อากาศร้อนจัด หมอห่วง เด็กเล็ก-ผู้สูงอายุ เผชิญลมแดดแบบคลาสสิก ชี้ Heat Index อาจสูงถึง 52 เซลเซียส

26.04.25 | 16:38 น.

ร้อนจัดหมอห่วง เด็กเล็ก-ผู้สูงอายุ เผชิญลมแดดแบบคลาสสิก ชี้ Heat Index อาจสูงถึง 52 เซลเซียส

วันที่ 25 เมษายน นพ.ฆนัท ครุธกูล อายุรแพทย์ ผู้เชี่ยวชาญโรคหัวใจ เปิดเผยว่า ขณะนี้ประเทศไทยกำลังเผชิญกับสภาพอากาศที่ร้อนจัด โดยเฉพาะในช่วงเดือนเมษายนที่ผ่านมา อุณหภูมิในหลายพื้นที่พุ่งสูงขึ้นอย่างน่ากังวล ข้อมูลจากกรมอุตุนิยมวิทยาระบุว่า ในช่วงวันที่ 11-17 เมษายน 2568 อุณหภูมิสูงสุดที่บันทึกได้คือ 39.5 องศาเซลเซียส ที่อำเภอเมืองเพชรบูรณ์ เมื่อวันที่ 15 เมษายน ขณะที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑลก็ไม่ต่างกัน โดยมีอุณหภูมิสูงสุดถึง 37.0 องศาเซลเซียส ที่เขตบางนาและคลองเตยในวันที่ 13 เมษายน

ความร้อนที่เพิ่มสูงขึ้นนี้ส่งผลให้ดัชนีความร้อน (Heat Index) ในหลายพื้นที่ของประเทศอยู่ในระดับ “อันตรายมาก” (สีแดง) ซึ่งหมายถึงอุณหภูมิที่ร่างกายรู้สึกได้มากกว่า 52 องศาเซลเซียส สภาพอากาศเช่นนี้เพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคลมแดดหรือฮีตสโตรก (Heatstroke) ซึ่งเป็นภาวะฉุกเฉินทางการแพทย์ที่หากไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที อาจส่งผลถึงชีวิต

โดยเฉพาะภาวะลมแดด ที่เกิดจากภาวะที่ร่างกายสูญเสียความสามารถในการระบายความร้อนผ่านการเหงื่อออก และระบบควบคุมอุณหภูมิภายในล้มเหลว ส่งผลให้อุณหภูมิร่างกายเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วเกินกว่า 40 องศาเซลเซียส การทำงานของระบบประสาทส่วนกลาง เช่น สมอง ไขสันหลัง จะถูกรบกวนทันที และอวัยวะสำคัญ เช่น หัวใจ ไต และตับ อาจถูกทำลายอย่างถาวรภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมง

นพ.ฆนัทกล่าวว่า สาเหตุหลักของลมแดดมี 2 ประเภท ได้แก่ ลมแดดจากการออกกำลัง (Exertional Heatstroke) เกิดในคนหนุ่มสาวที่ทำกิจกรรมกลางแจ้งหรือออกกำลังกายอย่างหนักในสภาพอากาศร้อน และลมแดดแบบคลาสสิก (Classic Heatstroke) มักพบในผู้สูงอายุ เด็กเล็ก หรือผู้ป่วยเรื้อรังที่อยู่ในสภาพแวดล้อมที่ร้อนอบอ้าวโดยไม่มีกลไกช่วยระบายความร้อนที่เพียงพอ เช่น เครื่องปรับอากาศ

Advertisement

ปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดลมแดด คืออากาศร้อนและชื้นจัด ขาดน้ำหรือดื่มน้ำไม่เพียงพอ สวมเสื้อผ้าหนา หรือเสื้อผ้าระบายอากาศไม่ดี การออกกำลังกายหรือทำงานหนักกลางแจ้ง การใช้ยาบางชนิด เช่น ยาขับปัสสาวะ ยาลดความดันโลหิต หรือยาต้านซึมเศร้า มีโรคประจำตัว เช่น โรคหัวใจ โรคปอด เบาหวาน หรือโรคอ้วน
ผู้สูงอายุและเด็กเล็กที่มีระบบควบคุมอุณหภูมิร่างกายไม่สมบูรณ์ สถิติการเสียชีวิตจากลมแดดในประเทศไทย

ข้อมูลจากกรมควบคุมโรคเผยว่า ในช่วงเดือนมีนาคมถึงเมษายน 2567 มีผู้เสียชีวิตจากโรคลมแดดแล้ว 30 ราย ซึ่งเพิ่มขึ้นจากปี 2566 ที่มีผู้เสียชีวิต 37 ราย ในช่วงเดือนมีนาคมถึงมิถุนายน กลุ่มเสี่ยงที่พบมากที่สุดได้แก่ ผู้สูงอายุที่อาศัยอยู่ตามลำพัง เด็กเล็กที่เล่นกลางแจ้งโดยไม่มีการดูแล คนงานก่อสร้าง เกษตรกร และทหารที่ทำงานกลางแดด

