ศูนย์จีโนมฯ รามา ค้าน สปสช.ให้หน่วยงานเดียวตรวจ NIPT หวั่นคนห่างไกลเข้าไม่ถึงบริการ เสียโอกาส

14.03.25 | 21:42 น.

ศูนย์จีโนมฯ รามา ค้าน สปสช.ให้หน่วยงานเดียวตรวจ NIPT หวั่นคนห่างไกลเข้าไม่ถึงบริการ เสียโอกาส

วันที่ 14 มีนาคม  ศ.เกียรติคุณ วสันต์ จันทราทิตย์ ศูนย์จีโนมทางการแพทย์ โรงพยาบาล (รพ.) รามาธิบดี ได้เผยแพร่หนังสือ ถึงสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ผ่านเพจเฟซบุ๊ก ศูนย์จีโนมฯ เรื่อง การทบทวนร่างประกาศเรื่องการจ่ายค่าใช้จ่ายเพื่อบริการสาธารณสุข กรณีบริการสร้างเสริมสุขภาพและป้องกันโรคสำหรับบริการพื้นฐาน (การตรวจ NIPT) หรือชื่อเต็มคือ Non-Invasive Prenatal Testing ซึ่งเป็นการตรวจคัดกรองความผิดปกติของโครโมโซมทารก ที่อยู่ในครรภ์ โดยจะตรวจจากเลือดของมารดา

ทั้งนี้ข้อความระบุว่า

เรียน เลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ

ตามที่ สปสช. ได้จัดทำร่างประกาศเรื่องการจ่ายค่าใช้จ่ายเพื่อบริการสาธารณสุข กรณีบริการสร้างเสริมสุขภาพและป้องกันโรคสำหรับบริการพื้นฐาน โดยมีแผนการมอบหมายให้กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) เป็นเพียงหน่วยงานเดียวในการดำเนินการตรวจ Non-Invasive Prenatal Test (NIPT) ทั่วประเทศ จำนวน 220,000 คนต่อปี ซึ่งได้มีการเผยแพร่เพื่อรับฟังความคิดเห็นทางผ่านทางเว็บไซต์ ของ สปสช. ที่ https://law.go.th/ProjectTimeline?projectId=MzkwMURHQV9MQVdfRlJPTlRFTkQ= นั้น

Advertisement

ศูนย์จีโนมทางการแพทย์ ขอแสดงความคิดเห็นคัดค้านต่อแนวทางดังกล่าว เนื่องจากการดำเนินการในลักษณะนี้จะก่อให้เกิดผลกระทบทางลบอย่างร้ายแรงต่อระบบสาธารณสุขและประชาชนผู้รับบริการ ดังนี้

1. ผลกระทบต่อการเข้าถึงบริการของประชาชน

การรวมศูนย์การให้บริการไว้ที่หน่วยงานเดียวจะส่งผลให้ประชาชน โดยเฉพาะหญิงตั้งครรภ์ในภูมิภาคห่างไกลประสบความยากลำบากในการเข้าถึงบริการ ทั้งในแง่ของ:

• ระยะเวลาในการส่งตัวอย่างเลือดไปยังห้องปฏิบัติการกลาง ซึ่งอาจทำให้เกิดความล่าช้าและส่งผลเสียต่อคุณภาพของตัวอย่าง

• ความล่าช้าในการรายงานผล อันเนื่องมาจากปริมาณตัวอย่างจำนวนมากที่ต้องวิเคราะห์ในเวลาจำกัด

• การขาดการกระจายจุดให้บริการและให้คำปรึกษาในพื้นที่ ทำให้ประชาชนต้องเดินทางไกลเพื่อใช้บริการ

2. ความเสี่ยงต่อสุขภาพมารดาและทารกจากความล่าช้าในการวินิจฉัย

การรวมศูนย์ที่หน่วยงานเดียวซึ่งต้องรับผิดชอบการตรวจวิเคราะห์ถึง 220,000 รายต่อปี หรือประมาณ 600 รายต่อวัน จะก่อให้เกิด:

• ความล่าช้าในการวิเคราะห์และรายงานผลอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

• การเสียโอกาสในการวินิจฉัยและตัดสินใจทางการแพทย์ในระยะเวลาที่เหมาะสม

• ความเสี่ยงในการเกิดข้อผิดพลาดจากการปฏิบัติงานที่เร่งรีบเพื่อให้ทันปริมาณงานที่มาก

3. การสูญเสียทรัพยากรและงบประมาณของรัฐอย่างไม่เกิดประโยชน์สูงสุด

การผูกขาดการให้บริการไว้ที่หน่วยงานเดียวเป็นการสร้างระบบที่ขาดการแข่งขัน (Monopoly) ซึ่งจะส่งผลต่อประสิทธิภาพการใช้งบประมาณของรัฐ ดังนี้:

• ขาดแรงจูงใจในการพัฒนาประสิทธิภาพและลดต้นทุนการให้บริการ

• ลดโอกาสในการประหยัดงบประมาณจากกลไกการแข่งขันอย่างเสรีและเป็นธรรม

• ไม่สอดคล้องกับหลักธรรมาภิบาลในการบริหารจัดการภาครัฐ โดยเฉพาะในด้านความคุ้มค่า

4. การละเมิดหลักการพัฒนาระบบสาธารณสุขอย่างยั่งยืน

การผูกขาดการให้บริการจะนำไปสู่:

