ไขข้อข้องใจ-ทำไม?คนไทย ใช้สิทธิ ‘สุขภาพดีป้องกันโรค’ น้อย

28.04.25 | 11:53 น.

การเสวนาและรับฟังความคิดเห็นเรื่อง “ไขข้อข้องใจการใช้สิทธิสุขภาพดีป้องกันโรค ทำไมคนไทยยังใช้บริการน้อย” โดยสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) เป็นอีกเวทีสำคัญของ สปสช. ที่ต้องการหาคำตอบว่า ทำไม “สิทธิประโยชน์ด้านการสร้างเสริมสุขภาพและป้องกันโรค” (P&P) ที่บริหารจัดการโดย สปสช. เพื่อให้คนไทยทุกคนทุกสิทธิสุขภาพได้เข้าถึงบริการนี้ ถึงมีการเข้าถึงในจำนวนที่น้อยอย่างมาก

ข้อมูลที่ถูกฉายภาพในวงเสวนาผ่านทาง “ภก.คณิตศักดิ์ จันทราพิพัฒน์” ผู้ช่วยเลขาธิการ สปสช. และ “ทพญ.น้ำเพชร ตั้งยิ่งยง” ผู้อำนวยการฝ่ายสนับสนุนบริการปฐมภูมิและการสร้างเสริมสุขภาพป้องกันโรค

สปสช. ทำให้เห็นภาพว่า บริการตามสิทธิประโยชน์ P&P ของหน่วยบริการในระบบหลักประกันสุขภาพฯ ที่มีการเบิกจ่ายตามรายการให้บริการ (Fee schedule) พบว่า มีคนไทยเข้าถึงสิทธินี้เพียงร้อยละ 30 เท่านั้น และกลุ่มวัยทำงาน เป็นกลุ่มประชากรที่เข้าถึงบริการต่ำกว่าทุกกลุ่ม

อย่างไรก็ตาม เวทีเสวนานี้ ที่ระดมหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งจากภาครัฐ ภาคเอกชน ที่เข้าร่วมเป็นหน่วยบริการในระบบหลักประกันสุขภาพฯ รวมถึงภาคประชาชน จะช่วยสะท้อนข้อมูล พร้อมมีข้อเสนอแนะ เพื่อหาทางทำให้คนไทยเข้าถึงบริการสุขภาพตามสิทธิ P&P ที่เป็นบริการมุ่งเน้นการดูแลส่งเสริมให้สุขภาพดีก่อนจะเจ็บป่วย รวมถึงลดความเสี่ยงการเจ็บป่วยในอนาคต ที่มีกว่า 120 รายการ ให้เข้าถึงกันได้มากขึ้น

รัฐ-เอกชน สะท้อนการบริการ P&P

Advertisement

เริ่มต้นจาก “นพ.ธีรวีร์ วีรวรรณ” ผู้อำนวยการ กองสร้างเสริมสุขภาพ สำนักอนามัย กรุงเทพมหานคร (กทม.) ระบุว่า มีประชาชนอีกจำนวนไม่น้อย ที่ไม่รู้ว่าสิทธิ P&P คือสิทธิที่คนไทยได้รับทุกคน ทำให้การเข้าถึงมีน้อย เพราะอาจไม่ได้ให้ความสำคัญ แต่ กทม.มุ่งเน้นไปที่การบริการเชิงรุก เพื่อเอาบริการ P&P ไปหาประชาชน ทั้งในชุมชนและห้างสรรพสินค้า เป็นต้น ซึ่งเป็นการลงพื้นที่เชิงรุกจากหน่วยบริการในสังกัด กทม. และยังให้ศูนย์บริการสาธารณสุข (ศบส.) ในบางแห่ง เปิดบริการเพิ่มเติมในวันหยุดเพื่อทำให้คนกรุงเทพมหานครได้เข้าถึงบริการ P&P มากที่สุด

