พลังแห่ง AI ส่งเสริมนวัตกรรมการแพทย์เพื่อคนไทย

26.04.25 | 13:37 น.

พลังแห่ง AI ส่งเสริมนวัตกรรมการแพทย์เพื่อคนไทย

วงการสาธารณสุขไทยกำลังก้าวสู่ยุคใหม่ของการใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) อย่างเต็มรูปแบบ

สะท้อนได้จากงานเปิดตัว “แพลตฟอร์มข้อมูลกลางทางการแพทย์ (Medical AI Data Platform)” ที่กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดย สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) เดินหน้าขับเคลื่อนการใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในภาคสาธารณสุข โดยมี น.ส.ศุภมาส อิศรภักดี รมว.กระทรวง อว.ที่ได้กล่าวถึงนโยบาย อว. for AI และเป็นสักขีพยานในการประกาศความร่วมมือกับพันธมิตรทางการแพทย์ Medical AI Consortium เปิดตัว “แพลตฟอร์มข้อมูลกลางทางการแพทย์ (Medical AI Data Platform)” ที่มุ่งสร้างโครงสร้างพื้นฐานและระบบนิเวศข้อมูลที่เข้มแข็ง รองรับการพัฒนานวัตกรรม AI ทางการแพทย์เพื่อคนไทย

“กระทรวง อว. ให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับการขับเคลื่อนเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ผ่านนโยบาย “อว. for AI” ซึ่งมุ่งสร้างระบบนิเวศ AI ที่ครบวงจร การแพทย์เป็นเป้าหมายสำคัญที่ AI จะช่วยเพิ่มความแม่นยำ รวดเร็ว และลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงบริการสุขภาพ การสนับสนุนการจัดตั้ง Medical AI Consortium เพื่อพัฒนา Medical AI Data Platform ถือเป็นการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญยิ่งของประเทศ แพลตฟอร์มนี้ไม่ได้เป็นเพียงคลังข้อมูล แต่ยังประกอบด้วยเครื่องมือที่พัฒนาโดย สวทช. ซึ่งจะช่วยให้นักวิจัยและแพทย์สามารถพัฒนานวัตกรรม AI ได้ง่ายขึ้น ถือเป็นภารกิจสำคัญในการสร้างรากฐาน AI การแพทย์ที่มั่นคงของประเทศ จึงขอเชิญชวนโรงพยาบาลและโรงเรียนแพทย์ร่วมแบ่งปันข้อมูลและระบุโจทย์ที่สำคัญ และนักวิจัยด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมาร่วมพัฒนาโมเดล AI ที่ใช้ได้จริง เพื่อร่วมกันยกระดับสาธารณสุขไทยให้ก้าวทันโลก และใช้ประโยชน์จาก AI ได้อย่างเต็มศักยภาพ” น.ส.ศุภมาส กล่าว

Advertisement

ศ.นพ.ปิยะมิตร ศรีธรา

ศ.นพ.ปิยะมิตร ศรีธรา อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหิดล ได้ฉายภาพความสำคัญของ AI ในทางการแพทย์ โดยชี้ให้เห็นว่า AI มีองค์ประกอบสำคัญ 3 ส่วนคือ ฮาร์ดแวร์ ซอฟต์แวร์ และ Big Data แม้ไทยอาจยังตามหลังด้านฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ แต่ไทยเป็นเจ้าของข้อมูล “ศักยภาพของ Big Data จะเป็นของประเทศไทยได้นั้น ขึ้นอยู่กับว่าเราสามารถจัดระเบียบข้อมูลของเราได้ดีเพียงใด ซึ่งจะนำไปสู่การใช้ประโยชน์ได้อย่างแท้จริง” ศ.นพ.ปิยะมิตร กล่าว

ตัวอย่างความสำเร็จที่ชัดเจน คือ AI อ่านผลภาพเอกซเรย์ทรวงอก หรือ Inspectra CXR ที่คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาลพัฒนาร่วมกับสตาร์ทอัปไทยอย่าง Perceptra ที่ผ่านการรับรองมาตรฐานจาก อย. ซึ่งปัจจุบันมีโรงพยาบาลใช้งานแล้วกว่า 90 แห่ง

ผศ.พิเศษ นพ.ธนินทร์ เวชชาภินันท์

ผศ.พิเศษ นพ.ธนินทร์ เวชชาภินันท์ รองอธิบดีกรมการแพทย์ กล่าวว่า “การสร้างความเท่าเทียมในการเข้าถึงการรักษา ถือเป็นภารกิจหลักของกรมการแพทย์” และยกตัวอย่างความสำเร็จของการใช้ AI คัดกรองภาวะเบาหวานขึ้นจอประสาทตา ซึ่งริเริ่มโดยโรงพยาบาลราชวิถีร่วมกับ Google AI ตั้งแต่ปี 2018 โดยไทยพบผู้ป่วยเบาหวานกว่า 6 ล้านคน โดยร้อยละ 15-20% เสี่ยงเกิดภาวะดังกล่าว โดย AI มีความไว (Sensitivity) ในการตรวจคัดกรองสูงถึง 97 เทียบกับ 74 ของการคัดกรองโดยแพทย์ และมีความแม่นยำ (Specificity) สูงถึงร้อยละ 96 ดังนั้นการใช้ AI ช่วยคัดกรองภาวะดังกล่าว ช่วยแก้ปัญหาการขาดแคลนและกระจายตัวที่ไม่สมดุลของจักษุแพทย์ได้