• การสูญเสียองค์ความรู้และประสบการณ์ที่มีอยู่แล้วในสถาบันการแพทย์อื่นๆ ทั้งภาครัฐและเอกชนที่ได้ดำเนินการตรวจ NIPT มากว่า 10 ปี

• การลดทอนศักยภาพของระบบสาธารณสุขในภาพรวม จากการไม่ใช้ประโยชน์จากทรัพยากรและความเชี่ยวชาญที่มีอยู่ทั่วประเทศ

• การขัดขวางการพัฒนานวัตกรรมและเทคโนโลยีในวงการแพทย์ของประเทศ

5. การสร้างความไม่เป็นธรรมในระบบสาธารณสุข

การดำเนินการดังกล่าวก่อให้เกิด:

• ความไม่เสมอภาคในการเข้าถึงบริการระหว่างผู้ที่อยู่ในเขตเมืองและชนบท

• การเลือกปฏิบัติต่อหน่วยงานที่มีศักยภาพ โดยไม่เปิดโอกาสให้มีส่วนร่วมอย่างเท่าเทียม

• การสร้างความเหลื่อมล้ำในระบบบริการสาธารณสุขซึ่งขัดต่อหลักการพื้นฐานของระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า

6. การขัดแย้งกับแนวทางการดำเนินงานที่ผ่านมาของ สปสช.

ในปีงบประมาณ 2564 สปสช. ได้ประกาศให้สิทธิประโยชน์ “บริการตรวจคัดกรองเพื่อค้นหาการกลายพันธุ์ของยีนโรคมะเร็งเต้านม BRCA1/BRCA2” ในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ สำหรับประชาชนไทยอายุตั้งแต่ 18 ปีขึ้นไปที่เป็นผู้ป่วยมะเร็งเต้านมที่มีความเสี่ยงสูง และญาติสายตรงที่มีประวัติครอบครัวตรวจพบยีนกลายพันธุ์ โดยในกรณีดังกล่าว สปสช.ได้ดำเนินการตามหลักการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี ด้วยการเปิดโอกาสให้หน่วยตรวจบริการทั้งภาครัฐและภาคเอกชนที่มีศักยภาพสามารถเข้าร่วมดำเนินการให้บริการแก่ประชาชนทั่วประเทศอย่างเป็นธรรมและเท่าเทียม

อย่างไรก็ตาม ในกรณีของการตรวจคัดกรอง Non-Invasive Prenatal Test (NIPT) ซึ่งเป็นบริการทางการแพทย์ที่มีความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน สปสช.กลับมีแนวทางการดำเนินการที่แตกต่างออกไปโดยสิ้นเชิง ด้วยการมอบหมายให้เพียงหน่วยงานเดียวเป็นผู้ดำเนินการทั้งหมด การกระทำดังกล่าวมิได้สอดคล้องกับหลักธรรมาภิบาลและความโปร่งใสที่สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติได้ยึดถือและปฏิบัติมาในอดีต

การเปลี่ยนแปลงแนวทางดังกล่าวโดยปราศจากเหตุผลที่ชัดเจนและเป็นที่ประจักษ์ อาจก่อให้เกิดข้อสงสัยต่อกระบวนการพิจารณาและตัดสินใจในการบริหารงาน ซึ่งเป็นเรื่องที่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อความน่าเชื่อถือและความเชื่อมั่นของสาธารณชนที่มีต่อการดำเนินงานของหน่วยงาน

สำหรับข้อเสนอแนะเพื่อประโยชน์สูงสุดของประชาชน ศูนย์จีโนมทางการแพทย์ โรงพยาบาลรามาธิบดี จึงขอเสนอให้ สปสช.พิจารณา

1. ทบทวนและยกเลิกแนวทางการมอบหมายให้กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์เป็นเพียงหน่วยงานเดียวในการดำเนินการตรวจ NIPT

2. เปิดโอกาสให้หน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนที่มีศักยภาพและความพร้อมเข้าร่วมให้บริการ โดยกำหนดมาตรฐานที่ชัดเจนและเป็นธรรม

3. สร้างระบบการกระจายจุดรับตัวอย่างและให้คำปรึกษาในระดับภูมิภาคและท้องถิ่น เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงบริการได้อย่างทั่วถึง

4. จัดให้มีกลไกการกำกับดูแลคุณภาพและราคาที่โปร่งใส เพื่อประกันว่าประชาชนจะได้รับบริการที่มีคุณภาพในราคาที่เหมาะสม

5. ยึดถือแนวทางการดำเนินงานที่เคยปฏิบัติมาแล้วในกรณีการตรวจ BRCA1/BRCA2 เป็นต้นแบบในการดำเนินการตรวจ NIPT เพื่อความสอดคล้องและต่อเนื่องในนโยบายสาธารณสุข

การดำเนินการตามข้อเสนอแนะดังกล่าวจะช่วยส่งเสริมการแข่งขันอย่างเป็นธรรม ลดต้นทุนค่าใช้จ่าย พัฒนาคุณภาพบริการ และสร้างความยั่งยืนให้กับระบบสาธารณสุขของประเทศในระยะยาว