นพ.ฆนัทกล่าวว่า แนวทางการป้องกันและดูแลตนเอง เพื่อป้องกันและลดความเสี่ยงจากโรคลมแดด ประชาชนควรหลีกเลี่ยงการออกกำลังกายกลางแจ้งในช่วงเวลาที่แดดจัด โดยเฉพาะระหว่าง 11.00-15.00 น. ดื่มน้ำสะอาดอย่างเพียงพออย่างน้อยวันละ 8 แก้ว หรือมากกว่านั้นหากทำกิจกรรมกลางแจ้ง สวมเสื้อผ้าที่โปร่ง ระบายอากาศได้ดี สีอ่อน และสวมหมวกหรือกางร่มกันแดด หมั่นพักผ่อนในที่ร่มหรือสถานที่ที่มีเครื่องปรับอากาศ ระวังอาการเบื้องต้นของลมแดด เช่น รู้สึกตัวเบา มึนศีรษะ คลื่นไส้ ชีพจรเต้นเร็ว เหงื่อไม่ออก แม้อากาศร้อน

คำแนะนำพิเศษสำหรับกลุ่มเสี่ยง ผู้สูงอายุและเด็กเล็ก: ควรอยู่ในที่เย็นสบาย ดื่มน้ำบ่อยๆ แม้ไม่รู้สึกกระหายน้ำ และมีผู้ดูแลใกล้ชิด ผู้มีโรคประจำตัว: ควรปรึกษาแพทย์เกี่ยวกับการใช้ยาบางชนิดที่อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะขาดน้ำหรือการควบคุมอุณหภูมิผิดปกติ ผู้ทำงานกลางแจ้ง: ควรแบ่งเวลาในการทำงาน ออกเป็นช่วงสั้นๆ และพักในที่ร่มทุก 30-60 นาที ใช้อุปกรณ์ป้องกันแดดเสมอ ผลกระทบอื่นๆ จากอากาศร้อน

นอกจากโรคลมแดดแล้ว อากาศร้อนยังส่งผลให้เกิดปัญหาสุขภาพอื่นๆ เช่น การจมน้ำจากการลงเล่นน้ำเพื่อคลายร้อน โดยเฉพาะในกลุ่มเด็กและเยาวชน การบาดเจ็บจากอุบัติเหตุบนท้องถนนที่เพิ่มขึ้น เนื่องจากความเหนื่อยล้าและการเสียสมาธิจากสภาพอากาศร้อน ปัญหาทางสุขภาพจิต เช่น ความเครียด หงุดหงิด และอารมณ์แปรปรวนที่มากขึ้น

นพ.ฆนัทกล่าวว่า ข้อมูลจากกรมควบคุมโรคระบุว่าในช่วงปี 2558-2567 มีผู้เสียชีวิตจากการจมน้ำเฉลี่ยปีละ 3,687 คน โดยช่วงเดือนเมษายนซึ่งเป็นช่วงที่อากาศร้อนที่สุดมีอัตราการจมน้ำสูงที่สุด

ประเทศไทยกำลังเผชิญกับสภาพอากาศที่ร้อนจัด ซึ่งส่งผลกระทบต่อสุขภาพและชีวิตของประชาชนอย่างรุนแรง การตระหนักรู้ถึงอันตรายของโรคลมแดด การเฝ้าระวังกลุ่มเสี่ยง และการปฏิบัติตามแนวทางการป้องกันอย่างเคร่งครัด สามารถช่วยลดความเสี่ยงและปกป้องชีวิตของตนเองและคนรอบข้างได้ในช่วงฤดูร้อนนี้

นพ.ฆนัทกล่าวว่า ทั้งนี้ Heat Index คือ “อุณหภูมิที่ร่างกายรู้สึกได้” ซึ่งมักจะสูงกว่าอุณหภูมิจริง เนื่องจากความชื้นในอากาศทำให้เหงื่อไม่สามารถระบายได้ดี ยิ่งความชื้นสูง ร่างกายจะยิ่งรู้สึกร้อนมากขึ้น ตัวอย่างเช่น หากอุณหภูมิจริงอยู่ที่ 37 องศาเซลเซียส และความชื้นสัมพัทธ์ 30% ร่างกายจะรู้สึกเหมือนอากาศร้อนประมาณ 38-39 องศาเซลเซียส แต่ถ้าอุณหภูมิเท่ากัน แต่ความชื้นสัมพัทธ์เพิ่มขึ้นถึง 70% ร่างกายจะรู้สึกเหมือนอากาศร้อนถึง 50-52 องศาเซลเซียส ทันที

เนื่องจากประเทศไทยเป็นประเทศเขตร้อนที่มีอุณหภูมิสูงและความชื้นสัมพัทธ์ที่ค่อนข้างสูงในหลายพื้นที่ ดังนั้น Heat Index ในประเทศจึงมีแนวโน้มสูง ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ผู้คนรู้สึกว่าอากาศในช่วงนี้ร้อนจัดและอาจเสี่ยงต่อการเกิดโรคลมแดดได้ง่าย