ศกพ.เตือน 24 มี.ค.ฝุ่น PM2.5 กทม.-ปริมณฑล-17 จังหวัดเหนือ พุ่งเกินมาตรฐาน
เมื่อวันที่ 23 มีนาคม เว็บไซต์ IQAir เปิดเผยคุณภาพอากาศในโลก ดัชนีคุณภาพอากาศ (AQI) และมลพิษทางอากาศ PM2.5 ในโลก อันดับ AQI สดตามเมือง อันดับ 1 ลาฮอร์ ปากีสถาน 281 อันดับ 2 เทศบาลนครเชียงใหม่ ไทย 187 อันดับ 3 ธากา บังกลาเทศ 182 อันดับ 4 เดลี อินเดีย 181 อันดับ 5 ฮานอย เวียดนาม 180 อันดับ 6 กรุงเทพฯ ไทย 175 อันดับ 7 นครโฮจิมินห์ เวียดนาม 173 อันดับ 8 พนมเปญ กัมพูชา 171 อันดับ 9 ฉงชิ่ง จีน 162 และอันดับ 10 เซี่ยงไฮ้ จีน 161
สำหรับคุณภาพอากาศในกรุงเทพฯ ดัชนีคุณภาพอากาศ (AQI) และมลพิษทางอากาศ PM2.5 มีมลพิษมากที่สุด อันดับ 1 คลองสามวา 201, อันดับ 2 สะพานสูง 197, อันดับ 3 หนองแขม 187, อันดับ 4 พระโขนง 187, อันดับ 5 สัมพันธวงศ์ 187 และอันดับ 6 บางกอกใหญ่ 185
เว็บไซต์จิสด้า เปิดข้อมูลพบพื้นที่สีแดงจำนวน 51 จังหวัด อันดับ 1 แม่ฮ่องสอน 135.5 รองลงมา บึงกาฬ 122.8, ลำพูน 117.3, แพร่ 116.3, หนองคาย 115.7, น่าน 112.9, หนองบัวลำภู 112.4, สุโขทัย 111.9, เลย 114.1, เชียงใหม่ 110.6, ลำปาง 108.6, พิษณุโลก 107.4, ตาก 105.9, กรุงเทพมหานคร 105.6, สิงห์บุรี 104.3, นนทบุรี 101.4, สมุทรปราการ 100.1, สมุทรสาคร 103 เป็นต้น
เนื่องจากช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมามีมวลอากาศเย็นกำลังค่อนข้างแรงแผ่เข้ามาในประเทศไทย ส่งผลให้ช่วงวันที่ 23-24 มีนาคม พื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล และภาคเหนือ เกิดสภาพอากาศนิ่ง และจมตัว ทำให้อัตราการระบายอากาศค่อนข้างต่ำ เกิดสภาพอุณหภูมิผกผันใกล้ผิวพื้น และมีสภาพเพดานอากาศที่ต่ำมาก เกิดลักษณะคล้ายฝาชีครอบ ส่งผลให้ในช่วงเวลาดังกล่าว ฝุ่นละอองไม่สามารถระบายออกจากพื้นที่ได้ จึงมีการสะสม และแขวนลอยในชั้นบรรยากาศมาก แม้ว่าจุดความร้อนในหลายพื้นที่จะไม่สูงอย่างเช่นกรุงเทพฯ
ศูนย์สื่อสารการแก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศ (ศกพ.) กรมควบคุมมลพิษ ขอแจ้งเตือนสถานการณ์ฝุ่นละออง PM2.5 วันที่ 23-24 มีนาคม มีแนวโน้มเกินเกณฑ์มาตรฐานในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล และพื้นที่ 17 จังหวัดภาคเหนือ ที่อาจพบหลายพื้นที่อยู่ในระดับที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพ (สีแดง/ส้ม) ทั้งนี้ สถานการณ์มีแนวโน้มที่จะบรรเทาลงช่วงหลังวันที่ 23-24 มีนาคม เนื่องจากความเร็วลมที่แรงขึ้น อัตราการระบายอากาศที่เพิ่มสูงขึ้น อากาศไม่นิ่ง และไม่จมตัว ทำให้ฝุ่นละอองไม่สะสม และระบายออกจากพื้นที่ได้
