กคช.-สปสช. จับมือขับเคลื่อน ‘30บาทรักษาทุกที่’ ผ่านนวัตกรรม ‘ตู้ห่วงใย’ ในพื้นที่โครงการเคหะฯ
เมื่อที่ 21 เมษายน ที่ศูนย์นวัตกรรมด้านที่อยู่อาศัยและบริหารงานขาย (NHA INNOVATION CENTER) เขตดินแดง กรุงเทพฯ นายสมศักดิ์ เทพสุทินรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) เป็นประธานพิธีการลงนามข้อตกลงความร่วมมือระหว่างการเคหะแห่งชาติ (กคช.) และสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) เพิ่มช่องทางการเข้าถึงนวัตกรรมบริการสาธารณสุขภายใต้ 30 บาทรักษาทุกที่ โดยมี นายธเนศพล ธนบุณยวัฒน์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ร่วมพิธีการลงนาม
ในการนี้ นายทวีพงษ์ วิชัยดิษฐ ผู้ว่าการการเคหะแห่งชาติ และ นพ.จเด็จ ธรรมธัชอารี เลขาธิการสปสช. เป็นผู้ลงนามข้อตกลงความร่วมมือ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อขับเคลื่อน 30 บาทรักษาทุกที่ในพื้นที่พักอาศัยของประชาชนภายใต้โครงการการดำเนินงานของการเคหะแห่งชาติ ในการเพิ่มการเข้าถึงบริการสุขภาพที่ช่วยเพิ่มคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับประชาชน

นายสมศักดิ์ กล่าวว่า รัฐบาลมีนโยบาย 30 บาทรักษาทุกที่ เพื่อยกระดับบริการสาธารณสุขให้กับประชาชน การลงนามความร่วมมือระหว่าง 2 หน่วยงานในวันนี้ จะเป็นตัวอย่างของการบูรณาการหน่วยงานภาครัฐเพื่อร่วมกันขับเคลื่อน เชื่อมั่นว่าจะช่วยให้พี่น้องประชาชนที่อาศัยอยู่ในการเคหะสามารถเข้าถึงบริการสาธารณสุขที่ดี มีมาตรฐาน ได้อย่างสะดวก รวดเร็ว และเท่าเทียม โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย โดยมี “ตู้ห่วงใย” หนึ่งในนวัตกรรมบริการด้วยเทคโนโลยีการแพทย์ทางไกลร่วมให้บริการ ซึ่งที่ผ่านมาจากการติดตั้งตามจุดต่างๆ ในพื้นที่ กทม. มีประชาชนตอบรับเข้าใช้บริการแล้วกว่า 1,500 คน โดยจะทำการติดตั้งที่ชุมชนการเคหะภายใต้ความร่วมมือนี้ซึ่งจะขยายไปทั่วประเทศ รวมถึงบริการนวัตกรรมบริการสาธารณสุขเชิงรุกอื่นๆ ด้วย เช่น คลินิกพยาบาลชุมชนอบอุ่น คลินิกเวชกรรมชุมชนอบอุ่น รถทันตกรรมเคลื่อนที่ บริการเจาะเลือดผู้ป่วยติดบ้านติดเตียงที่บ้าน เป็นต้น จึงนับเป็นการยกระดับการเข้าถึงบริการสุขภาพในชุมชน สร้างรูปแบบบริการที่ตอบโจทย์วิถีชีวิตของประชาชนด้วยแนวทาง 30 บาทรักษาทุกที่
ด้านนายธเนศพล กล่าวว่า การลงนามความระหว่างการเคหะแห่งชาติ และ สปสช. ในครั้งนี้ ถือเป็นความร่วมมือในการพัฒนาคุณภาพชีวิตด้านสุขภาพให้กับผู้อยู่อาศัยในชุมชนการเคหะแห่งชาติจำนวนกว่า 2 ล้านคนทั่วประเทศ ซึ่งการมีสุขภาพที่ดีเป็นปัจจัยสำคัญในการพัฒนาตนเองและชุมชน และด้วยความร่วมมือในครั้งนี้ไม่เพียงแต่ทำให้ประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบางได้เข้าถึงสิทธิหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ แต่ยังเข้าถึงบริการนวัตกรรมสุขภาพต่างๆ ที่เป็นเทคโนโลยีทันสมัย เช่น ระบบแพทย์ทางไกล (Telemedicine) อย่างไรก็ดี สิ่งที่อยากเน้นย้ำในความร่วมมืออันดีในครั้งนี้ คือขอให้มีการจัดทำฐานข้อมูลชุมชนอย่างละเอียด เพื่อให้ทุกคนเข้าถึงบริการสุขภาพได้อย่างทั่วถึง และขอบคุณทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องที่ได้นำโครงการดี ๆ มาสู่ชุมชน เพื่อสร้างความเข้มแข็งและยั่งยืน

