นายก ส. วิศวกรฯ คาด ‘เสาเหล็ก’ จำเลยที่1 โศกนาฏกรรมพระราม 2 – ย้ำรัฐแอกชั่น 7 ข้อ หยุดอุบัติเหตุซ้ำซาก

26.03.25 | 17:25 น.

นายกสมาคมวิศวกรโครงสร้างฯ คาด ‘เสาเหล็ก’ จำเลยที่หนึ่ง -ย้ำรัฐ เร่งแอกชั่น 7 ข้อ ออกกฎหมาย ติด CCTV หยุดอุบัติเหตุซ้ำซากพระราม 2 หวั่นช่วงถัดไปคานหนักยิ่งกว่า – แนะ น.ศ.วิศวฯ ‘อย่าลืมตรวจน็อตแม้แต่ตัวเดียว’

เมื่อวันที่ 26 มีนาคม เวลา 13.00 น. ที่ห้อง 0313 ชั้น 3 อาคารชูชาติ กำภู คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ศ.ดร.อมร พิมานมาศ อาจารย์ประจำภาควิชาวิศวกรรมโยธา และนายกสมาคมวิศวกรโครงสร้างแห่งประเทศไทย เสวนาวิชาการ i-Forum เรื่อง พระราม 2 อุบัติเหตุซ้ำซาก: สาเหตุและทางแก้

ดำเนินรายการโดย ผศ.ดร.วรวัชร วัฒนฐานะ ผู้ช่วยคณบดีฝายสื่อสารองค์กร ท่ามกลาง คณาจารย์ บุคลากร นิสิต คณะวิศวกรรมศาสตร์ ตลอดจนผู้สนใจ เข้าร่วมรับฟัง

โดยเริ่มจากวิเคราะห์ภาพถ่ายระหว่างการรื้อถอนสะพาน  

ศ.ดร.อมรเผยว่า จากเหตุการณ์ก่อสร้างทางด่วนพระราม 3 ถล่ม (ขาออกเลี้ยวเข้า ถ.พระราม 2) ส่วนตัวก็มีจุดคาดการณ์อยู่เช่นกัน ฑดยหากมองจากภาพหลังถล่ม จะเห็นว่าเต็มไปด้วยเศษปูนที่ตกลงมา (ปูนในขั้นตอนการเทคอนกรีต) , ในส่วนของโครงสร้าง ‘เสาทั้ง 2 ข้าง’ ยังหลงเหลืออยู่ ในขณะที่ ‘โครง Trust’ ทั้ง 4 ตัว (โครงถักสีส้ม) แบะออกในลักษณะการวิบัติแบบที่เรียกว่า ‘ปีกผีเสื้อ’ ซึ่งมีความสมมาตร และจากการถล่มที่เกิดขึ้น ทำให้ทางด่วนตรงนี้ ขาดพังไปด้วยกัน

Advertisement

จากนั้น ศ.ดร.อมรชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของตัว ‘โครงสร้างรองรับ’ ที่เรียกว่า ‘Cross Beam’ ซึ่งคือตัวที่พังลงมา หากการก่อสร้างเรียยร้อยไม่มีปัญหา ก็จะได้ตัว ‘Cross Beam’ หลายตัว เป็นแนวยาวเรียงไปตามทาง แล้วจึงนำคาน Box Beam มาวางเป็นทางด่วนอีกเลเยอร์หนึ่ง ในขั้นตอนต่อไป แต่เผอิญตรงนี้พังเสียก่อน

ลักษณะก่อนเกิดการถล่ม จะมีเสาเหล็กคู่กลาง และเสาต้นริม ฝั่งละ 1 เสา ซึ่งเสาริม คิดว่าไม่เป็นไรเพราะตั้งอยู่บนตอม่อ แต่ ‘เสาคู่ตรงกลาง’ มีประเด็นที่ว่า ‘มีเสาเข็มหรือเปล่า?’ ปรากฏว่าแบบของสะพานสมัยก่อนบอกว่า ในบางช่วงของสะพานนี้มีการตอกเสาเข็มลงไป ก็แปลว่ามัน ‘มีเสาเข็ม’ อยู่

“กระทั่งมีการเปิดเผยข้อมูลตามมาทีหลังว่า ตัวดินตรงนี้ไม่ได้ยุบ หากดูจากระบบรับแรง ถ่ายน้ำหนักจากบนสู่ล่าง เป็นไปได้หรือไม่ว่าดินยุบ ? หรือถ้าไม่ใช่ ตัวโครงเหล็กพังไหม? หรือ Trust หรือว่าแบบหล่อข้างบนพัง มันก็มีเท่านี้แหละ แต่ในระหว่างที่ถ่ายแรงจะมีจุดต่อ (connect ion) เช่น มีการเอาสกรูแจ็ค เข้ามาวาง เรียกว่าเราก็ค่อยๆ ตัดทิ้งทีละข้อ

