รองผู้ว่าฯ ห่วง ‘เด็กหลุดจากระบบ’ จัดอบรม ย้ำสาระสำคัญของ พ.ร.บ.ทุกฉบับ ที่คุ้มครองเด็ก – เสริมทีมดูแลลึกถึง ‘ต้นทุนทางสังคม’ ผ่านแพลตฟอร์มเติมเต็ม
เมื่อวันที่ 14 มีนาคมที่ผ่านมา ที่ห้องประชุมปทุมวัน โรงแรมเอเชีย ถนนพญาไท เขตราชเทวี น.ส.ทวิดา กมลเวชช รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร กล่าวเปิดการอบรมกฎหมายรอบรู้เพื่อการบริหารงานตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการคุ้มครองเด็ก ในการอบรมหลักสูตร 2 “สนับสนุนการบูรณาการภารกิจการพัฒนาคุณภาพชีวิตและคุ้มครองเด็กให้เกิดสัมฤทธิ์ผล” โดยความร่วมมือระหว่าง สภาวิชาชีพสังคมสงเคราะห์ กรุงเทพมหานคร (กทม.) มูลนิธิสถาบันวิจัยและพัฒนานโยบาย และสำนักงานอัยการสูงสุด โดยการสนับสนุนของ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)
น.ส.ทวิดากล่าวว่า เรามีเด็กที่หลุดออกจากระบบค่อนข้างเยอะ อ้างอิงจากข้อมูลจะเห็นว่า ระบบเติมเต็มที่เราใช้ ระบุว่ามีเด็กที่มีความเปราะบาง จำนวน 449 คน ระบุตัวได้จำนวน 338 คน และมีเด็กที่ยังไม่ถูกระบุ ตัวอีกประมาณ 100 กว่าคน
“ในขณะเดียวกัน จากการเก็บข้อมูลแสดงให้เห็นว่า ความต้องการบริการความช่วยเหลือของเด็กกลุ่มเปราะบางเหล่านี้ สิ่งที่ต้องการมากที่สุด คือ บริการด้านสังคม ซึ่งเป็นเรื่องของการดูแลความเป็นอยู่ที่ดี ที่ไม่ใช่แค่เรื่องสุขภาพเพียงอย่างเดียว รวมถึงด้านสังคม และความสัมพันธ์ในครอบครัวด้วย”
“อีกมุมหนึ่งความต้องการของพ่อแม่ คือ อาชีพ ดังนั้นอยากให้สำนักงานเขต โรงเรียน ศูนย์บริการสาธารณสุข อย่าไปยึดติดในการได้มาของตัวเลขจำนวนเด็กเพียงอย่างเดียว สิ่งสำคัญที่หน่วยงานต้องเข้าไปดู คือ เศรษฐฐานะทางสังคม ที่อาจเป็นส่วนสำคัญทำให้เด็กขาดโอกาสทางสังคม” น.ส.ทวิดากล่าว

น.ส.ทวิดากล่าวกล่าวอีกด้วยว่า การทำงานด้านนี้ ข้อมูลเป็นเรื่องใหญ่ ในขณะเดียวกันการรักษาความลับและระมัดระวังข้อมูลส่วนบุคคล และทำให้น้องๆ ไม่ถูกตีตรา ก็เป็นเรื่องสำคัญ หาก กทม.เราสามารถเห็นน้องๆ ซึ่งอาจถูกละเลยได้ตั้งแต่ต้น อาจจะช่วยเขาได้มาก
ทั้งนี้ พ.ร.บ.คุ้มครองเด็ก พ.ศ. 2556 กับ กรุงเทพมหานคร ได้กำหนดบทบาทหน้าที่ของการร่วมพันธกิจ “คุ้มครองเด็ก (Child Protection Governance)” ซึ่ง พ.ร.บ.กำลังปรับแก้ตามนัยยะของ รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 ที่กำหนดให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีอำนาจหน้าที่ดูแล และจัดบริการสาธารณะ และกิจกรรมสาธารณะ เพื่อประโยชน์ของประชาชนในท้องถิ่นตามหลักการพัฒนาอย่างยั่งยืน รวมถึงการคุ้มครองเด็ก กำหนดให้บุคคล และชุมชนมีสิทธิร่วมกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจัดให้มีระบบสวัสดิการของชุมชน เพื่อบรรลุเจตนารมณ์ในการปกป้องและคุ้มครองเด็ก อันเป็นการคุ้มครองทางสังคมขั้นพื้นฐาน และเป็นหลักประกันทางเศรษฐกิจสังคมและสุขภาพ ซึ่งเป็นมาตรการแบบเจาะจงกลุ่มเป้าหมาย
