วงการแพทย์กังวล สธ.เริ่มให้รพ.จ่ายยาสมุนไพรแทนแผนปัจจุบัน บางอาการ ชี้ มีข้อจำกัด-ทดแทนไม่ได้

28.04.25 | 20:36 น.

วงการแพทย์กังวล สธ.เริ่มให้รพ.จ่ายยาสมุนไพรแทนแผนปัจจุบัน บางอาการ หวั่นประสิทธิภาพ-ผลข้างเคียง

จากกรณีที่ นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ได้ออกมาเปิดเผยถึงการดำเนินงานของคณะอนุกรรมการพัฒนาระบบและกำกับติดตามการเข้าถึงบริการการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก โดยระบุว่า มีการเบิกจ่ายยาสมุนไพรน้อยกว่าเป้าหมายจำนวนมาก จึงได้มีการมอบรางวัลส่งเสริมการใช้ยาสมุนไพรทดแทนยาแผนตะวันตก โดยมีการตั้งเงินรางวัล 60 ล้านบาท จากสปสช. แบ่งระดับการเบิกจ่ายสมุนไพร ซึ่งกำหนด 3 รายการพื้นฐานทดแทนยาแผนตะวันตก ซึ่งจะเริ่มนับผลงาน ระหว่างเมษายน – มิถุนายน 2568

อย่างไรก็ตาม หลังจากเริ่มดำเนินการโครงการดังกล่าวมา ทำให้แพทย์แผนปัจจุบันได้รับผลกระทบ

โดยบุคลากรทางการแพทย์รายหนึ่ง ได้โพสต์เฟซบุ๊ก Remrin แชร์บันทึกยาสมุนไพรบัญชียาหลักแห่งชาติ 55 รายการ พร้อมข้อความว่า

“ตอนนี้มีนโยบายสุดแปลกลงมา แพทย์แผนปัจจุบันเดือดร้อนพอสมควร
คือการบังคับให้ถอดยาแผนปัจจุบันหลายตัวออกจากรพ. แต่ให้ไปใช้ยาสมุนไพรทดแทน ซึ่งโอเคแหละ ยาสมุนไพรมันก็มีฤทธิ์รักษาโรคบางอย่างได้จริง และยาแผนปัจจุบันหลายชนิดก็พัฒนาจากสมุนไพร
แต่ยังไงมันก็มีข้อจำกัดอยู่ครับ กลไกของยาสมุนไพรทดแทนก็ไม่ได้เหมือนยาแผนปัจจุบันซะทีเดียว แล้วต้องให้แพทย์แผนปัจจุบันมาจ่ายยาแผนไทย ที่เราไม่ได้เรียนมากมาย เราก็ไม่ค่อยรู้เรื่องข้อควรระวัง ขนาดยา ผลข้างเคียงอีก
คือแพทย์เองก็ขาดความรู้การใช้สมุนไพร แถมประสิทธิภาพเองก็ต่าง คือยาแผนปัจจุบันนี่ต้องผ่านการวิจัยยาจนเป็นที่ยอมรับในระดับสากล ยังไงจะหวังประสิทธิภาพก็ต่างครับ ยังไงรพ.ก็มีแผนกแพทย์แผนไทยอยู่แล้ว จะมาบังคับแผนปัจจุบันให้จ่ายแต่สมุนไพรได้ไง
แล้วที่ทำเพราะงบหมด เลยให้ไปใช้สมุนไพรเหรอ ??? ก็ไม่เชิงอีก เพราะยาแผนไทยที่ให้ใช้ทดแทนหลายตัว ราคาแพงยิ่งกว่ายาแผนปัจจุบันตัวเดิมซะอีก ตอนนี้ยาแผนปัจจุบันในรพ.น้อยลงไปเยอะเลย น่าโมโหจริง ๆ
ใครมันต้นคิด ให้หมอแผนปัจจุบันไปจ่ายยาสมุนไพรแผนไทย
ถามว่ารพ.ไม่ยอมได้ไหม ก็คงตอบว่าไม่ได้ เพราะบังคับใส่ไปในตัวชี้วัด ถ้ารพ.ไม่เชื่อฟัง ก็จะไม่ผ่านการประเมินโรงพยาบาล นำไปสู่การตัดงบต่าง ๆ ในรพ. ต้องไปเริ่มทำกันใหม่อีก”

Advertisement

นอกจากนี้ ยังได้โพสต์ตารางการใช้ยาเปรียบเทียบระหว่างแพทย์ปัจจุบัน และ สมุนไพร โดยบรรยายว่า

“หนึ่งในหายนะ ที่จะเกิดกับหมอเร็วๆ นี้ (ถ้าหากนโยบายนี้ยังไปต่อเรื่อยๆ ) พอมีอ.แพทย์รพ.ใหญ่ ๆ ไปลุยค้านให้ได้บ้างไหมเนี่ย นี่คือตารางเทียบยาสมุนไพรแผนไทย กับ ยาแผนปัจจุบัน