ตอนนี้ จากข้อมูลที่ได้รับมาก็พบว่า ‘ดินไมได้ยุบ’ ทำให้เราสันนิษฐานว่าอาจจะเป็น ‘เสาเหล็ก’ เป็นจำเลยตัวที่หนึ่ง หรือจะเป็น Trust เหล็ก, แบบหล่อ ที่พังลงมา

ถ้าก่อสร้างตามมาตรฐานวิศวกรรม มันไม่ควรพังลงมา เป็นจุดชัดเจน แสดงว่าต้องมีอะไรบางอย่างผิดปกติ เพราะเขาบอกว่าก่อสร้างแบบนี้มาหลายตัวแล้ว ไม่ใช่ตัวแรกที่ก่อสร้าง แต่มันพังเป็นตัวแรก มีคนตาย คนเจ็บหลายคน ทางด่วนพัง ที่สำคัญคือสูญเสียความเชื่อมั่นในวงการวิศวกรรมอย่างใหญ่หลวง

เริ่มมีข้อมูลปล่อยออกมาเรื่อยๆ แต่เอาเป็นว่า คนที่รู้ รู้แล้วว่าเกิดอะไรขึ้น เพียงแต่คนที่ไม่ได้อยู่ inside อาจจะไม่รู้ คือมันมีภาพกล้องวงจรปิด หลังจากการเกิดเหตุหลายครั้งที่ผ่านมาทำให้มีการบังคับว่า ต้องติดกล้อง CCTV เพื่อที่จะดูกิจกรรม” ศ.ดร.อมรชี้

ศ.ดร.อมรกล่าวต่อว่า จากการเปิดภาพจากกล้องวงจรปิด ชี้ให้เห็น คนงานที่ขึ้นไปทำงานข้างบน มีการปั๊มคอนกรีตเป็นท่อ 2 จุดตำแหน่งที่ปั๊ม ก็ใกล้ๆ กับตรงกลาง ซึ่งหากมองเข้าไปจะเห็นว่า มีโครง trust รองรับอยู่

“การยุบเกิดขึ้นที่ตรงกลาง พยายามมองเจาะลงไปว่า Trust พังหรือเปล่า เราเลยตั้งข้อสงสัยว่า ‘หรือจะเป็นที่เสาเหล็กพัง’ เพราะเขาบอกว่าดินไม่ได้ยุบ หรือว่าเกิดจากการที่ ‘แบบ’ ข้างบนแตก ทำให้ปูนไหลออกมา เป็นเรื่องที่ต้องพิสูจน์ความจริงต่อไปว่าเกิดอะไรขึ้น

ผมลงไปดูพื้นที่ในฐานะสมาคมวิศวกรโครงสร้างแห่งประเทศไทย ดูลักษณะการก่อสร้าง แต่ตรงนี้ไม่อยาก comment เพราะอาจจะเสี่ยงถูกฟ้องร้องได้ แต่ก็เห็น ‘รูปแบบการก่อสร้างอะไรบางอย่างเกิดขึ้น’ เอาเป็นว่าเสาทั้ง 4 ต้น ต้นกลางและริมนั้น ไปหมด จึงรองรับอะไรข้างบนไม่ได้ ตั้งแต่ Trust ลงมา” ศ.ดร.อมรกล่าว และว่า

เมื่อเกิดเหตุหลายครั้ง ตนจึงพยายามทำเป็นมาตรการเสนอแนะ 7 ข้อ ยื่นที่ผู้นำฝ่ายค้านเรียบร้อยแล้ว และจะยื่นรัฐบาลต่อไป ซึ่งได้เผยแพร่ไปยังสื่อมวลชนแล้ว เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์แบบนี้ซ้ำอีก

เมื่อถามถึงรายละเอียดของมาตรการ ที่จำเป็นเพื่อแก้ไขต้นตอ อย่างเร่งด่วน ?

