นพ.สสจ.ตาก แจงภาระงานพื้นที่ชายแดน เผย ‘สมศักดิ์’ เดินหน้า ก.สธ. บริหารบุคลากรเอง

24.03.25 | 18:24 น.

นพ.สสจ.ตาก แจงภาระงานพื้นที่ชายแดน เผย ‘สมศักดิ์’ เดินหน้า ก.สธ. บริหารบุคลากรเอง

นพ.พิทักษ์พงษ์ จันทร์แดง นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัด (นพ.สสจ.) ตาก กล่าวถึงภาระงานของบุคลากรทางการแพทย์ในสถานบริการพื้นที่ชายแดน ซึ่งสูงกว่าพื้นที่อื่นมาก เนื่องจากต้องให้การดูแลประชากรต่างด้าวทั้งเรื่องรักษาพยาบาลและการป้องกันควบคุมโรค ว่า จากรายงานของสภาการพัฒนาสังคมและเศรษฐกิจแห่งชาติ หรือ สภาพัฒน์ หากคิดเฉพาะประชากรไทย อัตราส่วนแพทย์ต่อประชากรของ จ.ตาก อยู่ที่ 1 ต่อ2,864 คน ซึ่งสูงกว่าพื้นที่ทั่วไปอยู่แล้ว หากนำประชากรที่ไม่ใช่คนไทยมาคำนวณด้วยอัตราส่วนจะเพิ่มขึ้นเป็น 1 ต่อ 5,122 คน อย่างไรก็ตาม การคิดคำนวณอัตราส่วนที่แท้จริง ทำได้ยาก เพราะประชากรที่ไม่ใช่คนไทยมีการเคลื่อนย้ายตลอด รวมทั้งยังมีแพทย์ของสถานพยาบาลเอกชนและองค์กรต่างประเทศให้บริการผู้ป่วยต่างด้าวในพื้นที่อีกจำนวนหนึ่ง

นพ.พิทักษ์พงษ์ กล่าวต่อไปว่า อัตรากำลังทั้งแพทย์ พยาบาล และบุคลากรทางการแพทย์อื่นๆ ของโรงพยาบาล (รพ.) แม่สอด ถือว่ายังขาด โดยเฉพาะภาระงานของแผนกอายุรกรรมพบว่า สูงกว่าพื้นที่อื่นๆ แม้ในภาพรวมอัตราส่วนการเข้ารับบริการทั้งผู้ป่วยนอกและผู้ป่วยในต่อแพทย์ทั้งหมดจะไม่แตกต่างจากพื้นที่อื่น ทั้งนี้ นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ได้รับทราบปัญหา และให้เร่งหาแนวทางแก้ไข

“โดยในระยะสั้น ได้มีการตั้งคณะกรรมการร่วมระหว่างผู้เกี่ยวข้องทั้งหมด และนำระบบลงทะเบียนสุขภาพด้วยอัตลักษณ์ม่านตาเพื่อระบุตัวตน (Biometrics) ของสภากาชาดไทย มาใช้ เพื่อให้ต่างชาติที่เข้ามารักษาหรือทำงานได้มีหลักประกันสุขภาพและลดภาระภาษีของคนไทย รวมทั้งได้ข้อมูลประชากรต่างด้าวที่เข้ามาใช้บริการอย่างถูกต้อง เห็นภาระงานที่ชัดเจนและแก้ปัญหาได้ตรงจุด ปัจจุบัน เก็บอัตลักษณ์ต่างด้าวไปแล้ว 7,616 คน และจะมีการเร่งรัดนำเรื่องนี้เสนอเข้าสู่คณะรัฐมนตรี (ครม.) ต่อไป ขณะเดียวกัน มีการลดภาระงาน เช่น การใช้ระบบการแพทย์ทางไกล (Telemedicine) การใช้กลไกของศูนย์เรียนรู้สุขภาพชายแดนช่วยเรื่องการเข้าถึงบริการสุขภาพต่างด้าว เป็นต้น” นพ.พิทักษ์พงษ์ กล่าวและว่า ส่วนในระยะยาว มีแผนยุทธศาตร์กำลังคน โดยเฉพาะการผลักดันร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ระเบียบข้าราชการสาธารณสุข (ก.สธ.) หรือร่างกฎหมายแยกตัวออกจากคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) ซึ่งจะทำให้สามารถบริหารบุคลากรรองรับความต้องการบริการสุขภาพของคนไทย/ต่างชาติได้อย่างคล่องตัว สอดคล้องตามบริบทของแต่ละพื้นที่ ไม่เป็นภาระงบประมาณ ส่งผลให้ระบบดูแลสุขภาพของประเทศมีความยั่งยืนและมีประสิทธิภาพ