ส่องประโยชน์ ‘ตู้ห่วงใย’ ในชุมชน ‘จตุจักร’ นวัตกรรมพบหมอของคนใช้ ‘บัตรทอง’ ที่สิทธิอื่นก็อยากได้

22.03.25 | 16:32 น.

“ตู้ห่วงใย” เป็นบริการพบแพทย์ทางไกลผ่านระบบเทเลเมดิซีนใน “ตู้คีออส” คือ นวัตกรรมบริการสุขภาพจากนโยบาย 30 บาทรักษาทุกที่ของรัฐบาล ที่ให้กับคนไทยสิทธิหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ หรือบัตรทอง 30 บาท ได้พบแพทย์เมื่อเจ็บป่วยเล็กน้อยใน 42 อาการ ไม่มีค่าใช้จ่าย อย่างสะดวกมากขึ้น

ตู้ห่วงใย กำลังสร้างแรงกระเพื่อมมากขึ้น หลังนำร่องทดลองวางตู้ตามจุดต่างๆ ในกรุงเทพมหานคร ทั้งในชุมชน สถานีขนส่งผู้โดยสาร รวมถึงหน้าโรงพยาบาล ซึ่งกำลังได้รับกระแสตอบรับจากประชาชนสิทธิบัตรทองที่เข้าไปใช้บริการกันมากขึ้นเรื่อยๆ

ทีมข่าวลงพื้นที่ไปยังชุมชนเคหสถานเจริญชัยนิมิตใหม่ แขวงลาดยาว เขตจตุจักร กรุงเทพฯ ชุมชนแรกของกรุงเทพฯ ที่สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) เลือกเป็นชุมชนแรกที่ตั้งตู้ห่วงใยไว้ใช้บริการ

เกียรติศักดิ์ มีสมพร

เกียรติศักดิ์ มีสมพร ที่ปรึกษาชุมชนเคหสถานเจริญชัยนิมิตใหม่ รวมถึง นันธกานต์ วงษา กรรมการชุมชน และ สมพร มีสมพร อาสาสมัครสาธารณสุขกรุงเทพมหานคร (อสส.) ของชุมชน ต่างบอกเป็นเสียงเดียวกันว่า ตั้งแต่ที่ตู้ห่วงใยมาตั้งในชุมชน ก็พบว่า คนใช้สิทธิบัตรทองในชุมชนนี้รวมถึงอีก 8 แห่ง ในแขวงจตุจักร กว่า 2,800 คน ได้ใช้ประโยชน์ และได้พบหมอเมื่อพวกเขามีอาการเจ็บป่วยเล็กน้อยในเบื้องต้นอย่างสะดวกมากกว่าเดิม เพราะนอกจากความสะดวกในการมีทางเลือกสำหรับรับบริการทางการแพทย์ตามสิทธิบัตรทอง ด้วยการใช้บริการจากตู้ห่วงใย สิ่งที่ได้กลับมาคือ “เวลา” และไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายทางอ้อม โดยเฉพาะค่าเดินทางไปหาหมอที่โรงพยาบาล

Advertisement

“เพราะอย่างน้อย หากคนในชุมชนเคหสถานเจริญชัยนิมิตใหม่เจ็บป่วย จะไปรับบริการที่ศูนย์บริการสาธารณสุขที่ 17 (ศบส.) กรุงเทพมหานคร (กทม.) ที่ใกล้ที่สุด จะต้องเรียกวินมอเตอร์ไซค์ไปส่ง 100 บาท เมื่อใช้บริการกับตู้ห่วงใยแทน ก็ลดค่าใช้จ่ายได้” เกียรติศักดิ์บอกถึงประโยชน์ที่คนในชุมชนสิทธิบัตรทองได้รับ

นันธกานต์ วงษา

สอดรับกับความเห็นของนันธกานต์ กล่าวเสริมว่า หลังจากเปิดตู้ห่วงใยในชุมชนเคหสถานเจริญชัยนิมิตใหม่ไปแล้ว พบว่า มีประชาชนสิทธิบัตรทองในพื้นที่รวม 9 ชุมชนไปใช้บริการ รวมถึงประชาชนสิทธิบัตรทองจากพื้นที่อื่น ที่รู้ว่าในชุมชนมีตู้ห่วงใยก็ไปใช้บริการด้วยเช่นกัน เมื่อเจ็บป่วยเล็กน้อยในเบื้องต้น อีกทั้งหลายคนยังบอกว่าสามารถปั่นจักรยานไปรับบริการ หรือเดินไปที่ตู้ห่วงใยได้เลย