ศ.ดร.อมรกล่าวว่า มี 7 ข้อเสนอ ปัญหาไม่ได้เกิดขึ้นครั้งแรก แต่เกิดขึ้นซ้ำอย่างมีรูปแบบเดียวกัน ซึ่งไม่ใช่เฉพาะเรื่องสะพาน บางทีรื้อถอนอาคารแล้วของตกลงมาบนถนนพระราม 4 เป็นต้น สะท้อนว่าการก่อสร้างในที่สาธารณะ ในพื้นที่อย่างริมถนน ยังไม่ปลอดภัยเท่าไหร่ ฉะนั้นสิ่งแรกที่ภาครัฐควรทำคือ

1.ทบทวนทุกโครงการว่ามีมาตรฐานทางวิศวกรรมหรือไม่

2.ออกกฎหมาย ‘การก่อสร้างควบคุม’ หมายความว่าไม่ปล่อยสะเปะสะปะ ให้ใครมาทำก็ได้ ตอนนี้เรามี ‘วิศวกรรมควบคุม’ ซึ่งเป็นไปตาม พ.ร.บ.วิศวกร แต่เน้นไปในด้านวิศวกรอย่างเดียว

“สิ่งที่ผมอยากเห็นคือ หลายๆ ครั้งที่ผ่านมา เราพบว่า ‘ผู้ปฏิบัติงานไม่มีความรู้เพียงพอ’ หรือผ่านการอบรม ดังนั้นหากมีกฎหมาย ‘ก่อสร้างควบคุม สำหรับการก่อสร้างขนาดใหญ่ในพื้นที่เสี่ยงสาธารณะ’ รวมถึงควบคุมบุคลากรที่จะเข้ามาทำงานทุกระดับ ตั้งแต่ตัววิศวกร แรงงาน ช่างฝีมือ ก็จะช่วยแก้ปัญหานี้ได้” ศ.ดร.อมรระบุ

3.ให้มีระบบ ‘ขึ้นทะเบียนผู้รับเหมาช่วง’ กล่าวคือ ระบบประมูลงานบ้านเรา จะเป็นระบบที่ผู้รับเหมาใหญ่ ประมูลมา บางครั้งก็ทำเองบางครั้งก็จ้าง Subcontract

“จริงๆ แล้วการจ้างช่วงนั้น หากจ้างผู้เชี่ยวชาญไม่มีปัญหา แต่มีงานบางอย่างที่อันตราย เช่น การเดิน Launcher การรื้อถอน ยกอาคาร บ้านเรายังไม่มีระบบลงทะเบียนผู้รับเหมาช่วงตรงนี้ ทำให้ไม่รู้ว่าไปจ้างใครมา ถ้าเน้นราคาถูกก็อาจจะไม่ได้คุณภาพ ซึ่งมันเป็นกิจกรรมที่อันตรายในเชิงวิศวกรรม” ศ.ดร.อมรชี้

4.ออกกฎหมายกำหนดมาตรการ ‘เครื่องจักร’ พวกโครงสร้างเหล็กเลื่อน ต้องมีการขึ้นทะเบียนและส่งรายงานการตรวจสอบ

5.ภาครัฐ ควรกำหนดงบประมาณแยกด้านความปลอดภัย อย่างชัดเจน

“ควรจะมีบัจเจตเป็นรายการออกมาเด่นชัด ผู้รับเหมาจังต้องเจียดเงินไปทำเรื่องเซฟตี้ ถ้าอยู่ใกล้บ้านเรือนประชาชน ควรจะมี เซฟตี้ ไอเทม ออกมาเพื่อความแฟร์” ศ.ดร.อมรกล่าว

6.มีคนกลางร่วมตรวจสอบการก่อสร้าง

“เป็นหน้าที่รัฐ ที่ทำโครงการขนาดใหญ่ ความปลอดภัยเป็นต้นทุนที่ต้องมี ควรมีระบบ ‘ออดิเตอร์’ เป็นคนกลาง มองจากสายตาคนนอกเข้ามามองเป็นระยะๆ ไม่ควรจะต้องรับผิด แต่ให้ข้อเสนอแนะได้

รวมทั้งการติดตั้ง ‘กล้องวงจรปิด’ เป็นเรื่องที่ดีอยู่แล้ว แต่ควรจะบังคับใช้ทุกโครงการ ควรถ่ายถอดสด ให้คนมาดูได้ จะได้ตรวจติดตามว่ามีคนทำงานไหม หรือเอาโดรนไปวิ่ง หลังๆ การใช้เทคนิกโซเชียล จะช่วยระบุปัญหาที่บางทีเรามองไม่เห็นได้” ศ.ดร.อมรกล่าว

สุดท้าย 7. ลงโทษผู้รับเหมาที่ทำผิด อย่างจริงจัง ไม่ลูบหน้าปะจมูก

ศ.ดร.อมรกล่าวด้วยว่า ควรจะเน้นโครงการที่อยู่ใกล้ประชาชนจะใช้สอย ใกล้ที่สาธารณะ เริ่มจากจากตรงนั้นก่อน บางมาตรการอาศัยการออกกฎหมาย บางมาตรการทำได้เลยโดยใช้การบริหารจัดการ ทบทวน การจ้างซับคอนแทรคมีมาตรการ ‘ร่วมตรวจสอบ’

“คือเราจะออกกฎหมายในเรื่องไหน ทำเรื่องการบริหารจัดการก่อน เพราะรัฐเป็นเจ้าของโครงการ เป็นคนออกเงิน จึงมีสิทธิกำหนดได้ในกิจกรรมอะไรที่จะส่งผลต่อความปลอดภัยของประชาชน” ศ.ดร.อมรระบุ

เมื่อถามถึงความปลอดภัยในมุมประชาชน?

