะ สปส.กระจายความเสี่ยงลงทุนนอกตลาด ยันต้องรัดกุม-ปรับสัดส่วนให้สมดุล กังวลจัดตั้งกองทรัสต์ไม่โปร่งใส ต้องหาพาร์ทเนอร์ระดับโลกมาร่วมมือ

กรณี น.ส.รักชนก ศรีนอก สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร (ส.ส.กทม.) พรรคประชาชน (ปชน.) โพสต์เฟซบุ๊กระบุว่าสำนักงานประกันสังคม (สปส.) เตรียมขยายการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์นอกตลาด และการลงทุนในกิจการร่วมลงทุนที่ลงทุนในอสังหาริมทรัพย์นอกตลาด จากเดิมที่ลงได้ประมาณ 10,000 ล้านบาท เป็น 130,000 ล้านบาท นั้น

เมื่อวันที่ 13 มีนาคม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากการตรวจสอบข้อมูล พบว่า ในการประชุมคณะกรรมการประกันสังคม (บอร์ดประกันสังคม) เมื่อวันที่ 11 มีนาคมที่ผ่านมา มีวาระการประชุมเรื่อง การลงทุนในอสังหาริมทรัพย์การลงทุนนอกตลาด และการลงทุนในกิจการร่วมลงทุนที่ลงทุนในอสังหาริมทรัพย์นอกตลาด ซึ่งเป็นประกาศสำคัญที่สามารถเพิ่มสัดส่วนการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ การลงทุนนอกตลาด จากเดิมที่ลงได้ประมาณ 10,000 ล้านบาท เป็น 137,000 ล้านบาท โดยอาคาร Skyy 9 เป็นตัวอย่างการลงทุนในหมวดนี้ แต่เรื่องดังกล่าว ยังไม่ได้รับการพิจารณาในการประชุมครั้งนี้ เนื่องจากที่ประชุมใช้เวลาไปกับการพิจารณาวาระการปรับสูตรคำนวณบำนาญชราภาพให้ผู้ประกันตน มาตรา 33 และ มาตรา 39 นานกว่า 3 ชั่วโมง และปิดการประชุม ทำให้วาระที่เหลือ ซึ่งรวมถึงวาระขยายการลงทุนนอกตลาด ถูกเลื่อนออกไปพิจารณาในการประชุมนัดถัดไป

วันเดียวกัน นายษัษฐรัมย์ ธรรมบุษดี กรรมการประกันสังคม ฝ่ายผู้ประกันตน ในบอร์ดประกันสังคม เปิดเผยในรายการเจาะลึกทั่วไทย Inside Thailand ว่า อาจต้องมีการอธิบายทางเทคนิคในเรื่องการกำหนดกรอบลงทุนในสินทรัพย์ประเภทต่างๆ ทั้งนี้ สปส. จะมีกรอบระยะเวลา 5 ปี ซึ่งในปี 2567 ได้มีการอนุมัติกรอบ 5 ปี เฟส 1 เพื่อเป็นการกำหนดว่าอัตราการกระจายสินทรัพย์ประเภทต่างๆ ที่มีความเสี่ยงมากหรือเสี่ยงน้อย รวมถึงสินทรัพย์นอกตลาดซึ่งถูกจัดว่าเป็นสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยง ในช่วงปี 2567 ทางบอร์ดฯ ได้อนุมัติกรอบการขยายการลงทุนเฟส 1 จากสินทรัพย์นอกตลาดที่เคยลงทุนไว้ประมาณร้อยละ 2 ของพอร์ต ให้สามารถขยายเป็นร้อยละ 6 ของพอร์ต หากนับเป็นตัวเลขคือ จากหมื่นล้านบาท เป็นหลักแสนล้านบาท

“แต่ส่วนที่มีประเด็นขึ้นมา จริงๆ แล้วบอร์ดฯได้กลั่นกรองว่า การขยายลงทุนสู่กรอบสินทรัพย์ที่จะได้รับผลตอบแทนสูงขึ้นเป็นสิ่งที่ดี แต่สิ่งที่กรรมการสัดส่วนผู้ประกันตน ที่นั่งอยู่ในบอร์ดอนุกรรมการการลงทุนและอนุกรรมการบริหารความเสี่ยงต่างๆ มีความกังวลคือ เมื่อเรากระโดดไปสู่สินทรัพย์ใหม่ที่มีอัตราส่วนสูงขึ้น เราจำเป็นต้องวางกรอบในการบริหารความเสี่ยง ซึ่งเป็นข้อถกเถียงอยู่ว่า เราจะบริหารความเสี่ยงภายใต้เงื่อนไขแบบใดกับสินทรัพย์ตัวนี้ โดยในข้อเสนอของเรา คือไม่ต้องการให้มีการลงทุนที่เป็นเจ้าของ 100% เพื่อประเด็นเรื่องหลักธรรมาภิบาลต่างๆ เป็นกรอบการบริหารความเสี่ยงที่ทีแรกจะถูกนำเข้ามาในวาระการพิจารณาเมื่อวันที่ 11 มีนาคมที่ผ่านมา แต่ถูกเลื่อนออกไปและจะเข้าสู่วาระการประชุมรอบถัดไป” นายษัษฐรัมย์ กล่าว