ทั้งนี้ การทำงานกับเด็กผู้ด้อยโอกาสทางสังคมและผู้เสียเปรียบในสังคม ยังสอดคล้องกับแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ในการพัฒนาศักยภาพคน ครอบครัว ชุมชน ให้มีความเข้มแข็ง และสร้างระบบที่เอื้อต่อการพัฒนาคน ให้มีคุณภาพชีวิตที่ดี โดยการสร้างหลักประกันในการคุ้มครองเด็กที่ด้อยโอกาสทางสังคม

น.ส.ทวิดาเผยว่า แนวรุกสำคัญของ กทม. คือ ผู้บริหารหน่วยบริการสังคม 4 มิติ ได้แก่ ความเป็นอยู่อาชีพ สังคมสวัสดิภาพ สุขภาพ และการเรียนรู้/การศึกษา ที่มีบทบาทในการจัดวาง แผนงาน ภายใต้ข้อจำกัดของการให้บริการทางสังคม เพื่อปรับตัวให้เท่าทันกับภาวะคุกคามทางสังคมที่ซับซ้อน และต้องแก้ไขได้อย่างรวดเร็วในภาวะฉุกเฉิน สภาวิชาชีพสังคมสงเคราะห์ กรุงเทพมหานคร ศูนย์อัยการคุ้มครองสิทธิ์เด็กเยาวชนและสถาบันครอบครัว สำนักงานอัยการสูงสุด สสส. และมูลนิธิ สวน. จึงจัดอบรมกฎหมายรอบรู้เพื่อการบริหารงานตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการคุ้มครองเด็กระดับเขตของ กทม.
โดยผู้เข้ารับการอบรม ประกอบด้วย ผู้อำนวยการเขต ผู้อำนวยการศูนย์บริการสาธารณสุข ผู้อำนวยการโรงเรียนในพื้นที่รังสรรค์นวัตกรรม 9 เขต ได้แก่ ลาดกระบัง บางซื่อ วังทองหลาง ปทุมวัน พระโขนง บางนา บางแค หนองแขม และคลองสาน รวม 25 คน
สำหรับเนื้อหาสำคัญของการอบรม คือ การสรุปรวมสาระกฎหมายสำคัญที่เกี่ยวข้องในการทำหน้าที่ปกป้อง คุ้มครองเด็ก เช่น พ.ร.บ.คุ้มครองเด็ก พ.ร.บ.ครอบครัว พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรง สิทธิเด็ก พ.ร.บ.สารเสพติด พ.ร.บ.สุขภาพจิต รูปแบบการประสานงานแบบทีมสหวิชาชีพในการคุ้มครองเด็ก แนวทางการออกคำสั่งเพื่อการแต่งตั้งการทำงานคุ้มครองเด็กในพื้นที่กรุงเทพมหานครการแถลงข่าว การทำจดหมายข่าวเกี่ยวกับเด็ก กระบวนการยุติธรรมทางอาญา กรณีที่มีเด็กเข้ามาเกี่ยวข้องในฐานะต่างๆ เช่น ผู้ต้องหา ผู้เสียหาย หรือได้รับผลกระทบจากคดี
การอบรมในครั้งนี้ จึงเป็นก้าวพื้นฐานและเป็นก้าวสำคัญต่อไปที่เสริมหนุนผู้บริหาร หน่วยบริการสังคมระดับเขต ให้บูรณาการเข้ากับภารกิจประชาคมและความต้องการของแต่ละชุมชนเปราะบางได้อย่างกลมกลืนและเข้มแข็ง