ศ.ดร.อมรกล่าวว่า ถ้าสัญจรผ่านจุดที่มีการก่อสร้าง อาจจะไม่ปลอดภัย รัฐต้องไปหาสาเหตุให้ได้ว่า ที่ถล่มเพราะอะไร จะแก้ไขอย่างไร จึงจะให้มีการก่อสร้างต่อได้

“การที่แค่ตรวจสอบว่าโครงสร้างเสาตอม่อที่ตั้งอยู่ไหม ไม่ได้รับผลกระทบสามารถก่อสร้างต่อได้ อันนี้ไม่ถูก รู้หรือยังว่าครั้งที่แล้วพังเพราะอะไร แล้วจะมีวิธีป้องกันได้อย่างไร

ถามว่าเวลาสัญจร ผ่านถนเส้นนั้น จะสังเกตอย่างไร ? ผมบอกเลยว่าเป็นไปไม่ได้ เป็นหน้าที่ของคนทำ ประชาชนเป็นปลายทาง ขับผ่าน ก้อนปูนตกมามองไม่เห็นหรอกว่าเมื่อไหร่ บางที่เป็น 10 ตันก็ตายได้เหมือนกัน ไม่ใช่หน้าที่ของประชาชน เป็นหน้าที่ของคนที่ทำงานตรงนั้น และหน้าที่รัฐในฐานะผู้กำกับ มันเป็นเรื่องที่ต้องรักษามาตรฐานทางวิศวกรรมเอาไว้ การที่เกิดเหตุเพราะมีความบกพร่องเกิดขึ้น ตราบใดที่ไม่ใช่เรื่องฟ้าดิน หรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ มนุษย์ย่อมแก้ปัญหาได้

ถ้ามีอีกครั้งหนึ่ง ผมว่ามันไม่ได้แล้ว มันเกิดหลายครั้งมาก จนกระทั้งจะปล่อยให้เกิดอีกครั้งไม่ได้ ต้องรับผิดชอบอย่างจริงจัง กับคนที่งานที่เกี่ยวข้องกับตรงนี้โดยตรง” ศ.ดร.อมรกล่าว

ส่วนตัวมีข้อแนะนำสำหรับผู้ที่เกี่ยวข้อง ในการหาสาเหตุอย่างไร ควรใช้เวลาแค่ไหน ?

ศ.ดร.อมรกล่าวว่า ต้องตรวจสอบโดยคนที่เป็นกลางและมีความรู้ ถ้าคุณเทปูนบ้านสองชั้น ไม่มีปัญหาเพราะระบบไม่ซับซ้อน น้ำหนักไม่มาก

“แต่เราอาจจะไม่ทราบว่าช่วงต่อไปที่จะก่อสร้างจะมีบางตัวที่ยาวกว่านี้อีก น้ำหนักมากกว่านี้อีก และบางตัวอาจจะไปคร่อมกับด่านเก็บเงินด้วย จะก่อสร้างอย่างไร มันยังมีปัญหาอีกเยอะ

รัฐบาลบอกว่าอยากจะเร่งให้เสร็จเร็ว การเร่งทำให้ประชาชนมีทางสาธารณะสัญจร เป็นสิ่งสำคัญ แต่หัวใจหลักคือต้องปลอดภัยก่อน ดังนั้น ต้องเป็นหน้าที่คนกลาง ไม่ใช่คนกลางที่สั่งได้ ซึ่งไม่ควรเป็นหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง ต้องประกอบจากหลายภาคส่วน ภาควิชาวิศวกรรมศาสตร์  มหาวิทยาลัยหลักๆ ภาควิชาชีพ ผู้เชี่ยวชาญ เรียกว่าเป็น บอร์ด (panel) ที่เข้ามาวิเคราะห์ สาเหตุ และนำเสนอมาตรการในการก่อสร้าง ครั้งต่อไป

ถ้าเป็นองค์กรเดียว อาจจะทำให้สังคมคาใจ ว่าเป็นกลางจริงหรือไม่ ต้องมากถึงภาครัฐและที่เกี่ยวข้อง ผมพูดด้วยความหวังดี ไม่อยากให้เกิดเหตุการณ์แบบนี้ซ้ำอีก” ศ.ดร.อมรกล่าว

เมื่อถามว่าเรื่องการซับคอนแทรค ในปัจจุบันผู้ที่เกี่ยวข้องทราบได้หรือไมาว่าผู้รับเหมาที่ประมูล ไปจ้างใครต่อ แล้วคุณสมบัติเหมาะสมหรือไม่ ?