“อย่างวัยรุ่น คนรุ่นใหม่ หรือวัยผู้ใหญ่ไม่เกิน 40 ปี ที่มีสิทธิบัตรทอง เขาไปใช้บริการกันอย่างคล่องแคล่ว เพราะมีระบบคอยแนะนำขั้นตอนการบริการจากเสียงอัตโนมัติอย่างละเอียด แต่สำหรับผู้สูงอายุที่วัย 50 ปีขึ้นไป อาจต้องคอยแนะนำ ซึ่งในชุมชนมี อสส.คอยให้คำแนะนำ และเมื่อคุ้นเคยก็ใช้บริการตู้ห่วงใยได้อย่างดีเหมือนกัน” นันธกานต์ให้ภาพประโยชน์ของตู้ห่วงใย

สมพร มีสมพร

ขณะที่ อสส.สมพร ซึ่งเป็นคนในชุมชนที่คอยทำให้มั่นใจว่า ตู้ห่วงใยที่ตั้งในชุมชนแห่งนี้ ได้ทำหน้าที่ของมันอย่างเต็มศักยภาพ และทำให้คนในชุมชนได้เรียนรู้เครื่องมือที่เป็นนวัตกรรมใหม่ในการเข้าถึงบริการ

“เคยมีเคสที่ไปพบหมอจากบริการในตู้ห่วงใย แล้วพบว่าบางรายมีอาการหนัก หรือมีอาการเพิ่มเติมจากโรคแทรกซ้อน ก็แจ้งกับคนไข้ให้ประสานการส่งตัว พอดีว่าเราอยู่ตรงนั้น ซึ่งคอยดูแลตู้ห่วงใยและคอยแนะนำการใช้บริการอยู่แล้ว ก็เลยประสานสายด่วน 1669 เพื่อรับตัวไปทันที ซึ่งทำให้คนไข้รายนี้เข้าถึงการรักษาได้ทันท่วงที และตามที่หมอจากตู้ห่วงใยได้วินิจฉัย” อสส.สมพรยกตัวอย่าง

อีกสิ่งที่ตัวแทนจากชุมชนเคหสถานเจริญชัยนิมิตใหม่สะท้อนหลังจากได้เห็นและได้ใช้บริการกับตู้ห่วงใย พร้อมกับฟังเสียงตอบรับจากคนในชุมชนว่า ประชาชนสิทธิอื่นๆ ทั้งสิทธิประกันสังคม และสิทธิสวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการ ก็เป็นส่วนหนึ่งในชุมชนนี้ที่ต้องการมีโอกาสใช้บริการจากตู้ห่วงใยเหมือนกับสิทธิบัตรทองด้วยเช่นกัน แต่ยังไม่สามารถเข้าใช้บริการได้ เพราะตู้ห่วงใยจำกัดสิทธิให้กับประชาชนสิทธิบัตรทองเท่านั้น

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่เด่นชัดนอกจากตัวตู้ห่วงใยสีแดงที่ตั้งอยู่กลางชุมชน คือ ความเป็นเจ้าของร่วมกันของคนในชุมชน ที่ช่วยดูแลรักษาตู้ห่วงใยนี้ให้สามารถใช้บริการได้อย่างยั่งยืน ซึ่งเป็นส่วนสำคัญอย่างมากต่อระบบบริการ ที่เป็นนวัตกรรมและต้องดูแลโดยคนในชุมชนนั้นเอง

สมภพ พร้อมพอชื่นบุญ

สมภพ พร้อมพอชื่นบุญ นักวิจัยโครงการ Bangkok City Lab มหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช หนึ่งในทีมทำงานร่วมกับ กทม.และ สปสช. ในการร่วมสร้างกระบวนการมีส่วนร่วมในชุมชนแต่ละแห่ง ที่หากจะมีตู้ห่วงใยไปบริการ ชุมชนจะต้องมีส่วนร่วมดูแล และบริหารจัดการ เพื่อให้ตู้ห่วงใยและบริการพบแพทย์ทางไกลที่สะดวกนี้มีความยั่งยืน

