ผู้ว่าฯ ถกผู้บริหาร ม.โทโฮกุ ‘วางแผนรับภัยพิบัติ’ ถอดบทเรียนแผ่นดินไหว–สึนามิ ญี่ปุ่น

17.04.25 | 18:18 น.

ชัชชาติ ถกผู้บริหาร ม.โทโฮกุ วางแผนรับมือภัยพิบัติ ดึงบทเรียนฟื้นฟูไทย จากแผ่นดินไหว–สึนามิญี่ปุ่น

เมื่อวันที่ 17 เมษายน ที่ ห้องนพรัตน์ ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร (เสาชิงช้า) นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ให้การต้อนรับ ศาตราจารย์ชินอิจิ คุริยามะ ผู้บริหารสถาบันวิจัยนานาชาติด้านวิทยาศาสตร์ภัยพิบัติ มหาวิทยาลัยโทโฮกุ (Tohoku University) พร้อมด้วยนางสาวรัชนีกร ทองทิพย์ สมาชิกวุฒิสภาไทย และคณะ เพื่อหารือถึงผลกระทบจากเหตุการณ์แผ่นดินไหวที่ผ่านมาของประเทศไทย รวมทั้งการรับมือกับภัยพิบัติ และการใช้ข้อมูลในการประเมินขอบเขตความเสียหายของอาคาร รวมถึงการหารือเพื่อสร้างความร่วมมือในการเสริมสร้างความเข้มแข็งและความพร้อมในการรับมือกับภัยพิบัติ โดยมี คณะผู้บริหารกรุงเทพมหานคร และผู้ที่เกี่ยวข้อง ร่วมประชุม

สำหรับ สถาบันวิจัยนานาชาติด้านวิทยาศาสตร์ภัยพิบัติ มหาวิทยาลัยโทโฮกุ (International Research Institute of Disaster Science: IRIDeS, Tohoku University) ประเทศญี่ปุ่น ก่อตั้งขึ้นภายหลังเหตุการณ์แผ่นดินไหวและสึนามิครั้งใหญ่เมื่อปี พ.ศ. 2554 ซึ่งสร้างความเสียหายอย่างรุนแรงในภูมิภาศตะวันออกของญี่ปุ่น

โดยสถาบันฯ ได้รวบรวมองค์ความรู้จากมหาวิทยาลัยโทโฮกุ และมุ่งมั่นทำการวิจัยขั้นสูงเกี่ยวกับภัยธรรมชาติ ภัยพิบัติ และการลดความเสี่ยงจากภัยพิบัติ โดยมีเป้าหมายเพื่อสนับสนุนการฟื้นฟูและสร้างใหม่ ในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ ตลอดจนมุ่งสู่การเป็นศูนย์กลางระดับโลกด้านวิทยาศาสตร์ภัยพิบัติ ร่วมกับสถาบันวิจัยจากนานาประเทศ จากบทเรียนที่ได้รับจากแผ่นดินไหวและสึนามิในภูมิภาค สถาบันฯ มุ่งเน้น การเปลี่ยนแปลงแนวคิด และกรอบการทำงานด้านการลดความเสี่ยงจากภัยพิบัติ เพื่อให้สามารถรับมือกับภัยพิบัติขนาดใหญ่ที่เกิดจากภัยธรรมชาติได้อย่างมีประสิทธิภาพ

Advertisement

โดยพัฒนางานวิจัยเชิงปฏิบัติที่สามารถเสนอแนวทางแก้ไขเชิงรูปธรรม และมีส่วนร่วมในการสร้างสังคมที่ยั่งยืนและมีภูมิคุ้มกัน ทั้งในประเทศญี่ปุ่นและต่างประเทศ โดยมีพันธกิจหลัก คือ การนำความรู้จากการวิจัยเกี่ยวกับแผ่นดินไหวและสึนามิในปี พ.ศ. 2554 รวมถึงการฟื้นฟูหลังภัยพิบัติ และผลการวิจัยจากภัยพิบัติทั่วโลกไปประยุกต์ใช้ในระดับสังคม การสร้างแนวทางการวิจัยเพื่อพัฒนาระบบสังคม ที่สามารถปรับตัวและตอบสนองต่อภัยพิบัติที่เปลี่ยนแปลงได้อย่างชาญฉลาด การนำบทเรียนมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด และการสร้างระบบงานวิจัยด้านภัยพิบัติที่สามารถนำไปปฏิบัติได้จริง พร้อมส่งเสริมคุณค่าทางวิซาการอย่างต่อเนื่อง