ศ.ดร.อมรกล่าวว่า เอาจริงๆ แล้ว ต้องสอดคล้องกับ พ.ร.บ.จัดซื้อจัดจ้าง ภาครัฐ คือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ผมเสนอดีกว่านั้นคือ ‘ขึ้นทะเบียน’ เลยว่าจะจ้างใคร ให้คนนั้นมาขึ้นทะเบียน โดยจะต้องผ่านการประเมินตั้งแต่แรก

“แปลว่าคุณต้องมีคุณสมบัติ จึงจะขึ้นทะเบียนได้ มีประสบการณ์ไหม มีบุคลากรอย่างไร มีวิศวกรกี่คน ช่างเทคนิคกี่คน อุปกรณ์ แรงงานอะไรบ้าง ดีแคลร์มาให้หมด ถ้าสอดคล้องกับลิสต์ที่กำหนด รัฐก็จะไม่ต้องใช้ดุลพินิจแล้ว

แต่จะมีซับคอนแทรคอีกแบบ คือ จ้างหมด รับมาแล้วตัวเองหัก 10-20 % แบบนี้ไม่ใช่วัตถุประสงค์ เป็นการจ้างซับคอนแทรคที่เป็นผู้เชี่ยวชาญ แต่จ้างเพื่อที่จะกินหัวคิว อันนี้อหละที่สุดท้ายจะเป็นอันตราย จะต้องมีการกำกับควบคุมแบบนี้ให้ดีๆ

ตามระบบแล้ว ผู้รับเหมารายใหญ่ เขาขึ้นทะเบียน แต่พอได้งานปั๊บ เขาไปจ้างต่อ รัฐจะสูญเสียการควบคุมได้ว่า คุณไปจ้างใครมาทำงานแล้วเป็นผู้ที่มีความเชี่ยวชาญจริงหรือไม่ นี่คือประเด็น“ ศ.ดร.อมรกล่าว

ถามว่าแล้วใครควรเป็นผู้นำในการตรวจสอบเรื่องนี้ ?

ศ.ดร.อมรกล่าวว่า เอาง่ายๆ เวลาเกิดเหตุการณ์ภัยพิบัติสาธารณะ ที่กระทบความเชื่อมั่นทั้งหมด สิ่งที่รัฐควรทำคือ ต้องเรียกความเชื่อมั่นกลับคืนมา

“มีคนถามผมเยอะว่า เราได้รับบทเรียนอะไร จริงๆ บทเรียนเยอะถล่มหลายครั้งแล้ว ไม่ต้องถอด ตอนนี้บทเรียนเยอะมาก เอาบทเรียนทั้งมีไปแอกชั่นเสียที แล้วใครต้องเป็นคนนำ ก็รัฐนั้นแหละ เพราะคือคนเดียวที่สั่งผู้รับเหมาได้ ก็ต้องขึ้นอยู่ที่รัฐ ผมจึงออกบทความว่า ถึงเวลาที่ต้องปฏิบัติของจริงแล้ว” ศ.ดร.อมรกล่าว

ศ.ดร.อมร ยังกล่าวในช่วงท้าย กับนักศึกษาวิศวกรรรมศาสตร์ พร้อมฝากถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นด้วยว่า ความปลอดภัยเริ่มต้นจากต้นทาง คนทำ และคนที่กำกับการทำ

“ผมขอฝากคำพูดนึง เครนถล่ม ผมเคยเจอนอตหลุดตัวนึง หรือชิ้นส่วนที่ตกลงมา เพราะสลิงขาดเส้นเดียว

เป็นการพังทลายแบบโดมิโน่เอฟเฟกต์ ที่คนตายมหาศาล เพราะด้วยน้ำหนักที่รับไม่ได้ น็อตทุกตัวก็ต้องตรวจ มันพังง่ายกว่าที่เราคิด ต้องมีการตรวจสอบ รีเช็กให้รอบครอบ น.ศ. อย่าลืมตรวจน็อตแม้แต่ตัวเดียว“ ศ.ดร.อมรกล่าว