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่จะช่วยให้เพิ่มการเข้าถึงบริการสุขภาพตามสิทธิ P&P ที่เป็นบริการสุขภาพปฐมภูมิกันได้มากขึ้น กทม.เห็นว่าศูนย์สาขาของ ศบส.ที่มีกว่า 71 แห่งทั่วกรุงเทพฯ และอยู่ใกล้ชิดกับชุมชนมากที่สุด หากมีการเพิ่มเติมบุคลากรแพทย์และเภสัชกร ประจำศูนย์สาขา ศบส. ให้บริการในชุมชนตามรายการในชุดสิทธิประโยชน์ เพื่อเสริมกับการบริการเชิงรุกของหน่วยบริการในพื้นที่ ก็จะทำให้การเข้าถึงสิทธิด้านสุขภาพมีมากขึ้น

ส่วนฝั่งความเห็นจากหน่วยบริการภาคเอกชน “นพ.ณรงค์พล ห้าวเจริญ” โรงพยาบาล (รพ.) ไอเอ็มเอช สีลม สะท้อนในมุมเดียวกับภาครัฐ ที่เมื่อออกไปบริการเชิงรุก ก็พบว่าประชาชนไม่รู้ว่าตัวเองมีสิทธิ P&P และอีกปัจจัย คือ เมื่อลงพื้นที่ไปบริการในชุมชน ต้องขออนุญาตหลายภาคส่วน ทำให้ล่าช้าและเกิดข้อติดขัด แต่ประเด็นนี้ทราบว่า สปสช.จะประกาศขอบเขตการให้บริการ P&P ในเชิงรุกมากขึ้น ในปี 2568 ซึ่งจะทำให้มีความคล่องตัวในการบริการเชิงรุก จะส่งผลดีในการที่เอกชนจะได้ซัพพอร์ตการบริการ P&P ของภาครัฐ

“แต่สิ่งที่ สปสช.อาจจะต้องทำมากขึ้น คือประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนรับรู้เกี่ยวกับสิทธิ P&P ในประเด็นว่าเป็นสิทธิของคนไทยทุกคน เพื่อให้เข้าถึงการใช้บริการมากขึ้น เพราะเมื่อมีผู้ใช้บริการมากขึ้น จะเป็นอีกแรงกระตุ้นให้หน่วยบริการที่เป็นโรงพยาบาลเอกชนเข้าร่วมให้บริการในระดับปฐมภูมิกับ สปสช.มากขึ้นตามไปด้วย” นพ.ณรงค์พลฝากข้อเสนอ

ภาคประชาชนติดขัดเขียนโครงการ

ต่อมาความเห็นจากตัวแทนภาคประชาชน “น.ส.วิมล ถวิลพงษ์” รองประธานชุมชนใต้สะพาน (ชุมชนพูนทรัพย์) เขตสายไหม กรุงเทพฯ และ “นางเตือนใจ เกษมศรี” ศูนย์คุ้มครองสิทธิบัตรทองใต้สะพานสลัมสี่ภาค สะท้อนว่า มีหลายกิจกรรมด้านสร้างเสริมสุขภาพป้องกันโรคที่ประชาชนในชุมชนต้องการให้สนับสนุน เช่น การออกกำลังกาย ซึ่งเป็นอีกหนึ่งในบริการ P&P ที่ภาคประชาชนมีส่วนร่วมได้ แต่เมื่อเขียนข้อเสนอขอรับการสนับสนุนงบประมาณจากกองทุน มักจะไม่ผ่านเกณฑ์ประเมิน จึงอยากให้หน่วยงานรัฐช่วยเหลือด้านการเขียนโครงการ และการจัดทำตัวชี้วัดที่เหมาะสมให้

รวมถึงสะท้อนด้วยว่า การประชาสัมพันธ์เกี่ยวกับสิทธิ P&P ยังไม่ทั่วถึง และเข้าไม่ถึงประชาชน ทำให้ส่วนใหญ่ไม่รู้สิทธิสุขภาพด้านนี้ และที่สำคัญ คือมีอีกไม่น้อย ที่ไม่รู้ว่าการคัดกรองโรคก็สามารถทำได้โดยไม่ต้องป่วยก่อน