ศ.ดร.สมปอง คล้ายหนองสรวง ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) กล่าวว่า Medical AI สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติอย่างยิ่ง โดยเฉพาะโมเดลเศรษฐกิจ BCG ซึ่งการแพทย์เป็น 1 ใน 4 สาขาหลัก และมีศักยภาพสูงที่จะเป็น S-Curve ใหม่ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยท่ามกลางตลาด AI โลกที่เติบโตอย่างก้าวกระโดด โดยเน้นย้ำถึงความได้เปรียบของไทยในด้านข้อมูลทางคลินิก (Clinical Data) และข้อมูลจีโนมิกส์ ประกอบกับโครงสร้างพื้นฐานอย่าง LANTA Supercomputer ของ สวทช. และบุคลากรที่มีความรู้ความเข้าใจ แต่สิ่งสำคัญที่สุด คือ ความร่วมมือ “หากเราสามารถรวมพลังและใช้ข้อมูลเพื่อขับเคลื่อนไปสู่เป้าหมายเดียวกันของประเทศได้ จะประสบความสำเร็จอย่างแน่นอน

ดร.ณิรวัฒน์ ธรรมจักร์ ผู้อำนวยการ หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนากำลังคน และทุนด้านการพัฒนาสถาบันอุดมศึกษา การวิจัยและการสร้างนวัตกรรม (บพค.) กล่าวถึงการสนับสนุนของ บพค. ที่มีต่อโครงการ Medical AI Consortium มาแล้วกว่า 90 ล้านบาท ครอบคลุมทั้งการพัฒนาแพลตฟอร์ม บุคลากร ต้นแบบ AI Model และกรอบธรรมาภิบาลข้อมูล (Data Governance) เพื่อสร้างความเข้าใจและความเชื่อมั่นว่าแพลตฟอร์มนี้มีความปลอดภัย โดยวิสัยทัศน์ของ บพค. สนับสนุน 4 ภารกิจหลักตามที่ได้รับมอบหมายจากการปฏิรูประบบ ววน. คือ การพัฒนากำลังคนสมรรถนะสูง, การสนับสนุนโครงสร้างพื้นฐานด้าน ววน., งานวิจัยขั้นแนวหน้า (Frontier Research) และการพัฒนาสถาบันอุดมศึกษาและการวิจัย

ศ.ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์

ศ.ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการ สวทช. ได้ให้มุมมองว่า AI จะฉลาดและมีประสิทธิภาพได้ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับปริมาณข้อมูลเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับตรรกะและ วิธีการสอน ให้ AI เรียนรู้และมองเห็นสิ่งที่สำคัญในข้อมูลนั้น เฉกเช่นเดียวกับที่แพทย์ผู้เชี่ยวชาญใช้ประสบการณ์ในการวินิจฉัยโรค

ภายใต้วิสัยทัศน์นี้ สวทช. โดย เนคเทค จึงได้จับมือกับพันธมิตรสำคัญ ทั้งกรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล และภาคีเครือข่าย Medical AI Consortium ริเริ่มและพัฒนาแพลตฟอร์มข้อมูลกลางทางการแพทย์ขึ้น ปัจจุบันรวมภาพถ่ายทางการแพทย์แล้วกว่า 2.2 ล้านภาพ ครอบคลุม 8 กลุ่มโรคสำคัญ เช่น โรคทรวงอก มะเร็งเต้านม โรคตา โรคช่องท้อง โรคผิวหนัง โรคหลอดเลือดสมอง และโรคกระดูกพรุน เป็นต้น

ศ.ดร.ชูกิจ เน้นย้ำว่า ศักยภาพของ AI ทางการแพทย์ไม่ได้จำกัดอยู่แค่การวิเคราะห์ภาพถ่ายเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการวิเคราะห์ข้อมูลสุขภาพในองค์รวม เพื่อสร้างแบบจำลองดิจิทัลเสมือนของตัวบุคคล (Digital Twin) ที่สามารถให้คำแนะนำด้านสุขภาพเฉพาะบุคคลได้อย่างแม่นยำ ซึ่ง Medical AI Data Platform นี้จะเป็นฐานข้อมูลสำคัญสำหรับการพัฒนาต่อยอดในอนาคต” ศ.ดร.ชูกิจ กล่าว

การเปิดตัวแพลตฟอร์มครั้งนี้ เป็นก้าวสำคัญที่จะทลายกำแพงด้านข้อมูล สร้างมาตรฐาน และส่งเสริมการพัฒนานวัตกรรม AI ทางการแพทย์อย่างก้าวกระโดด ซึ่งสอดคล้องกับแผนพัฒนาด้านสาธารณสุขและเป้าหมายการเป็นศูนย์กลางสุขภาพนานาชาติ (Medical Hub) ของประเทศ