สมภพให้ภาพว่า การสร้างกระบวนการมีส่วนร่วมของชุมชน เพื่อให้รู้สึกถึงความเป็นเจ้าของนวัตกรรมนี้จะสำคัญอย่างมาก เพราะชุมชนจะต้องร่วมกันดูแลและคอยบริหารจัดการ ทั้งด้านสถานที่ การดูแลระบบในเบื้องต้น และค่าสาธารณูปโภค เช่น ค่าไฟฟ้าเพื่อเดินระบบบริการ ฯลฯ ดังนั้น นวัตกรรมตู้ห่วงใยจึงไม่ใช่ว่าภาครัฐจะเลือกกำหนดพื้นที่เอาไปบริการในชุมชน หากแต่ชุมชนนั้นเองที่ต้องมีความต้องการใช้งาน และมีความพร้อมในด้านการจัดการ

ประโยชน์จากตู้ห่วงใยที่สะท้อนจากการใช้บริการของชุมชนเคหสถานเจริญชัยนิมิตใหม่แห่งนี้ เป็นอีกดอกผลที่สะท้อนว่านวัตกรรมนี้อาจได้ผล และเตรียมขยายไปสู่พื้นที่อื่นๆ ตามนโยบายของรัฐบาล และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (สธ.)

ทพ.อรรถพร ลิ้มปัญญาเลิศ

ซึ่ง ทพ.อรรถพร ลิ้มปัญญาเลิศ รองเลขาธิการ สปสช. สะท้อนถึงบริการพบแพทย์เมื่อเจ็บป่วยเล็กน้อย 42 อาการ จากตู้ห่วงใยว่า ประชาชนเริ่มรู้จักมากขึ้น หลังจากที่นำร่องตู้ห่วงใยในหลายจุด รวมถึงยังเอาตู้ห่วงใยไปตั้งที่บริเวณโรงพยาบาล (รพ.) พระนั่งเกล้า จ.นนทบุรี ตามนโยบายของ นพ.โอภาส การย์กวินพงศ์ ปลัด สธ. ก็พบว่า ประชาชนที่ไปโรงพยาบาลเลือกใช้ตู้ห่วงใยมากขึ้น และไม่ต้องรอคิวรับบริการนาน

มากไปกว่าความสะดวกในการเข้าถึงบริการ สิ่งสำคัญที่คนไทยสิทธิบัตรทองได้กลับมาคือ เวลา และประหยัดค่าใช้จ่ายเมื่อเจ็บป่วย เพราะเมื่อใช้บริการตู้ห่วงใย ก็เท่ากับลดการเดินทางไปโรงพยาบาล ลดค่าใช้จ่าย และลดเวลาสำหรับคนที่ต้องทำงานรายวัน หาเช้ากินค่ำ ค้าขาย

ทพ.อรรถพรบอกว่า ตอนนี้นำร่องตู้ห่วงใยในกรุงเทพฯ ก่อน โดยจะเชิญผู้นำชุมชนมาหารือร่วมกัน และมีกระบวนการเตรียมความพร้อม รวมถึงแนวทางให้ชุมชนได้ประชาพิจารณ์ เพื่อตัดสินใจเลือกเอาตู้ห่วงใยไปไว้บริการในชุมชนและพื้นที่ใกล้เคียง

“แม้จะสะดวก แต่จริงๆ เราก็ไม่อยากให้ป่วยกัน แต่เมื่อมันเลี่ยงไม่ได้ เพราะอาการเจ็บป่วยเกิดได้กับทุกคน และเมื่อเกิดอาการแล้ว ก็มีนวัตกรรมบริการไปอยู่ใกล้ๆ มีหมอคอยตรวจ และวินิจฉัยให้อย่างมีคุณภาพ มาตรฐาน ก็เป็นเรื่องที่ดีไม่น้อยทีเดียว” ทพ.อรรถพรย้ำตอนท้าย