ขณะที่นายทวีพงษ์ กล่าวว่า การเคหะแห่งชาติดำเนินงานภายใต้นโยบายของนายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ โดยมุ่งเน้นการพัฒนาที่อยู่อาศัยสำหรับผู้มีรายได้น้อยถึงปานกลางและกลุ่มเปราะบางเพื่อให้มีกรรมสิทธิ์ในที่อยู่อาศัยของตนเอง ที่นอกจากลดความเหลื่อมล้ำ ยังดำเนินการส่งเสริมคุณภาพชีวิตอย่างเท่าเทียม อันนำไปสู่การสร้างชุมชนเข้มแข็งและยั่งยืนโดยความร่วมมือกับ สปสช. ในครั้งนี้จะส่วนหนุนเสริมให้ผู้อยู่อาศัย โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง ได้เข้าถึงบริการทางการแพทย์และสาธารณสุขได้อย่างสะดวกและรวดเร็ว โดยไม่ต้องเดินทางไปโรงพยาบาล ผ่านนวัตกรรมบริการสาธารณสุข ซึ่งในส่วนของนวัตกรรมบริการ “ตู้ห่วงใย” เบื้องต้นได้กำหนดติดตั้งนำร่อง 2 แห่ง คือ โครงการฟื้นฟูเมืองชุมชนดินแดง ระยะที่ 2 อาคาร D1 และศูนย์นวัตกรรมด้านที่อยู่อาศัย ห้วยขวาง และมีแผนจะขยายผลไปยังชุมชนอื่น ๆ ทั่วประเทศต่อไปภายในปีนี้ ทั้งในส่วนที่เป็นกรุงเทพฯ สมุทรปราการ สมุทรสาคร นนทบุรี และปทุมธานี
นพ.จเด็จ กล่าวว่า สปสช. มีความยินดีอย่างยิ่งในการดำเนินการด้านสุขภาพขับเคลื่อน 30 บาทรักษาทุกที่ร่วมกับการเคหะแห่งชาติในพื้นที่พักอาศัยที่การเคหะแห่งชาติกำกับดูแล เพื่อดูแลผู้ใช้สิทธิหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บัตรทอง 30 บาท) ให้เข้าถึงบริการสาธารณสุขตามสิทธิ โดยเน้นที่การสร้างความเข้มแข็งให้กับระบบสุขภาพในระดับปฐมภูมิ เพื่อมทางเลือกให้กับประชาชน และช่วยลดความแออัดในโรงพยาบาล โดยการสนับสนุนจัดบริการสาธารณสุขด้วยนวัตกรรมการแพทย์ทางไกลเชิงรุกภายในชุมชนการเคหะ เช่น การติดตั้งตู้ห่วงใย และรอรับยาจัดส่งถึงบ้าน รวมถึงการเปิดพื้นที่ให้มีคลินิกเวชกรรมชุมชนอบอุ่น และคลินิกพยาบาลชุมชนอบอุ่น เพื่อให้ประชาชนหาหมอได้สะดวกขึ้น ไปจนถึงการให้บริการเชิงรุกในรูปแบบรถทันตกรรมเคลื่อนที่ และการเจาะเลือดผู้ป่วยติดบ้านติดเตียงที่บ้าน เป็นต้น
“ขณะนี้มีตู้ห่วงใยอยู่ราว 100 ตู้ โดยภายในปี 2568 มีเป้าหมายที่จะขยายตู้ห่วงใยเพื่อให้บริการประชาชนให้ถึง 500 ตู้ โดยกระจายไปอยู่ทุกพื้นที่ทั่วประเทศ ซึ่งขณะนี้ก็ถือว่ายังดำเนินการตามเป็นไปตามเป้าหมาย โดยในอนาคตจะมีการบริการเพิ่มขึ้นจากปัจจุบันที่ให้บริการครอบคลุม 42 กลุ่มโรค/อาการ ตามนโยบายกำกับเรื่องการดูแลโรค NCDs จึงเชื่อว่าภายในปีนี้จะเพิ่มการให้บริการในกลุ่มโรคเบาหวานและโรคความดันโลหิตสูง อีกทั้งในเรื่องของการส่งยาในบางพื้นที่ต่างจังหวัดอาจจะไม่สะดวก จึงต้องหาวิธีทบทวนระบบการจ่ายยาให้เข้าถึงประชาชนให้มากขึ้น หรือจะนำตู้ยามาติดตั้งข้างตู้ห่วงใยเลยได้หรือไม่ นอกจากนั้นแล้วยังจะขยายการบริการคัดกรอง เช่น โรคความดันโลหิตสูง และโรคเบาหวานให้สามารถตรวจคัดกรองได้ภายในตู้“ นพ.จเด็จ กล่าว