กระนั้นก็ตาม อีกสิ่งที่ชุมชนได้ช่วยกันคือ แจ้งข่าวสารเกี่ยวกับสิทธิ P&P ให้ชุมชนรับทราบกัน และแนะนำหน่วยบริการที่อยู่ใกล้เคียง ทั้งของรัฐและเอกชน รวมถึงหน่วยบริการนวัตกรรม เพื่อให้คนในชุมชนไปรับบริการที่สะดวกมากที่สุด

คนพิการเข้าไม่ถึงข้อมูลสิทธิ

อีกกลุ่มประชาชนที่เข้าถึงสิทธิ P&P ได้ยากกว่าคนทั่วไป คือคนพิการ โดย “ผศ.อรุณี ลิ้มมณี” กรรมการกำกับทิศทางการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์การพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) สะท้อนว่า การรับรู้เรื่องสิทธิ P&P ที่เชื่อมมาถึงการเข้าถึงบริการของคนพิการ แบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือ 1.กลุ่มคนที่ไม่รู้ข้อมูล และขาดการเข้าถึงบริการ และ 2.กลุ่มคนที่รู้ข้อมูล แต่ไปใช้สิทธิไม่ได้ ซึ่งข้อมูลสิทธิประโยชน์มีมาก และเกิดขึ้นรวดเร็ว ขณะที่สื่อสำหรับคนพิการแต่ละประเภทความพิการเพื่อให้รับรู้ข้อมูลอย่างที่ถูกต้อง เหมาะสม พบว่ามีความล่าช้า และคนพิการเข้าไม่ถึงรูปแบบการสื่อสาร

“ตัวอย่างเช่น ไฟล์ข้อมูลสิทธิ P&P สำหรับคนพิการทางสายตา ที่สามารถใช้ระบบคอมพิวเตอร์อ่านไฟล์ข้อมูลเป็นเสียงได้ แต่ส่วนใหญ่เป็นไฟล์ PDF ที่ระบบอ่านออกเสียงไม่ได้ หรือข้อความประชาสัมพันธ์ตามสื่อที่ออกเสียงได้ บางข้อมูลก็ระบุให้เบอร์ติดต่อที่หน้าจอ แต่คนพิการจะไม่รู้เลยว่าเป็นเบอร์อะไร” ผศ.อรุณียกตัวอย่างพร้อมเสนอว่า ภาครัฐ เมื่อมีนโยบายสุขภาพใดออกมา ก็อยากให้สื่อสารครอบคลุม และนึกถึงประชาชนทุกกลุ่ม ให้เข้าถึงบริการสุขภาพ และลดความเหลื่อมล้ำ เพื่อให้มั่นใจว่านโยบายด้านสุขภาพที่ออกมานั้น ไม่ได้ทิ้งใครไว้ข้างหลัง

สปสช.รับข้อมูล-ปรับการสื่อสาร

ตอนท้ายของวงเสวนา “นพ.กฤช ลี่ทองอิน” ผู้ทรงคุณวุฒิ สปสช. กล่าวเสริมว่า สปสช.ในฐานะองค์กรที่บริหารจัดการสิทธิประโยชน์ P&P ในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ จะรับข้อมูลโดยเฉพาะข้อมูลที่สะท้อนมาตรงกันเกี่ยวกับการสื่อสารด้านสิทธิ P&P ไปยังกลุ่มเป้าหมายต่างๆ ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ซึ่งเป็นโจทย์สำคัญที่ต้องดำเนินการ เพื่อเพิ่มการเข้าถึงบริการสุขภาพในด้านการสร้างเสริมสุขภาพและป้องกันโรคของคนไทยให้มากขึ้น

“เพราะสิทธิ P&P มีความสำคัญอย่างมากต่อประชาชน ที่ต้องได้รับบริการ เพื่อสร้างเสริมสุขภาพให้แข็งแรง ป้องกันการเจ็บป่วย และลดความเสี่ยงเกิดโรคในอนาคต” นพ.กฤชย้ำในตอนท้าย