นายษัษฐรัมย์ กล่าวต่อไปว่า ตั้งแต่ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ก่อนที่ตนและทีมประกันสังคมก้าวหน้าจะเข้ามาเป็นบอร์ดประกันสังคม ในกรอบระหว่างปี 2563-2568 เริ่มมีการกระจายการลงทุนสู่สินทรัพย์นอกตลาด ซึ่งอาจจะเริ่มต้นอยู่ที่ร้อยละ 2 ของพอร์ต พอในปี 2567 ขยายกรอบการลงทุนเป็นร้อยละ 6 เพิ่มมูลค่าเป็นแสนล้านบาท แต่บอร์ดฯ มีอำนาจในการอนุมัติกรอบและแนวทางการบริหารความเสี่ยง แต่ตัวสินทรัพย์ต่างๆ บอร์ดฯ จะไม่ไปยุ่ง

Advertisement

ผู้สื่อข่าวถามว่า บอร์ดต้องพิจารณากติกาการลงทุนนอกตลาด เช่น การกำหนดเงื่อนไขการลงทุนนอกตลาดใช่หรือไม่ นายษัษฐรัมย์ กล่าวว่า ใช่ ถึงแม้จะอนุมัติกรอบการลงทุนแล้ว แต่ตั้งแต่เดือนกันยายน 2567 ด้วยความกังวลของกรรมการสัดส่วนผู้ประกันตนในบอร์ดฯ ได้บันทึกข้อความว่า ให้ชะลอการขยายการลงทุนในกรอบ จากร้อยละ 2 เป็นร้อยละ 6 ก่อน เนื่องจากสินทรัพย์นอกตลาด ไม่ได้เป็นสินทรัพย์ที่มีความผันผวนสูง

สิ่งที่เป็นจุดยืนของเรามาตลอดคือ ต้องการให้กรอบบริหารความเสี่ยงใหม่ที่มีความรัดกุมถูกนำออกมาใช้ก่อน การกระจายการลงทุนในสินทรัพย์นอกตลาด ไม่ว่าจะเป็นหุ้นนอกตลาด อสังหาริมทรัพย์นอกตลาด โครงสร้างพื้นฐานนอกตลาด ต้องมีการคุยสัดส่วนให้มีความสมดุล เช่น ประเด็นการลงทุนในตึก Skyy 9 ถ้าเราไม่สามารถวางกรอบการบริหารความเสี่ยงที่รัดกุมได้ เราจะต้องมีประเด็นแบบนี้เกิดขึ้นอีก ถ้าไปฟังคำอธิบายของภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ก็จะบอกว่าถูกกฎหมาย แต่ความเสียหายที่เกิดขึ้น การปรับสูตรบำนาญที่ใช้เงินเพิ่มขึ้นหลักพันล้านบาท แต่ถ้ามีตึกหนึ่งแล้ว เสียมูลค่าไปราว 4 พันล้านบาท แล้วมีอีกกี่ตึก มีกี่สินทรัพย์ นี่คือความกังวลของกรรมการฝ่ายผู้ประกันตน” นายษัษฐรัมย์ กล่าว

เมื่อถามว่า การลงทุนนอกตลาดของ สปส. ใช้วิธีการตั้งกองทรัสต์ขึ้นมาเป็นการลงทุนแทนใช่หรือไม่ นายษัษฐรัมย์ กล่าวว่า ใช่ และนี่จะเป็นปัญหาอย่างหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับเรื่องธรรมาภิบาล เนื่องจากการจัดตั้งกองทรัสต์ เราจะไม่ได้เห็นไส้ในเวลารายงานว่าเป็นอย่างไร เมื่อเทียบเคียงกับกองทุนเงินบำนาญชราภาพในต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นเดนมาร์ก หรือ สวีเดน ก็มีการเปิดเผยทั้งหมดให้ประชาชนสามารถเห็นได้ว่า สินทรัพย์กองทุนบำนาญที่ถืออยู่เป็นอย่างไร แต่หากทับซ้อนอยู่ในกองทรัสต์ ก็จะเป็นปัญหาได้ เป็นสิ่งที่ต้องขบคิดในกรอบการบริหารความเสี่ยงว่าจะทำแบบนี้ต่อไปหรือไม่

“มีปัญหาหนึ่งที่มีการถกเถียงในระดับข้อมูล คือ การลงทุนเหล่านี้มีการทำผ่านบริษัท หลักทรัพย์ไทย (บล.) โดยการลงทุนขนาดหมื่นล้านบาท เราเสียค่าอ่านสัญญาประมาณ 30 กว่าล้านบาท นี่คือสิ่งที่กังวล เพราะฉะนั้น เป็นเรื่องที่ต้องจับตาอย่างมาก การลงทุนนอกตลาดไม่ใช่เรื่องเลวร้าย แต่ร้อยละ 90 ของการลงทุนสินทรัพย์นอกตลาดมีแนวโน้มที่จะเจ๊ง ดังนั้น เราต้องมีกระบวนการกรองที่จะไม่ไปเสี่ยงในตัวร้อยละ 90 นั้น เราพยายามจับอีกร้อยละ 10 ที่เหลือ ซึ่งมีวิธีการคือ หาพาร์ทเนอร์ที่เป็นกองทุนขนาดใหญ่ มีความน่าเชื่อถือระดับโลกมาร่วมกองทุนด้วย เพื่อที่จะไม่ต้องแบกรับความเสี่ยงฝ่ายเดียว” นายษัษฐรัมย์ กล่าวและว่า

จากการที่ได้สื่อสารกับอนุกรรมการบริหารความเสี่ยงในสัดส่วนผู้ประกันตน สิ่งที่พยายามกำหนด คือ การไปลงทุนในกองทุนต่างๆ ต้องไม่เกินร้อยละ 35 ประกันสังคมเองก็ไม่ได้มีความสามารถในการบริหารอาคารต่างๆ เพราะฉะนั้นการไปลงทุนถึงขั้นเป็นเจ้าของไม่ได้มีความจำเป็น