หลังตอนนี้มีนโยบายจากเบื้องบน เริ่มให้เอายาแผนปัจจุบันออกจากโรงพยาบาล และให้ใช้ยาสมุนไพรแทน ซึ่งยาหลายตัวยังให้ใช้สมุนไพรเป็นแค่ทางเลือกยังพอทน แต่ยาบางตัวถูกใส่เป็นนโยบายลงไปในตัวชี้วัดเลย ว่าโรงพยาบาลต้องจ่ายสมุนไพรให้คนไข้ตามยอดที่กำหนด ถ้าจ่ายสมุนไพรไม่ถึงเป้า ทำไม่ได้ตามตัวชี้วัดที่กำหนดมา ก็อาจส่งผลให้ประเมินโรงพยาบาลไม่ผ่าน นำไปสู่การจำกัดงบต่าง ๆ

รพ.แอด ยาแผนปัจจุบันหลายตัวถูกถอดจากโรงพยาบาลแล้ว บังคับให้แพทย์แผนปัจจุบันใช้สมุนไพรในการรักษาคนไข้แทน ทั้งที่ไม่เคยเรียน เรื่องขนาดยา ผลข้างเคียง และกลไกการออกฤทธิ์ (ซึ่งรพ.แอดก็ไม่ได้อยากทำหรอก แต่โดนคำสั่งมา)

รายการยาสมุนไพร ของรพ. ที่โดนบังคับให้ใช้แทนยาแผนปัจจุบันเรียบร้อยแล้ว ได้แก่
ครีมไพลจีซาล แทน balm
มะขามป้อม แทน m.tussis
มะขามแขก แทน bisacodyl
ยาธาตุอบเชย แทน M. carminative
ครีมพญายอ แทน Acyclovir cream

รวมถึงมีตัวชี้วัดอื่น ๆ เช่น ต้องจ่ายยาฟ้าทะลายโจรในเคสโควิดให้ได้ยอดตามเป้า หรือยาที่ยังมีก็ถูกพยายามให้ลดเช่นproctosedyl รักษาริดสีดวง ก็ให้พยายามไปใช้ ยาแผนไทยเพชรสังฆาต ซึ่งบางตัวสมุนไพรก็ไม่สามารถแทนยาแผนปัจจุบันได้ แต่ต้องจำยอมใช้เพราะไม่มียาแผนปัจจุบันให้ใช้
คือในเมื่อรพ.ก็มีแพทย์แผนไทยโดยตรงอยู่แล้ว ทำไมถึงต้องบังคับ ฝืนให้เรามาใช้สมุนไพรแทนอะ แล้วประเด็นคือสมุนไพรที่ใช้ทดแทน บางตัวแพงกว่ายาแผนปัจจุบันซะอีก

*หมายเหตุ ตอนนี้ยาสมุนไพรที่บังคับใช้แทน ยังมีไม่มากนัก โดยตอนนี้นโยบายแรก ยังมีเท่าที่แอดเขียนในแคปชั่นด้านบน แต่มาลงเตือนว่า มีแนวโน้มว่าเบื้องบนจะผลักดันไปต่อ และถอดยาแผนปัจจุบันมากกว่านี้จนเป็นแบบในตาราง แต่ท้ายที่สุดเชื่อว่าจะไม่เกิดขึ้น เพราะถ้ายกเลิกยาสำคัญ พวกยาโรคเบาหวาน ความดัน ขึ้นมาจริง ๆ ได้เจอหมออายุรกรรมโวยทั้งประเทศแน่ ตอนนี้เลยคิดว่าน่าจะไม่กล้าทำ เลยออกนโยบายบังคับได้แต่ยารักษาโรคไม่สำคัญก่อน แต่ยังไงผมลงไว้ให้ระวังไว้ ถ้ามีข่าวนโยบายแนวนี้จะไปต่อ อาจจะต้องช่วยกันค้านไว้ อย่าปล่อยให้เอาใช้จริงเต็มรูปแบบเหมือนในตาราง พวกนี้เผลอไม่ได้ชอบมาเงียบ ๆ”

ทั้งนี้ บุคลากรแพทย์รายดังกล่าว ยังได้ให้ข้อมูลกับทางมติชนออนไลน์เพิ่มเติมว่า การเริ่มบังคับใช้ยาสมุนไพรดังกล่าวนั้น ได้เริ่มใช้ในยา 5-6 ตัว และให้ใช้สมุนไพรทดแทน 100% ตั้งแต่เดือนเมษายนเป็นต้นมา โดยเอกสารดังกล่าวนั้น เป็นข้อมูลสำหรับแผนการทำงานในอนาคต ที่เป็นการขอความร่วมมือ ทำให้บุคลากรในวงการแพทย์ เกิดความกังวลถึงผลกระทบในอนาคตได้