‘ที่ปรึกษาสลัม4ภาค’ พ้อ ยุคนี้เห็นชัด ‘รายรับไม่พอจ่าย’ น้ำปลายังราคาขึ้น

25.03.25 | 16:55 น.
แฟ้มภาพ

‘ที่ปรึกษาสลัม4ภาค’ พ้อเดี๋ยวนี้ 500 ไม่พอเลี้ยงครอบครัว – ทวง ‘ขึ้นเบี้ยสูงอายุ’ วอนยึดประชาชน อย่าเอากลุ่มทุนเป็นตัวตั้ง

เมื่อวันที่ 25 มีนาคม เวลา 13.30 น. ศูนย์ส่งเสริมความเสมอภาคและความเป็นธรรม (EEPC) วิทยาลัยผู้นำและนวัตกรรมสังคม ร่วมกับ สถาบันปฏิรูปประเทศไทย มหาวิทยาลัยรังสิต จัดงานเสวนาวิชาการออนไลน์ Leadership Forum: Leading to Social Equity (ครั้งที่ 4) ในหัวข้อ “คนจนได้ประโยชน์อะไรจากรัฐบาลแพทองธาร”

โดยมีผู้ร่วมเสวนาได้แก่ ศ.ดร.โกวิทย์ พวงงาม อดีต ส.ส.พรรคพลังท้องถิ่นไท, นายบารมี ชัยรัตน์ ที่ปรึกษาสมัชชาคนจน, นายจำนงค์ หนูพันธ์ ที่ปรึกษาขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม (P-Move) และ นางนุชนารถ แท่นทอง ที่ปรึกษาเครือข่ายสลัมสี่ภาค ดำเนินการโดย ผศ.ดร.บูชิตา สังข์แก้ว รองคณบดีฝ่ายพัฒนาสังคมและความยั่งยืน วิทยาลัยผู้นำและนวัตกรรมสังคม

ในตอนหนึ่ง นางนุชนาถกล่าวว่า ส่วนมากเป็นโครงการประชานิยม ซึ่งช่วยกระตุ้นเศรฐกิจได้บ้าง แต่ไม่ถ้วนหน้า เป็นการหาเสียงผ่านโยบาย ซึ่งสิ่งเหล่านี้ส่งผลต่อคนจน ทั้งข้าวยากหมากแพง รายได้ไม่บาลานซ์กับรายจ่าย

เมื่อก่อน ‘น้ำปลา’ 10 กว่าบาท ปัจจุบัน 28-29 บาท จะเห็นว่ารายได้ที่เราได้มา ก็ตีกลับไปให้กับทุนขนาดใหญ พ่อค้าหาบเร่แผงลอยล่มสลายไป กลายเป็นต้องเข้าร้านสะดวกซื้อ ซึ่งคือการดึงเงินจากกระเป๋าคนจน แล้วขูดกลับไปอีก

Advertisement

“เวลาคุยเขาไม่คุยกับคนจน คนจนเป็นเพียงวาทกรรมหนึ่งที่เอามาเป็นข้ออ้างพัฒนาประเทศเท่านั้น แต่พยายามส่งเสริม ดึงนักลงทุนขนาดใหญ่เข้ามา ‘ลงทุน’ โดยไม่ได้ส่งเสริมภายในประเทศให้ ‘อยู่ดีกินดี’

“หนี้ครัวเรือนเพิ่มขึ้น เดี๋ยวนี้เงิน 500 บาท แต่ก่อนยังซื้อกับข้าวได้ 2 มื้อ แต่ทุกวันนี้ 500 บาท ไม่สามารถอยู่ได้ทั้งวันในครอบครัว ในยุคนี้เห็นชัดเจนว่า พยายามส่งเสริมกลุ่มทุนขนาดใหญ่ มากกว่าให้คนเข้าถึงสิทธิต่างๆ

ไม่ว่าจะนโยบายผู้สูงอายุ ซึ่งจะเห็นว่าตอนนี้มีข่าวออกมามากมายว่าจะเพิ่ม ‘เบี้ยผู้สูงอายุ’ แต่จนแล้วจนรอดก็อ้างว่า ต้องปี 69 ปี 70 ถึงจะเพิ่มได้ เพราะเงินไม่มีในคลัง คุณเอาไปทำเรื่องอื่นได้ แต่ไม่สามารถเอามาพัฒนาสังคมโดยรวมได้? เราได้เห็นชัดและได้รับผลกระทบอย่างจริงจัง สำหรับคนจนเมือง” นางนุชนาถกล่าว

ในช่วงท้าย นางนุชนาถกล่าวด้วยว่า ส่วนตัวยืนยันว่าคนจนไม่ได้ขี้เกียจ เพราะทำงาน 8 ชั่วโมงเหมือนกัน แต่รายได้ก็ยังไม่พอกับรายจ่าย เราตกที่นั่งลำบากเพราะโครงสร้าง ซึ่งคนจนมีหลายมิติ

อย่างเรื่อง ‘ที่ดิน’ หากเกิดการ ‘กระจายการถือครอง’ ได้ อย่างน้อยจะช่วยลดความเหลื่อมล้ำ เป็นอันดับต้นๆ ที่ควรจะต้องมีการแก้ไขกฎหมายในเรื่องทรัพยากรที่ไม่เป็นธรรมกับคนที่เข้าไม่ถึง ไม่มีที่อยู่ ที่ทำกิน รวมถึง ‘รัฐธรรมนูญ’ ที่สำคัญอย่างยิ่ง เพราะเป็นกฎหมายที่ใช้ร่วมกัน แต่คนส่วนใหญ่กลับไม่ได้ประโยชน์

อยากให้รัฐบาลตระหนักถึงการแก้ปัญหา โดยเอาประชาชนเป็นตัวตั้ง อย่าเอาธุรกิจเป็นตัวตั้ง ไม่อย่างนั้นจะแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างไม่ได้ คนจนถ้าถึงทางตันจริงๆ เขาก็ต้องลงถนน เพราะไม่มีอำนาจอื่นใดนอกจากความเป็นประชาชน มีสมอง สองมือสองเท้าเท่านั้น ที่จะลุกขึ้นมาบอกรัฐบาล” นางนุชนาถกล่าว

ในช่วงท้าย นางนุชนาถยังกล่าวถึง การเข้าถึงการศึกษา ที่จะทำให้ประชาชนมีองค์ความรู้ สามารถรวมกลุ่ม สร้างอำนาจในการต่อรองได้