นางมนพร เจริญศรี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม กล่าวว่า สถานการณ์หมอกควัน และไฟป่าในพื้นที่ภาคเหนือตอนบน ทวีความรุนแรงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจนถึงขั้นวิกฤต ทำให้เกิดมลพิษทางอากาศ และฝุ่น PM2.5 ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อ มและสุขภาพของพี่น้องประชาชน รัฐบาลได้ยกระดับความสำคัญให้เป็นวาระแห่งชาติ และวาระแห่งอาเซียน จึงมอบหมายให้บริษัท วิทยุการบินแห่งประเทศไทย จำกัด ใช้องค์ความรู้ในการบังคับโดรน หรืออากาศยานไร้คนขับ ต่อยอดมาจากนครพนมโมเดล จัดการประชุมเชิงปฏิบัติการ และฝึกอบรมการใช้โดรน สนับสนุนการป้องกัน และแก้ปัญหาไฟป่าในพื้นที่ จ.เชียงใหม่ ให้แก่หน่วยงานภาครัฐและเอกชน รวมถึง อาสาสมัครป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย 200 คน เพื่อให้ความรู้ที่เกี่ยวข้องกับการใช้โดรนให้ถูกต้องตามกฎหมาย และจัดระเบียบการใช้งานห้วงอากาศในการปฏิบัติการบินโดรนให้เกิดความปลอดภัยสูงสุด
ที่ จ.นครราชสีมา โครงการชลประทานนครราชสีมา รายงานว่าสถานการณ์น้ำเก็บกักภาพรวมในอ่างเก็บน้ำขนาดกลาง 23 แห่ง และในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ 4 แห่ง รวม 27 แห่งของ จ.นครราชสีมา ล่าสุดมีปริมาตรน้ำกักเก็บรวมเหลือ 461.23 ล้าน ลบ.ม.คิดเป็น 37.78% ของความจุกักเก็บทั้งหมด ใช้การได้ 398.42 ล้าน ลบ.ม.หรือ 34.41% ในจำนวนนี้มีอ่างเก็บน้ำ 3 แห่ง มีปริมาตรน้ำเก็บกักเหลือไม่ถึง 30% ได้แก่ อ่างเก็บน้ำลำตะคอง อ.สีคิ้ว มีปริมาตรน้ำคงเหลือน้อยมาก อยู่ในเกณฑ์วิกฤตน้ำน้อย โดยมีน้ำเหลือ 59.53 ล้าน ลบ.ม.หรือ 18.93% สามารถใช้การได้เพียง 36.81 ล้าน ลบ.ม.หรือ 12.62% จึงต้องติดตามสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิด และบริหารจัดการการใช้น้ำอย่างรัดกุมที่สุด เพราะต้องส่งจ่ายน้ำดิบให้ 5 อำเภอ ได้แก่ อ.สีคิ้ว อ.สูงเนิน อ.ขามทะเลสอ อ.เมืองนครราชสีมา และ อ.เฉลิมพระเกียรติ นำไปใช้ผลิตประปาอุปโภค-บริโภค รวมทั้งต้องส่งจ่ายไปรักษาระบบนิเวศลำน้ำ จ่ายให้ภาคการเกษตร และภาคอุตสาหกรรม ตามแผนบริหารจัดการน้ำด้วย
ส่วนอ่างเก็บน้ำขนาดกลางอีก 2 แห่ง คือ อ่างเก็บน้ำห้วยซับประดู่ อ.สีคิ้ว เหลือน้ำใช้การได้แค่ 5.92 ล้าน ลบ.ม.หรือ 22.55% และอ่างเก็บน้ำห้วยน้ำเค็ม อ.บัวใหญ่ ไม่สามารถส่งจ่ายน้ำให้กิจกรรมการใช้น้ำต่างๆ ได้แล้ว เพราะเหลือน้ำเก็บกักประมาณ 1 แสน ลบ.ม.หรือ 15.65% เท่านั้น ซึ่งเป็นน้ำก้นอ่าง ต้องเก็บกักเอาไว้เพื่อรักษาความมั่นคงแข็งแรง และรักษาสภาพดินรอบอ่างเก็บน้ำเขื่อนไม่ให้ขาดน้ำจนอ่างทรุดพัง

